เบื้องลึกปม ยิ่งลักษณ์ เด้งเก้าอี้ CEO ท่าเรือซัวเถา เสี่ยงโดนยึดทรัพย์! ส่องเหตุการณ์ เชือดไก่ให้ลิงดู ความเด็ดขาดของจีน

เบื้องลึกปม "ยิ่งลักษณ์" เด้งเก้าอี้ CEO ท่าเรือซัวเถา เสี่ยงโดนยึดทรัพย์! ส่องเหตุการณ์ "เชือดไก่ให้ลิงดู" ความเด็ดขาดของจีน

Publish 2019-01-30 12:25:47


กลายเป็นประเด็นที่ต้องกลับมาเกาะติดกันอีกครั้ง กับข่าวคราวความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯหญิง ผู้มีสถานะกลายเป็นนักโทษหนีคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้สร้างกระแสฮือฮาไปทั่วโลก หากเต็มไปด้วยข้อกังขา กรณีการก้าวขึ้นตำแหน่ง CEO ท่าเรือซัวเถาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ที่ทำเอาเหล่าผู้ที่ยังหลงเหลือศรัทธาในตัวเธอ ร่วมสรรเสริญแซ่ซ้อง แต่ได้เพียงชั่วประเดี๋ยวกลับถูกถอนชื่อออกอย่างรวดเร็ว สร้างความฉงนไปตามกัน

 

กลายเป็น CEO ที่อายุงานน้อยที่สุดเพียงชั่วข้ามคืน เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ดุจไฟลามทุ่งหลังมีการโหมกระพือข่าว จนมีการสืบค้นว่าเท็จจริงอย่างไร ในตอนนั้นเบื้องต้นทราบกันดีว่านางสาวยิ่งลักษณ์  ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน และผู้แทนโดยชอบธรรมของ บริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ จำกัด (Shantou International Container Terminal) หรือ เอสไอซีที บริษัทบริหารท่าเรือในเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของสำนักข่าว เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ ของฮ่องกง ได้ออกมาแสดงหลักฐานด้วยภาพเอกสารยืนยันว่านางสาวยิ่งลักษณ์ได้ถือหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต สัญชาติกัมพูชาในการจัดตั้งบริษัท หากทว่าทางการกัมพูชา กลับถลันออกมาปฏิเสธพันวัลว่า ไม่ได้ออกหนังสือเดินทางให้แต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังตั้งข้อสงสัยว่าพาสปอร์ตดังกล่าวอาจจะเป็นของปลอม กลายเป็นการหั่นสะบั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับตระกูลชินวัตรที่ก่อนหน้าสมัครสมานกลมเกลียวแบบไม่เหลือชิ้นดี เพราะมีคำสั่งฟ้าผ่าจากสมเด็จฮุนเซน นายกฯกัมพูชา ได้ลงนามในคำสั่งยกเลิกการออกหนังสือเดินทางทางการทูตให้ชาวต่างชาติที่มาเป็นที่ปรึกษา หรือผู้ช่วยข้าราชการระดับสูงของกัมพูชา

โดยให้เก็บคืนหนังสือเดินทางทูตที่ออกแก่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้เกิดในกัมพูชา แล้วให้ส่งคืนกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศภายในเวลา 1 เดือน เพื่อยกเลิกหนังสือเดินทางทูตเหล่านี้ ไม่เพียงเท่านั้นในเวลาต่อเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2562  ในเว็บไซต์บริษัทซ่านโถว  เปิดเผยว่าได้เปลี่ยนตัวประธานกรรมการคนใหม่ จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายเฉิน อุยตง  ชาวจีนเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2561 นับรวมระยะเวลาไม่ถึงเดือน

ประเด็นดังกล่าวดูจะซาลงไปบ้าง ตรงข้ามกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ผลุบๆโผล่ๆให้เห็นตามโลกออนไลน์ แต่ล่าสุด 30 ม.ค. 2562 ความเคลื่อนไหวบนเฟสบุ๊ก "Sermsuk Kasitipradit" ซึ่งเป็นของนักข่าวอาวุโสสายทหารเกาะติดความเคลื่อนไหวของกลุ่มชินวัตรมาโดยตลอดได้โพสต์ข้อความต่อกรณีดังกล่าวระบุว่า



เบื้องหลังนางแดะแดะถูกกดดันให้ออกจากประธานบริหารท่าเรือซัวเถาของจีนหลังทางการจีนรับรู้ถึงความผิดปกติ

เพิ่งได้จังหวะคุยกับฝ่ายความมั่นคงหลังนางแดะแดะ ถูกถอดจากตำแหน่งประธานบริหารบริษัทซัวเถา คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล ซึ่งบริหารท่าเรือซัวเถาของจีน เกิดอะไรขึ้นและนางแดะแดะไปเกี่ยวข้องอย่างไร ถึงได้ถูกเลือกให้เป็นประธานบริหารของบริษัท ก่อนที่ทางการจีนจะเข้ามาตรวจสอบนำไปสู่การปรับเปลี่ยนประธานบริหารอีกครั้ง

มีข่าวก่อนหน้านี้ นางแดะแดะ นักโทษหนีคดีจำนำข้าว อาจงานเข้าถึงขั้นโดนทางการจีนอายัดทรัพย์ที่ไปลงทุนในจีน หลังให้กองเชียร์ตีปี๊ปกระจายข่าวนั่งประธานบริหาร"บริษัทซัวเถา คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล" บริหารท่าเรือซัวเถา หวังส่งสัญญาณบอกกองเชียร์ยังมีเสบียงอู้ฟู่ ปฏิเสธข่าวที่ลือสะพัดเงินสะดุด ส่งผลต่อเสบียงค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคมที่เร่ิมไม่ไหลลื่น ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ได้ปรับเปลี่ยนตัวประธานกรรมการบริหารอีกครั้งจากนางแดะแดะ เป็นนายเฉิน อุยตง ชาวจีน

จนท.ความมั่นคงระบุ นายพลระดับสูงของจีนนายหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับไทยได้ผลักดันให้มีการสอบสวนในเรื่องนี้ โดยผู้ใหญ่ในรัฐบาลจีนเปิดไฟเขียว นำไปสู่การปรับเปลี่ยนตัวประธานบริหารอย่างรวดเร็วในรอบหนึ่งเดือน

นายพลท่านนี้รับรู้ถึงความไม่โปร่งใส่จากธุรกิจการเมืองของนักโทษหนีคดี ได้สั่งให้มีการตรวจสอบข่าวการขนเงินมาลงทุนในจีน และพบว่าแหล่งที่มาของเงินลงทุน เป็นหุ้นส่วนที่จัดตั้งบริษัทร่วมกับนางแดะแดะ ชื่อ “ถัง อี้กัง” นักธุรกิจชาวสิงคโปร์

ฝ่ายความมั่นคงที่ติดตามเรื่องนี้ให้ข้อมูลว่า ถัง อี้กัง ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐฯ ร่ำรวยอันดับที่ 32 ในสิงคโปร์ และสนิทสนมกับตระกูลชิน ถึงขนาดที่บ้านพักของนักโทษหนีคดีในฮ่องกงก็เป็นที่อยู่เดียวกับถัง อี้กังถัง

ถัง อี้กังและภรรยาที่ชื่อว่า เฉิน หวายตัน สนิทกับตระกูลชินวัตร ตระกูลบุช และคนเด่นคนดังมากมาย มีข้อสังเกตว่าโครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจต่าง ๆ ซับซ้อนไม่ตรงไปตรงมา

ช่วงปี 2001-2002 บริษัทของ ถัง อี้กัง เคยถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบคดีสินค้าหนีภาษีที่เมืองซัวเถา พนักงานของบริษัทหลายคนถูกดำเนินคดี บริษัทถูกยึดทรัพย์ แต่ ถัง อี้กังรอดพ้นการถูกดำเนินคดี

คดีหนีภาษีที่หุ้นส่วนของนางแดะแดะเกี่ยวข้อง เกิดขึ้นในช่วงปี 2001 รัฐบาลจีนที่กรุงปักกิ่ง ตั้ง “ชุดเฉพาะกิจ 815” เดินทางลงใต้ไปเมืองซัวเถา เพื่อตรวจสอบขบวนการหนีภาษี 4 บริษัทใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัทของถัง อี้กัง

บริษัทของ ถัง อี้กังลักลอบนำสินค้าหนีภาษีเป็นมูลค่าสูงนับพันล้านหยวน หลังจากนั้นในปี 2007 ได้ยอมรับผิดต่อศาลจีน และถูกตัดสินโทษรอลงอาญา อย่างไรก็ตามทางจีนได้ยึดทรัพย์สินที่คนพวกนี้มาลงทุนแบบไม่โปร่งใส ทางการจีนถือว่าการทุจริตคือสิ่งที่ทำให้ชาติเกิดหายนะ เมื่อมีข่าวอดีตนักโทษหนีคดีที่มีข่าวฉาวในไทยเรื่องความโปร่งใสมาลงทุนในจีนนำไปสู่การตรวจสอบและปรับเปลี่ยนประธานบริหารคนใหม่ของบริษัทซัวเถา คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล...

เลือกตั้ง 24 มีนาจะเป็นการพิสูจน์สัจธรรมการเมืองไทย เงินไม่มากาไม่เป็น จะได้เห็นกันเสียงสวรรค์ของปชช.ที่อ้างว่ามากันเองมืดฟ้ามัวดินเมื่อเงินสะดุด จะเกิดปรากฏการณ์อะไรตามมา .....


 



อย่างไรก็ตามความคิดเห็นและข้อเขียนของนายเสริมสุขมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะสอดคล้องกับความเด็ดขาดของทางการจีนที่ลงดาบกับปัญหาทุจริตคอรัปชั่นมาโดยตลอด ด้วยที่ผ่านมาในอดีตนั้นประเทศจีนเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความยากจน ล้าหลังประเทศในแถบตะวันตกในทุกๆ ด้าน เป็นเหตุให้นานาประเทศต่างปรามาสถึงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมหรือการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของประเทศโลกที่สองในอดีต แต่ปัจจุบันหาได้เป็นเช่นนั้น กลับผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกที่ตีคู่เตรียมเบียดพร้อมจะแซงผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จนมีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตอีก 14 ปีข้างหน้า หรือปี 2032 เศรษฐกิจจีนจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ

การส่งต่อไม้ผลัดของผู้นำประเทศที่มีอุดมการณ์ร่วมล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนฝ่าฝันอุปสรรคนานัปการและหลอมรวมประเทศให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง และแน่นอนว่าหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ได้ดำเนินนโยบายปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังเป็นวงกว้าง เพราะถึงแม้ว่าในห้วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศจีนจะทะยานพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าในทัศนะของนายสี จิ้นผิง ปัญหาการคอรัปชั่นเหล่านี้ก็ยังอยู่ในระดับที่รุนแรง หากปล่อยไว้ต่อไปปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ เสถียรภาพของประเทศต้องสั่นคลอนจนนำไปสู่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ได้ในที่สุด

ทั้งนี้หากย้อนกลับไปก่อนหน้าจะเห็นได้ว่าประเทศจีน มีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาดและรุนแรงต่อผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริตหรือใช้อำนาจในทางมิชอบ ทั้งบุคคลสาธารณะ ไม่เว้นแม้แต่ข้าราชการระดับสูง สืบเนื่องจากกรณีช็อคโลกในแวดวงบันเทิงกรณี ฟ่าน ปิงปิง นักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ของจีนและระดับโลก ถูกรัฐบาลจีนลงดาบทำการควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำเรื่องการหลบเลี่ยงภาษีผลพวงจากการทำ สัญญา "หยิน-หยาง" ก็นับเป็นกรณีตัวอย่างสะท้อนความเด็ดขาดตรงไปตรงมาของรัฐบาลจีนได้เป็นอย่างดี

สำหรับสัญญาหยินหยาง คือ การเซ็นสัญญาสองฉบับ ซึ่งฉบับหนึ่งจะเปิดเผยรายได้บางส่วน ขณะที่อีกฉบับจะระบุรายได้ส่วนที่เหลือ ซึ่งมากกว่าที่ระบุในฉบับแรก เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบรายได้ที่แท้จริง เหตุที่การทำสัญญารูปแบบนี้ได้รับความนิยม เพราะรัฐบาลจีนได้ออกกฏใหม่ในวงการบันเทิงเพื่อไม่ให้ผู้สร้างภาพยนต์มีการจ่ายค่าตัวนักแสดงที่มากจนเกินไป โดยกำหนดว่าให้จ่ายเงินค่าตัวนักแสดงได้ไม่เกิน 40% ของทุนสร้างในกรณีที่ไม่ใช่ภาพยนตร์ และ 70% ในกรณีของการสร้างภาพยนตร์
 
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการตกลงกันระหว่างเอเจนซี่และนักแสดงเพื่อทำการเซ็นสัญญา โดยฉบับแรกจะเป็นแบบส่วนตัวไม่เปิดเผยต่อสาธารณะชนซึ่งเป็นรายได้ที่นักแสดง "ได้รับจริง" ส่วนอีกฉบับจะถูกใช้เพื่อแสดงรายรับในการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายแก่รัฐบาล ในฉบับนี้จะเป็นรายได้ที่ "ต่ำกว่าค่าตัวที่ได้รับ"
 
การทำสัญญาดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นที่นิยมในกวงการบันเทิงเท่านั้น แต่พบว่ายังแพร่หลายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และแวดวงกีฬาอีกด้วย เพราะการทำสัญญารูปแบบนี้สามารถหลบเลี่ยงภาษีที่เหล่านักแสดงหรือซูเปอร์สตาร์ต้องเสียให้แก่รัฐบาล ด้วยรายได้จากงานแสดงและค่าตัวในแต่ละครั้งที่มากกว่าล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ย่อมหมายถึงว่าการเสียภาษีต้องสูงตามไปด้วย

มีการเปิดเผยถึงรายได้ต่อปีของ ฟ่าน ปิงปิง ที่ถูกจัดอันดับให้มีรายได้เป็นอันดับ 1 ในปี 2011 ของรายได้นักแสดง ทั้งหมดใน จีน, ไต้หวัน และฮ่องกง ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี  ว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านหยวน แน่นอนว่าจากกฏที่ออกโดยรัฐบาลจีน เพดานภาษีที่เธอต้องเสียจะอยู่ประมาณที่ 40% เท่ากับว่าเธอต้องจ่ายเป็นเงินกว่า 120 ล้านหยวน หรือ กว่า 570 ล้านบาท ด้วยตัวเลขมหาศาลที่เธอจงใจไม่จ่ายให้แก่รัฐบาล ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตคอรัปชั่น ... แม้ว่าเรื่องทั้งหมดจะผ่านไปได้ด้วยดีเพราะฟ่าน ปิงปิง รับผิดชอบต่อความผิดที่ได้กระทำด้วยการคืนภาษีที่เธอจงใจเลี่ยงแก่แผ่นดินแล้วก็ตาม

แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่านับแต่นายสี จิ้นผิง ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2012 ประเทศจีนมีการลงโทษต่อเหล่าข้าราชการขี้ฉ้อทุกระดับชั้นตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับรัฐมนตรีไม่เว้นแม้กระทั่งนายทหารระดับนายพล ด้วยข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานทุจริต ประพฤติมิชอบในหน้าที่ อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรงของพรรคคอมมิวนิสต์  ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง การปลดข้าราชการที่กระทำผิดมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะมีข้อมูลเชิงประจักษ์จากรัฐบาลจีนว่านช่วง 5 ปีแรกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีเจ้าหน้าที่กว่า 1.34 ล้านคน ถูกปลดจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาทุจริตและกระทำผิดทางวินัย

แน่นอนว่ามาตรการกวาดล้างอย่างเข้มงวดย่อมไม่หยุดอยู่เพียง "ปลดจากตำแหน่ง" การทุจริตคอรัปชั่นในประเทศจีนนั้นมีบทลงโทษสูงสุดคือ "ประหารชีวิต" ที่ประเทศจีนมองว่ายังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกของบทลงโทษที่เหมาะสม เพราะพฤติการณ์ของบุคคลเหล่านี้ ถือเป็นเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและผลประโยชน์ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ 

ดังเช่นกรณีเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2561  ศาลประชาชนชั้นกลางประจำนครหลินเฝิน มณฑลซานซีทางจีนตอนเหนือ ประกาศคำตัดสินโทษประหารชีวิตนายจาง จงเซิง อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองหลู่เหลียงของซานซี ฐานกระทำการทุจริตรับสินบน นอกจากนั้นศาลฯ ยังสั่งยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของนายจาง จากการแอบรับสินบนเป็นเงินสดและทรัพย์สินต่างๆ มูลค่า 1,040 ล้านหยวน (ราว 5,200 ล้านบาท) ระหว่างปี 1997-2013 โดย ศาลได้พบว่า เขาได้ทุจริตงบประมาณแผ่นดินถึง 1,040 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 5,170 ล้านบาท และ ยังโกงเวลาราชการ ใช้อำนาจในทางมิชอบ และใช้วาจาข่มขู่ข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ตลอด นอกจากนี้ยังมีการรับสินบนจากกลุ่มอิทธิพลแก๊งยาเสพติดและแก๊งค้าอาวุธ อีกด้วย ศาลจึงพิพากษา ให้ประหารชีวิต โดยไม่ลดหย่อนโทษ และให้ยึดทรัพย์และคฤหาสน์ ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,500 ล้านหยวน ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

กับอีกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมาเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งรายงานว่า กองทัพปลดแอกประชาชนจีน ได้สั่งปลดและยึดทรัพย์สองนายทหารระดับ นายพลของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน คือ พล.อ.ฝาง เฟิงฮุย วัย 66 ปี ประธานคณะเสนาธิการร่วม และคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และพล.อ.จาง หยาง นางพลแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน และสมาชิกของคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หลังจากที่ก่อนหน้า พล.อ.หยาง ถูกคณะกรรมการสอบสวนกรณีมีเอี่ยวกับการทุจริตในกองทัพ ด้วยเหตุที่ว่าร่ำรวยผิดปกติ

หากทว่าระหว่างการสอบสวน พล.อ.หยาง เลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลงภายในบ้านพักก่อนที่การสอบสวนจะเสร็จสิ้น และแม้ว่าตัวจะตายไปแล้วแต่ทางการจีนมองว่าเคยสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติภูมิของกองทัพ ทางคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จึงเห็นสมควรมีมติให้ขับไล่ พล.อ.หยาง ออกจากกองทัพพร้อมยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งหมด

ส่วนกรณีของ พล.อ.ฟางนั้นการสืบสวนได้เสร็จสิ้นและเข้าสู่กระบวนการศาลเพื่อรับโทษเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันตามรายงานยังระบุว่า การสอบสวนทุจริตในกองทัพจีนครั้งนี้ คาดว่ามีนายทหารของกองทัพเกี่ยวข้องมากถึง 300 นายและคาดว่ามีมีความเสียหายจากการทุจริตมากกว่า 100 ล้านหยวน หรือราว  500 ล้านบาท

กับการเชือดไก่ให้ลิงดูหลายต่อหลายครั้งนั้น เพียงพอที่จะประจักษ์ชัดว่าความเด็ดขาดของกองทัพจีนที่พร้อมจะลงโทษต่อผู้มีความผิดฐานทุจริตนั้นรุนแรงมากเพียงใด ...หากจะมีใครสักคนที่เห่อเหิมพอที่จะนำเงินจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงไปใช้ในทางมิชอบ เช่นการลงทุนหรือประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งในประเทศจีน...ผลบั้นปลายหากจะโดนยึดทรัพย์ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเหนือความคาดหมายเป็นแน่ 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย