ยิ่งลักษณ์ หนีไปเขมร ซุกอังกฤษ บินรอบโลก จะถือพาสปอร์ตอะไร..ถ้าไม่ใช่เขมร?

"ยิ่งลักษณ์" หนีไปเขมร ซุกอังกฤษ บินรอบโลก จะถือพาสปอร์ตอะไร..ถ้าไม่ใช่เขมร?

Publish 2019-01-11 18:25:15


ติดตามอย่างต่อเนื่องสำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ล่าสุดสร้างความฮือฮา ข้ามแดนมาไกลจากจีนถึงไทย และกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองทันที หลังจากได้มี สื่อจีนบางสำนักออกมาเปิดเผย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เข้าไปซื้อกิจการ บริษัท ซัวเถา คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล จำกัด  หรือ เอสไอซีที

 

สำหรับ บริษัทบริหารท่าเรือในเมืองซัวเถา (ซ่านโถว) มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน โดยดำรงตำแหน่งประธาน และผู้แทนโดยชอบธรรมของบริษัทคนใหม่  จากเดิมคือนายหลิน ต้าฉี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2561 แต่เพียงไม่นานสื่อดังกล่าวได้ลบข่าวออกจากเว็บไซต์ โดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่รายงานข่าวดังกล่าวได้ถูกโหมกระพือจากฝั่งคนเสื้อแดง และสื่อในเครือข่ายระบอบทักษิณ  อย่างเพจกรุงเทพ กรุงเทพ 

 

 



ทั้งนี้รายละเอียดที่ต้องไล่เรียงให้กระจ่างทุกมุม  เริ่มต้นจากการที่สื่อดังฮ่องกง “เว็บไซต์เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์” ได้เปิดข้อมูล หลักฐานเส้นทางการเข้าไปนั่งเก้าอี้ CEO บริษัท ซัวเถา คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล จำกัด ของน.ส.ยิ่งลักษณ์  ที่น่าสนใจก็คือ มีการเปิดเผยด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ใช้พาสปอร์ตกัมพูชาในการการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทธุรกิจที่ฮ่องกง  พร้อมระบุชื่อตนเองเป็นกรรมการบริหารแต่เพียงผู้เดียวของบริษัท P.T. Corporation Company เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 หรือประมาณ 1 ปี  หลังจากที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางหลบหนีออกจากประเทศไทย ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ทางการกัมพูชายืนยันมาตลอดว่าไม่ได้ออกเอกสารการเดินทางให้กับอดีตผู้นำหญิงของไทย

 

 

แน่นอนว่าหากการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือพาสปอร์ตกัมพูชาเป็นความจริง ตามการรายงานของ  “เว็บไซต์เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์”  เรื่องนี้ก็อาจจะส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทย-กัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากทีเดียว เนื่องจากสถานะของน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นเป็น “นักโทษหนีคดีทุจริต” ซึ่งประเทศทั่วโลกต่อต้าน  หาใช่ผู้ลี้ภัยทางการเมืองแต่อย่างใด

 

และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้  เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ของกัมพูชา รายงานข่าวอ้างว่า ขณะนี้รัฐบาลกัมพูชา ปฏิเสธแล้ว ว่าไม่ได้ออกหนังสือเดินให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์

 

ไม่เท่านั้นพนมเปญโพสต์  ยังระบุว่ามีการสอบถามไปยัง พลเอก เหมา จันดารา อธิบดีกรมทะเบียนราษฎร สังกัดกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาในขณะนั้นอีกด้วย และได้รับคำตอบว่า กัมพูชาไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนังสือดังกล่าวอาจจะเป็นของปลอมหรือไม่  เพราะหน่วยงานของตนไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้กับชาวต่างชาติที่ขัดกับกฎหมายของประเทศ ซึ่งการออกพาสปอร์ตให้คนต่างชาติ จะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้นได้รับสัญชาติกัมพูชาแล้ว และผ่านการตราพระราชกฤษฎีกา ที่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ทรงลงพระปรมาภิไธย เท่านั้น

 

นอกจากนั้น พลเอกเหมา จันดารา ยังตั้งคำถามว่า ในโลกใบนี้ มีใครไม่ทราบบ้าง ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนไทย ดังนั้นการถือหนังสือเดินทางของกัมพูชาไปจดทะเบียนบริษัทจึงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งตนไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับข่าวชิ้นดังกล่าวนี้

 

 

 

ต้องเน้นย้ำว่าเรื่องนี้สร้างความสับสน คลางแคลงใจให้กับสังคมอย่างมาก  เพราะถ้าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถือพาสปอร์ตกัมพูชาแล้วน.ส.ยิ่งลักษณ์ถือพาสปอร์ตประเทศใด ในการเดินทางไปต่างประเทศ

 

โดยหากย้อนไปตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีออกนอกประเทศ ก่อนวันที่ศาลอาญานักการเมืองนัดพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว เพียงไม่กี่วัน



รายงานข้อมูลจากชุดสืบสวน หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลไทย   ได้แกะรอยเส้นทางหลบหนีออกนอกประเทศ  น.ส.ยิ่งลักษณ์  พร้อมระบุว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ได้สวมหมวกสีดำ ใช้หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าพร้อมกับผู้ติดตามหนึ่งคน  นั่งรถยนต์เมอร์สิเดสเบนซ์ออกจากบ้านพัก เพื่อไปพบกับ "พ.ต.อ." นายหนึ่ง ที่ขับรถยนต์ตราโล่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มารอพบที่บริเวณ ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านวัชรพล ก่อนจะมีรถ 2 คันมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านชัยพฤกษ์ ก่อนที่รถทั้ง 2 คันจะหายเข้าไปภายในบ้านพักของ พ.ต.อ.คนดังกล่าว

 

ในเวลาต่อมาน.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมผู้ติดตาม และ "พ.ต.อ." ได้ขับรถยนต์ TOYOTA CAMRY ออกจากหมู่บ้าน ไปที่ย่านมีนบุรี  เพื่อใช้เส้นทางถนนสุวินทวงศ์ มุ่งหน้า อ.พนมสารคาม อ.เขาหินซ้อน ต่อไปยัง จ.สระแก้ว ก่อนจะถึง อ.อรัญประเทศ เวลา ประมาณ 22.00 น. และไปสิ้นสุดเส้นทางที่บริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟอรัญประเทศ โดยมีรถกระบะสีทึบสี่ประตูเปิดไฟฉุกเฉินรออยู่  และมีชายร่างสูงใหญ่นำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกับผู้ติดตามได้ขึ้นรถกระบะ ออกจากจุดนั้นเดินทางต่อไปอีกทอดหนึ่ง

 

และเมื่อดูจากรายงานของชุดสืบสวน จุดสุดท้ายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และผู้ติดตามหายตัวไปคือบริเวณชายแดนอรัญประเทศ ซึ่งติดกับประเทศกัมพูชา และจากจุดนี้ เชื่อว่าเป็นจุดสุดท้ายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ ผู้ติดตามได้ใช้เป็นช่องทางธรรมชาติหลบหนีออกไปจากประเทศไทยไปในที่สุด 

 

 

จากนั้นในวันรุ่งขึ้น 24 ส.ค. 2560  จึงมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ หรือ สนามบินโปเชงตง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงพนมเปญไปทางตะวันตก 7 กิโลเมตร  ก่อนนั่งเครื่องบินส่วนตัวของ ทักษิณ  พี่ชายไปพักที่ประเทศสิงคโปร์   และเป็นจุดที่คาดว่านายทักษิณเองก็ได้เดินทางมารอเพื่อพบน้องสาวเช่นกัน แล้วบินต่อไปประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือดูไบ ต่ออีกทอดหนึ่ง

 

ทั้งนี้การเดินทางไปต่างประเทศ แน่นอนว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์คงไม่ใช้พาสปอร์ตไทยในการเดินทาง เพราะอาจมีความยุ่งยากในข้อกฎหมาย ในฐานะถูกหมายจับและมีการส่งหมายจับให้กับตำรวจสากล  จึงมีโอกาสจะถูกควบคุมตัวส่งกลับมาดำเนินคดีต่อในประเทศไทย   อีกทั้งก็คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทำการเพิกถอนพาสปอร์ตของน.ส.ยิ่งลักษณ์  คำถามคือ แล้วน.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้พาสปอร์ตประเทศใด ในการเดินทางออกจากกัมพูชา เพื่อเข้าประเทศสิงคโปร์ ถึงตอนนี้ยังคงเป็นปริศนาต่อไป

 

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือพาสปอร์ตกัมพูชา ระบุว่า คงต้องถามจากคนอื่น เพราะส่วนตัวไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบและไม่ใช่เรื่องที่ควรจะรู้

 

ส่วนการถือพาสปอร์ตต่างชาติจำเป็นจะต้องเป็นพลเมืองประเทศนั้นๆ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นพลเมืองก็ได้ แต่เคยได้ยินว่าบางคนได้รับการแต่งตั้งเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์และออกพาสปอร์ตให้ในบางประเทศ แต่จะมีกรอบเวลาที่จำกัด ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังถือว่าเป็นบุคคลที่มีคดีนั้น เรื่องคดีก็ดูกันอยู่แต่อย่างอื่นส่วนตัวไม่ทราบ

 

ทั้งนี้กับข้อคำถามว่าทราบที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชัดเจนแล้วเหตุใดถึงไม่ดำเนินการจับกุม นายวิษณุ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประเทศที่ทั้ง 2 คน อาศัยอยู่จะอนุญาตหรือไม่ ส่วนที่อดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนจะไปร่วมงานแต่งงานของ น.ส.แพรทองธาร  ชินวัตร ที่เกาะฮ่องกงจะดำเนินการอย่างไรนั้น ยืนยันว่าต้องขึ้นอยู่กับประเทศที่เข้าอาศัยอยู่จะดำเนินการอย่างไร

 

สำหรับสถานะ “พลเมืองกิตติมศักดิ์” เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศแต่ละประเทศ ที่จะออกพาสปอร์ตให้กับใครก็ได้  โดยไม่จำเป็นว่าเป็นพลเมืองของประเทศตนเองหรือไม่  ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายข้อตกลงของประเทศนั้นๆ ก็สามารถมอบพาสปอร์ต ให้ได้ในฐานะพลเมืองกิตติมศักดิ์ อาทิ กรณีของนายทักษิณ แม้ถูกยกเลิกพาสปอร์ต ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ยกเลิกพาสปอร์ตทูต (พาสปอร์ตเล่มสีแดง) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2551 และพาสปอร์ตบุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2552 แต่นายทักษิณนั้นก็สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

 

 

เนื่องจากมีรายงานข่าวจาก หนังสือพิมพ์ "เดลี่ เอ็กซ์เพรส" ของสาธารณรัฐมอนเตเนโกรรายงานเมื่อวันที่ 9 พ.ค.52 ว่า นาย ได้ซื้อเกาะ"สเวตติ นิโคลา" (Sveti NiKola) นอกชายฝั่งเมืองบุดวา เมืองท่องเที่ยวหลักของมอนเตเนโกร ริมทะเลเอเดรียติก ฉายาเกาะ"ฮาวาย"ของมอนเตอเนโกร ภายหลังที่ธนาคารเพอร์วา บังก้า เซอร์เน โกเร่ (เฟิร์สต์ แบงก์ ออฟ มอนเตเนโกร) ได้ประกาศประมูลขายเกาะดังกล่าว เป็นมูลค่า 28 ล้านยูโรหรือประมาณ 1,288 ล้านบาท

 

อีกทั้งนายทักษิณก็ยังถือพาสปอร์ตประเทศ “นิการากัว”  ในฐานะทูตพิเศษนิการากัวเนื่องจากได้มีการลงทุนด้านโทรคมนาคมในนิการากัวและวางโครงสร้างคมนาคมขั้นพื้นฐานให้ประเทศ ถึงขนาดได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจพิเศษของประธานาธิบดีและมีฐานะเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์พร้อมทั้งได้รับเอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูตของสาธารณรัฐ


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม