ตัวเปลี่ยน ไม่ใช่ตัวแปร?!?สถานะประชาธิปัตย์ แพ้นี้ที่อภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบ?!?

ตัวเปลี่ยน ไม่ใช่ตัวแปร?!?สถานะประชาธิปัตย์ แพ้นี้ที่อภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบ?!?

Publish 2019-03-25 14:54:11


สะเทือนเลือนลั่นกับผลการเลือกตั้งที่ออกมาหลังปิดหีบ แม้ทางกกต.จะยังไม่แถลงผลอย่างเป็นทางการ กระนั้นกับคะแนนที่นับออกมาแล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ไม่น่าที่จะมีอะไรพลิกผันไปได้อีกมากแค่ที่ออกมา ซึ่งกับผลการลงคะแนนของประชาชนครั้งนี้ต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหลายเรื่องเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคเก่าแก่อย่างค่ายประชาธิปัตย์ ที่วันนี้หัวหน้าคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว ซึ่งจะเรียกว่าการแสดงสัจจะ หรือเป็นการน้อมรับความผิดพลาดใดๆก็ตามแต่ หากผลที่เกิดขึ้นตามมานี้กลับส่งความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อสถานการณ์ทางการเมือง และเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยากที่นายอภิสิทธิ์จะปฏิเสธความผิดพลาดที่เกิดขึ้น???



 

ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ จะแถลงลาออกจากหัวหน้าพรรค ได้กล่าวขอบคุณประชาชนหลังปิดหีบเลือกตั้ง โดยยืนยันทุกคะแนนเสียงที่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สูญเปล่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ผู้แทนราษฎรในนามพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนสำนึกในคะแนนบริสุทธิ์ที่ได้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้สำเร็จต่อไป ทั้งนี้ภาคภูมิใจในการลงพื้นที่หาเสียง โดยการยึดมั่นอุดมการณ์ที่ต้องการสร้างประชาธิปไตยสุจริตสำหรับประเทศไทยต่อไป

 

ต่อมาเมื่อมีการนับคะแนนไปแล้ว 85%  โดยในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 30 เขตเลือกตั้ง มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อ ใน กทม. 4,477,268 คน จำนวนผู้มาใช้สิทธิ ณ เวลา 20.36 น. จำนวน 2,652,170 คน ผลปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐ นำ 14 เขต ด้วยคะแนน 655,285 คะแนน ขณะที่พรรค เพื่อไทย 8 เขต ด้วยคะแนน 506,427 คะแนน และอนาคตใหม่ 8 โดย ด้วยคะแนน 638,626 คะแนน

 

 



 

อภิสิทธิ์  ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

สำหรับพื้นที่กทม.ถือว่าเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คือเมื่อปี 2554  ขณะนั้นได้แบ่งออกเป็น33 เขตเลือกตั้ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นแชมป์เก่า สามารถกวาดที่นั่งส.ส.ไปได้ถึง 23เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยแบ่งไป 10 เขต

 

นี่เองในค่ำคืนเดียวกัน ช่วงเวลาประมาณ 21.45 น. นายอภิสิทธิ์  จึงออกมาแถลงข่าวหลังผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ 91% โดยได้ขอโทษผู้สนับสนุนทุกคนที่ไม่สามารถผลักดันแนวคิดของพรรคให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ พร้อมขออภัยเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเป็นนักการเมืองคุณภาพ ทั้งอดีตส.ส. และนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจมาสืบสานอุดมการณ์ของพรรค แต่ในเมื่อไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ ตนต้องรับผิดชอบในฐานะตำแหน่งหัวหน้า ขอลาออกนับแต่บัดนี้ กรรมการคนอื่นจะเป็นรักษาการณ์ผู้บริหารพรรค และพิจารณาแนวทางที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับของสภา ตามแนวทางของพรรคต่อไป ตนขอยืนยันว่าความตั้งใจในการทำงานของตนไม่มีเสื่อมคลาย แต่ต้องรักษาคำพูด รักษาสัจจะของนักการเมือง ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่ให้กำลังใจโดยตลอด

 

จะบอกว่าเป็นการโชว์สปิริต แสดงน้ำใจความเป็นลูกผู้ชายรักษาคำพูดหรืออย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมคืออย่างน้อย นายอภิสิทธิ์ ก็ได้สร้างบรรทัดฐานให้นักการเมืองได้มีจิตสำนึกที่ดีในแง่ความรับผิดชอบ แต่อย่างไรก็ตามการลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ก็ย้อมที่จะปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นจากการบริหารของตนเองไม่ได้โดยเด็ดขาด จะเรียกว่า นี่เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่อันเกิดมาจากตนเองนั้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะนายอภิสิทธิ์จะโยนไปที่มติพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคก็คงไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ ทั้งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องมากนัก ด้วยในความเป็นหัวหน้าพรรคต้องเป็นผู้คิด ประเมิน นำพาลูกพรรค  อีกทั้งสิ่งที่ต้องไม่ลืมเป็นเด็ดขาดกับเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ได้กระทำลงไปก่อนหน้าการเลือกตั้ง ซึ่งนี่เองที่มองและเชื่อกันว่า คือความผิดพลาดอย่างมหันต์

 

ธนาธรใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

การออกคลิปแสดงจุดยืนไม่เอาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.โดยอ้างคำพูดหล่อๆประมาณว่า ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ รวมทั้งการร่อนจดหมายสองฉบับติดๆกัน หวังจะฉุดคะแนนให้เทมาที่พรรคประชาธิปัตย์ สำหรับคนที่ไม่ชอบทหาร หรือถ้าพูดให้เจาะจงชัดเจนลงไปก็คือ ไม่ชอบพลเอกประยุทธ์ ซึ่งผลลัพธ์จากคะแนนเสียงที่ออกมานอกจากจะสร้างความพ่ายแพ้ให้แก่พรรคอย่างย่อยยับแล้ว ยังส่งผลสะเทือนไปทั่วทุกหัวระแหงต่อพลพรรคไม่แค่เมืองหลวงเท่านั้น หากแต่ภาคใต้ฐานเสียงที่สำคัญเรียกว่าคู่บุญคู่บารมีของพรรคนี้มาแต่ไหนแต่ไร ก็กลับทำให้ ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิมต้องได้รับความแพ้พ่ายอย่างสุดแสนจะเจ็บปวดไม่ว่าคนสนิท อย่างนายศิริโชค โสภา สงขลา นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง แม้นายวิทยา แก้วภราดัย ที่นครศรีฯ ก็ต้องกลายเป็นส.ส.สอบตกอย่างชนิดที่ว่า แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในดินแดนที่เรียกว่า ส่งเสาไฟฟ้าก็ได้รับเลือก?!?

 

ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนั่นคือ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลกพรรคประชาธิปัตย์ มือปราบโกงจำนำข้าวที่วันนี้ ต้องปราชัยให้กับผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเมื่อได้ฟังถ้อยความที่หมอวรงค์ออกมาพูดไว้หลังต้องพ่ายแพ้ จึงเป็นสิ่งที่น่ารับฟังและนำมาประเมินใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ตัวพรรค หากแต่พุ่งไปที่ตัวหัวหน้าที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

โดยหมอวรงค์ โพสต์เฟซบุ๊กเช้าวันหลังทราบผลเลือกตั้งว่า การนำพาเรือที่ชื่อประชาธิปัตย์ ภายใต้กัปตันท่านนี้ ได้พิสูจน์ถึง ความผิดพลาดครั้งใหญ่มากๆ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่อับปางน้ำรั่ว หรือผนังเรือพังเท่านั้น แต่เป็นการอับปางเกือบจะเหลือแต่ซาก

 

การกำหนดทิศทางเรือที่ผิดพลาด ไม่รบกับศัตรูเดิม แต่เปิดศึกสร้างศัตรูใหม่ ทั้งๆที่น่าจะเป็นแนวร่วม ไปเล่นในเกมที่คนอื่นกำหนด ขณะที่กำลังรบเราก็ไม่มาก ยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจต่อคนดู ที่มีอำนาจลงคะแนน สุดท้ายประชาชนก็ลงโทษเรา

 

อภิสิทธิ์  ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค

 

แม้นักรบในเรือหลายคน คาดเดาถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่เหมาะสมที่จะพูดในสถานการณ์สู้รบ คิดว่า จะช่วยกันมากอบกู้เมื่อทุกอย่างสงบ แต่ความรุนแรงของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นมหาศาล จนต้องสูญเสียนักรบ เกือบทุกภาคของประเทศ  แม้แต่กรุงเทพฯก็เป็นศูนย์

 

กัปตันและทีมแม้จะเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ก็แลกกับชีวิตทางการเมืองของเพื่อนๆหลายชีวิตมาก บนซากปรักหักพังนี้ ถึงเวลาจริงๆแล้ว ที่พวกเราต้องไม่เกรงใจกัน ต้องเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีทำงานกันครั้งใหญ่

 

อย่ามองกันในแง่ร้ายว่า จะมายึดเรือลำนี้ เพราะพวกเราต้องอยู่ร่วมกัน ขอให้เพียงแต่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่เอาแต่พรรคพวก เปิดใจให้กว้างกับคนที่คิดต่าง เพราะคิดเหมือนกันได้ถูกพิสูจน์ว่า ล้มเหลว......ถึงเวลาต้องเปลี่ยนจริงๆแล้วครับ

 

นั่นคือทั้งหมดทั้งมวลที่หมอวรงค์ ออกมาพูด ซึ่งคงไม่ใช่เหตุเพราะเคยต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก่อนหน้านี้ และก็คงไม่ใช่เหตุที่หมอมือปราบทุจริตฝักใฝ่นายสุเทพ แห่งรวมพลังประชาชาติไทย หากแต่เชื่อว่าด้วยเห็นแล้วจริงๆว่าพรรคควรเปลี่ยนกัปตันเรือ เพราะการนำประชาธิปัตย์แพ้ครั้งนี้หากดูจากคะแนนที่ออกมา พรรคที่เคยอยู่อันดับสองมาตลอดกลับร่วงไปอยู่อันดับสี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพ่ายแพ้ที่มีให้กับพรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างอนาคตใหม่ ซึ่งดูจากคะแนนรวมทั้งหมด ประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ 53 คน ในขณะที่อนาคตใหม่ได้รวม 80 คน แบ่งเป็นบัญชีรายชื่อ 51 และแบ่งเขต 29

 

ฉะนั้นนี่คือสมการที่พลิกผัน ด้วยการแปรเปลี่ยนอันเนื่องมาจากประชาธิปัตย์ ที่ก่อนชิงชัยถูกวางให้เป็นพรรคอันดับสามรองจากเพื่อไทยและพลังประชารัฐ และประการสำคัญคือถูกจัดให้เป็นตัวแปรทางการที่สำคัญอย่างยิ่งยวด นั่นหมายความว่า หากประชาธิปัตย์หันไปจับมือใคร พรรคนั้นก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งก็คาดการณ์กันว่าท้ายที่สุดประชาธิปัตย์จะร่วมกับพลังประชารัฐเมื่อตอนนั้นหัวหน้าพรรคไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ แต่เมื่อคะแนนผลการเลือกตั้งวิ่งสวนทางกัน ประชาธิปัตย์กลับแพ้ให้อนาคตใหม่และร่วงไปอยู่อันดับสี่ด้วยจำนวนส.ส.ที่มีเพียง53คนในขณะอนาคตใหม่แย่งอันดับสามไปด้วยตัวเลข 80  เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า สถานะเดิมของประชาธิปัตย์สูญสลายไปจากตัวแปรกลายเป็นตัวเปลี่ยน ซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนที่กำลังจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองนับจากนี้ ไม่ง่ายและอาจเกิดวิฤกติขึ้นอีกครั้งหรือไม่?!? ต้องติดตาม!!!

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประยุทธ์ผู้คอยช่วยเหลืออภิสิทธิ์ ตั้งแต่สงกรานต์เลือด ม็อบนปช.53เป็นหน.คุมสถานการณ์ฉุกเฉินเอง    
ทนายวันชัยไล่ส่งอภิสิทธิ์ ได้ตายตามประกาศแน่ แฉลึกเหตุประกาศไม่หนุนประยุทธ์    
27ปีความวัยเยาว์ทางการเมืองของอภิสิทธิ์ วุฒิภาวะบนความไม่เร้าใจ ?!?

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์