“ธนาธร” อย่าก่อวุ่น!!  ดูกรอบกม.ให้ชัดๆ  อำนาจกกต. สอบโอนหุ้นวี-ลัคมีเดีย  คำพิพากษา “ภูเบศวร์ อนค.”  ถือเป็นแนวชี้...ชะตากรรม!

“ธนาธร” อย่าก่อวุ่น!! ดูกรอบกม.ให้ชัดๆ อำนาจกกต. สอบโอนหุ้นวี-ลัคมีเดีย คำพิพากษา “ภูเบศวร์ อนค.” ถือเป็นแนวชี้...ชะตากรรม!

Publish 2019-04-26 10:24:56


นับจากวันนี้เป็นต้นไปต้องถือว่าอนาคตทางการเมืองของ นายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  ขึ้นอยู่กับ 2  ประเด็นหลัก ๆ  2 เรื่อง คือ 1.คำอธิบายหรือคำชี้แจง ประกอบหลักฐานกล่าวอ้างของนายธนาธร  พึงรับฟังและหักล้างข้อสงสัยหรือคำถาม  ที่เป็นข้อกล่าวหาได้หรือไม่  เนื่องจากแทบทุกคำตอบที่ผ่าน ๆ มา แทบไม่ได้ทำให้สิ้นข้อสงสัย ในทางตรงข้ามกลับทำให้เกิดคำถามใหม่ตลอดเวลา 

 

 

และ  2. คำวินิจฉัยของกกต. ตลอดจนศาลยุติธรรม  ในกรณีมีการนำส่งฟ้อง  จะพิจารณาหลักเกณฑ์ใดเป็นหลักพิจารณา  ว่าการขายโอนหุ้น วี-ลัค มีเดีย  เป็นผลทางกฎหมายเมื่อใด   ระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2562  ตามคำชี้แจงของนายธนาธร  ประกอบเอกสารตราสารการโอนหุ้น  หรือ   Share Transfer  Document   กับ วันที่   21 มีนาคม 2562  ซึ่งเป็นการแจ้งนำส่งข้อมูลต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร 

 

 

เนื่องเพราะเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา   ที่ 5873/2546   เรื่องการโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกได้ต้องยึดหลักกฎหมายประกอบ    โดยการโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้  จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129  วรรคสาม

 

เมื่อโจทก์รับว่าการโอนหุ้นให้แก่ ม. มิได้จดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของ ป. ในทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงยังคงปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่โจทก์  จึงไม่อาจอ้างเหตุว่ามีการโอนหุ้นไปแล้วมายันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้   ด้วยโจทก์ต้องนำเงินปันผลจากหุ้นของ ป. มาคำนวณรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 1129  มีใจความสำคัญระบุว่า “อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น ซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

 

การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ อนึ่ง ตราสารอันนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น”

 

 

ทั้งนี้หลักข้อกฎหมายดังกล่าว สามารถนำมาพิจารณาประกอบกับ   คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง    ที่ 1706/2562  ลงวันที่ 19 มีนาคม 2562   ระหว่าง ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่  2 จังหวัดสกลนคร   ในฐานะผู้ร้อง กับ นายภูเบศวร์  เห็นหลอด  ผู้คัดค้าน   ซึ่งเป็นผู้สมัครส.ส.พรรคอนาคตใหม่  เรื่อง  ขอให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต

 

โดยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง  โดยละเอียดระบุชัดเจนถึงผลกระทำความผิดที่เกิดขึ้น   “ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง  ตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า​ข้อเท็จจริงที่คู่ความ ไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ​ ผู้ร้องประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ​เขตเลือกตั้งที่ ​2 ​จังหวัดสกลนคร ​พรรคอนาคตใหม่


 



โ​ดยที่ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจํากัด มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง ​แอนด์ ​เซอร์วิส ​ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ​และออกหนังสือพิมพ์

 

ต่อมาเมื่อวันที่ ​6 ​มีนาคม ​2562  ​ผู้คัดค้านจดทะเบียนเลิก ห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ​เซอร์วิส ​คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ​ผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่

 

​เห็นว่า ​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ​มาตรา ​98 ​บัญญัติว่า “​บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ ​เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

 

​...​. ​(​3​) ​เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ​...​” ​และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ​พ​.​ศ​. ​2561 ​มาตรา ​42 ​บัญญัติเช่นเดียวกันว่า ​“​บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ ​เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

​... ​(​3​) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ​...​” ​ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ​ๆ ​มิได้

 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ​ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ​เซอร์วิส ​ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการ ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ​และออกหนังสือพิมพ์ ​ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ​ตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ​มาตรา ​98 ​(​3​) ​

 

และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ​พ.​ศ​. ​2561 ​มาตรา ​42 ​(​3​) ​ ผู้ร้องอ้างว่า ​ห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง ​แอนด์ ​เซอร์วิส ​มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวแต่ไม่ได้ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ ​และออกหนังสือพิมพ์ ​จึงฟังไม่ขึ้น ​

 

แม้ต่อมาวันที่ 6 ​มีนาคม 2562 ​ ผู้คัดค้านจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจํากัด ​มาร์ส ​เอ็นจิเนียริ่ง ​แอนด์ ​เซอร์วิสแล้ว  ​แต่เป็นระยะเวลาหลังจาก  ผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว  ​จึงต้องถือว่า ในวันที่ผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   ผู้คัดค้านยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นเจ้าของ ​หรือผู้ถือหุ้น ​ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือ สื่อมวลชน ​

 


อ่านข่าว  :"แก้วสรร" แถลงไข วิบากคดี "ธนาธร-ปิยบุตร" กับ ผลร้ายที่สุดของ"พรรคอนาคตใหม่"!?

 

ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลอันมีลักษณะ   ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติดังกล่าวและไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คําร้องของผู้ร้องฟังขึ้น  จึงมีคําสั่งให้ถอนชื่อ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชื่อ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสกลนคร ของพรรคอนาคตใหม่

 

หมายความถึงถ้าในกรณีการโอนหุ้น วี-ลัค มีเดีย  มีคำวินิจฉัยในกระบวนการยุติธรรม  ว่า เป็นผลทางกฎหมายจริงเกิดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม 2562  แนวทางกฎหมายในการพิจารณาสถานะของนายธนาธร  ก็อาจเป็นไปในทิศทางเดียวกับ นายภูเบศวร์    

 



โดยถือว่า  ในวันที่นายธนาธร   ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร    นายธนาธรยังเป็นผู้ถือหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย     ซึ่งเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ​  ตามข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98  (3)  และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42   

 

ทั้งนี้  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.  มาตรา 53   ระบุว่าก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง  หากผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

 

มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและผู้สมัครผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลําดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว ให้มีคําสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นและสั่งให้ดําเนินการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีนี้มิให้นําคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับไปใช้ในการคํานวณตามมาตรา 128

 

ส่วนกรณีตามวรรคหนึ่งหากผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามได้คะแนนไม่อยู่ในลําดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง มิให้นําคะแนนที่ผู้สมัครนั้นได้รับไปใช้ในการคํานวณ ตามมาตรา 128 ในกรณีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่า  ตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว และดําเนินการต่อไปตามมาตรา 138

 


อ่านข่าว  : "ชูวิทย์" สั่งสอน "ธนาธร-ปิยบุตร" ระวังซ้ำรอย ไม่ได้กลับบ้านแบบ"ทักษิณ" ลั่น ล้มเมื่อไหร่..ยากที่ลุกขึ้นยืน!

มาตรา 54 กรณีที่พบเหตุตามมาตรา 53  ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง และผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง  ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิด หรือไม่แจ้งข้อความจริงนั้น ให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น  มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ให้นําความในมาตรา 131 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

 

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว   หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง  ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

 

ส่วนในกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่า  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ไม่ได้มีการบังคับใช้กับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ทางด้าน ดร.  เจษฏ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  แสดงความเห็นว่า ในกรณีของนายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  แม้จะไม่มีกำหนดเป็นรายละเอียดไว้เหมือนกับผู้สมัครส.ส.เขตเลือกตั้ง  แต่ก็มีข้อพิจารณาตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ว่าในกรณีหาก กกต.มีข้อมูลหรือมีเหตุอันควรเชื่อ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือผิดกฎหมายพรรคการเมือง

 

กกต.คงสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้   โดยเชื่อมกับมาตรา 151  ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.   ซึ่งระบุว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี

 

และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดํารงตําแหน่งดังกล่าวให้แก่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์