ถอดรหัสบิ๊กตู่เมื่อถูกถามอนาคตการเมือง แล้วเจอคำตอบ#ไปดูข้อกม. กับนัยสำคัญคำพูดว่า#เพื่อชาติ!!

ถอดรหัส"บิ๊กตู่"เมื่อถูกถามอนาคตการเมือง แล้วเจอคำตอบ#ไปดูข้อกม. กับนัยสำคัญคำพูดว่า#เพื่อชาติ!!

Publish 2019-01-26 09:46:34


ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งที่ชัดเจนว่าจะมีอย่างแน่นอนในวันที่  24  มีนาคม  2562  องค์ประกอบสำคัญที่กำลังถูกเฝ้าจับตาก็คือ  ภาพลักษณ์หน้าตาของว่าที่ผู้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่าง ๆ  โดยเฉพาะการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.  ซึ่งมีกระแสข่าวมาโดยตลอดว่าจะได้รับการผลักดันจาก พรรคพลังประชารัฐให้ทำหน้าที่ผู้นำประเทศสืบต่อไป  เพื่อประสานแผนยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20  ปีให้เดินหน้าจนเป็นผลสำเร็จ 

 

  
ล่าสุดในการเป็นประธานในงานวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร  ครบรอบปีที่ 61 และงานเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2562 ณ โรงเรียนเตรียมทหาร  อ.บ้านนา จ.นครนายก  พล.อ.ประยุทธ์   ถึงแม้จะไม่ได้ตอบคำถามอย่างชัดเจน  ถึงกระแสการเป็น 1 ใน 3 รายชื่อถูกเสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ  แต่อากัปกริยาบางประการก็ยิ่งทำให้เห็นว่า  พล.อ.ประยุทธ์  มีการตัดสินใจเรื่องอนาคตทางการเมืองแล้ว  เหลือเพียงแต่ว่าจะมีความชัดเจนเมื่อไรเท่านั้น  โดยทางด้านพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสั้น ๆ ว่า "ไปดูข้อกฎหมาย" ก่อนจะขึ้นรถตู้เดินทางกลับ  พร้อมกับชูนิ้วแสดงสัญลักษณ์ ไอ เลิฟ ยู   สลับกับคำพูดที่ยิ่งมีนัยสำคัญทางการเมือง ว่า "เพื่อชาติ  เพื่อชาติ"  ตามการรายงานข้อมูล โดย "วาสนา นาน่วม"  ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหาร

 

ประเด็นต้องพิจารณาประการแรก ก็คือ ว่า  ไปดูข้อกฎหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อข้อคำถามเกี่ยวกับอนาคตการถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี  ประกอบด้วยสาระสำคัญอะไรบ้าง  พบว่า ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  กำหนดรายละเอียดขั้นตอนการแต่งตั้งบุคคลผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี 

 


เริ่มต้นจากข้อกำหนดทางกฎหมาย   "นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159"  ซึ่งมีรายละเอียดว่า
ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา  88  เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิก  ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร


การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร  มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร 

 



เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวการได้มาซึ่งบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี   ซึ่ง"พล.อ.ประยุทธ์" ใช้คำว่าให้สื่อมวลชนไปดูข้อกฎหมาย   ยังมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเกี่ยวเนื่องไว้เพิ่มเติม โดยในบทเฉพาะกาล  มาตรา 272  ระบุว่า  ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้  การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดําเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159  วรรคหนึ่ง  ให้กระทําในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา  159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

 


ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา  88  ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดําเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อท่ีพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้

 

 

กรณีนี้ก็คือต้องใช้เสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 จาก 500 เสียงขึ้นไป เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา โดยให้เรียกประชุมเพื่อหาเสียงสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 เพื่องดเว้น การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีได้  ซึ่งประเด็นนี้แปลความโดยง่าย ก็คือ การพิจารณาบุคคลผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี  จากบุคคลภายนอกจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนำเสนอขึ้นมา  และกรณีของพล.อ.ประยุทธ์  ก็อาจอยู่ในกรณีนี้ได้  ถ้าไม่ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองในรูปของสมาชิกพรรค และเป็น 1 ใน 3 บัญชีรายชื่อที่ถูกพรรคพลังประชารัฐนำเสนอ  เพียงแต่น่าจะเป็นทางเลือกท้ายสุดที่เกิดขึ้น


ดังนั้นในกรณีของพล.อ.ประยุทธ์  ถ้ายึดตามคำสัมภาษณ์ล่าสุด  ก็น่าจะเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ   คือ  เป็นเรื่องความเห็นหรือมติของพรรคประชารัฐ  เพื่อดำเนินการตามกรอบกฎหมาย ดังต่อไปนี้  

 

มาตรา 88  ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคล  ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ และให้นําความในมาตรา 87 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม พรรคการเมืองจะไม่เสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้  (หรือเท่ากับบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าว  ได้รับการยกเว้นไม่ต้องสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.)

 


 



เนื่องจากมาตรา 87  ว วรรคหนึ่ง  ระบุว่า  ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้ซึ่งพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกส่งสมัครรับเลือกตั้ง และจะสมัครรับเลือกตั้งเกินหนึ่งเขตมิได้ .. เมื่อมีการสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองจะถอนการสมัครรับเลือกตั้ง  หรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เฉพาะกรณีผู้สมัครรับเลือกตั้งตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทําก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง

 


ส่วนมาตรา 89 การเสนอชื่อบุคคลตามมาตรา  88  ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกําหนด

(2) ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 และไม่เคยทําหนังสือยินยอมตาม (1) ให้พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้น

 

การเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น ... ด้วยองค์ประกอบทางกฎหมายทั้งหมด  เมื่อนำมาถอดรหัสเริ่มต้นจากคำพูดสั้น ๆ ของพล.อ.ประยุทธ์  ที่เน้นย้ำให้ไปดูข้อกฎหมาย   จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมนาทีนี้  พล.อ.ประยุทธ์  คงยังไม่มีการตอบคำถามเรื่องประเด็นอนาคตทางการเมือง   เพราะช่วงจังหวะเวลาดังกล่าว ถือเป็นกลไกที่พรรคพลังประชารัฐจะดำเนินการ   ก่อนจะถึงขั้นตอนสุดท้าย  ว่าด้วยการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์  ตามข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 89  (1)

    

อย่างไรก็ตามถ้าเติมเต็มด้วยคำว่า  "รักชาติ  รักชาติ"  ที่พล.อ.ประยุทธ์พูดส่งท้าย   ก็น่าจะสื่อความได้ว่า   ในการชิงชัยเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ผ่านการเลือกตั้ง 2562  ชื่อ "พล.อ.ประยุทธ์"  จะอยู่ในบัญชีที่ถูกเสนอจากพรรคพลังประชารัฐอย่างแน่นอน....และคะแนนนิยมจากทุกสำนักโพลที่ผ่านมา จะเป็นตัวชี้วัดสุดท้าย  ว่า ประชาชนคนไทย เสียงส่วนใหญ่ พร้อมจะผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี  จนสุดทางแรงเชียร์หรือไม่??   

 


 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา