เปิดคำให้การสุดท้ายก่อการร้าย! จตุพรอ้างไม่ได้สั่งเผา ณัฐวุฒิบอกเคยอยู่สภาโจ๊ก

Publish 2019-04-27 10:24:32


จากกรณีศาลอาญาได้นัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี เลขาธิการ นปช. และอดีตแกนนำ รวมทั้งแนวร่วม รวม 24 คนทั้งนี้เป็นจำเลยที่ 1- 24 ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2


ลั่นกลางศาลเคยอยู่สภาโจ๊ก

 

ล่าสุด นายจตุพร พร้อมแกนนำ นปช. ได้เดินทางมาศาลนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย พร้อมให้สัมภาษณ์ด้วยว่า สำหรับวันนี้มีจำเลย 2 คน คือตัวเองกับนายณัฐวุฒิ จะเป็นสองปากสุดท้าย หลังจากนั้นศาลจะนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้ง ซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาทุกคนมีเจตนาที่จะต่อสู้และยึดแนวทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเท่านั้น ไม่ยึดระบอบอื่น และคดีนี้จะยุติหลังต่อสู้กันมาในศาลถึง9ปี

 

 

ทั้งนี้ การสืบพยานในวันนี้แกนนำและแนวร่วมส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว เดินทางมาศาลตามนัด ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.จำเลยที่ 2และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยที่3ขึ้นเบิกความเป็นพยาน 2ปากสุดท้ายเสร็จสิ้นในวันนี้แล้วช่วงเช้า ศาลจึงกำหนดวันฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้เวลา 09.00น.โดยให้คู่ความยื่นคำแถลงปิดคดีส่งศาลภายใน 45 วัน นับจากวันนี้

 

 

 



 

ขณะที่ นายจตุพร ขึ้นเบิกความสรุปว่า การรวมตัวของ นปช. แสดงจุดยืนมาตลอดว่ายึดสันติวิธี ปราศจากอาวุธ ขณะที่เหตุการณ์ช่วงหลังการชุมนุมเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการสร้างสถานการณ์ และข้อเรียกร้องของนปช.ก็เป็นให้มีการตรวจสอบรัฐบาลเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การกระทำเพื่อก่อการร้ายและไม่มีแนวคิดอุดมการณ์การเมืองอื่นใดแอบแฝงด้วย รวมทั้งไม่ได้กระทำการลักษณะบังคับขู่เข็ญรัฐบาล ซึ่งการรวมตัวของ นปช. ก็กระทำโดยเปิดเผยและแสดงออกกิจกรรมผ่านสื่อมวลชนด้วย โดยผลจากสถานการณ์การสลายการชุมนุมช่วงปี 2552-2553 มีการยื่นไต่สวนชันสูตรศพทั้งในศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งศาลก็มีคำวินิจฉัยว่ากระสุนที่ทำให้เสียชีวิตมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่

 

สำหรับพฤติการณ์ที่จำเลยถูกฟ้องว่าสั่งให้ประชาชนบุกไปยังศาลากลางจังหวัดต่างๆช่วงวันที่ 3 เม.ย.53 นั้น จำเลยไม่ได้ปราศรัยชักชวนให้ผู้ชุมนุมกระทำการใด ส่วนที่พยานโจทก์ปากเดียวคือเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ได้ระบุว่า ยินว่าจำเลยสั่งให้เผาอาคารนั้น จำเลยไม่เคยปราศรัยดังกล่าว และพยานนั้นก็ไม่มีหลักฐานใดแสดงต่อศาล ขณะที่คดีกล่าวกลุ่มผู้ชุมนุมวางเพลิงเผาห้าง ศาลก็ได้พิพากษายกฟ้องไป

 

 

ด้านนายณัฐวุฒิ เบิกความสรุปว่า ยอมรับร่วมกับ นปช. จริงในการทำกิจกรรมทางการเมือง เนื่องมาจากขณะนี้การพยายามล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่เป็นมาจากการเลือกตั้ง โดยช่วงนั้นมีการย้ายสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มีนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ นปช. จึงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่ง นปช. มีอุดมการณ์ทางทางการเมืองประชาธิปไตย ไม่ได้เลือกสนับสนุนพรรคพลังประชาชนเป็นการเฉพาะ และการสนับสนุนความเป็นประชาธิปไตยก็ไม่นิยมใช้ความรุนแรง

 

สำหรับที่มีกล่าวหาว่ามีคลิปจำเลยขึ้นปราศรัย ระบุให้ประชาชนเผาเลยจำเลยจะรับผิดชอบเองนั้น คลิปดังกล่าวก็เป็นการตัดต่อถ้อยคำช่วงเหตุการณ์คนละช่วงเวลากัน ซึ่งพยานโจทก์ปากนายถวิล เปลี่ยนศรี ก็ยอมรับว่าถ้อยคำนั้นไม่ใช่เหตุการณ์ช่วงการประกาศชุมนุม นปช.ที่สะพานผ่านฟ้า แต่เป็นช่วงการปราศรัยสัญจรของ นปช. ที่สนามกอล์ฟ เขาสอยดาว ใน จ.จันทบุรีช่วงวันที่ 23 ม.ค.53 ก่อนจะมีการชุมนุม นปช.ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยก่อนการร่วม นปช. ตนเองเคยจัดรายการทีวีสภาโจ๊ก ล้อเลียนการเมือง ก็มีคนติดตามจำเลยซึ่งจำเลยมักจะกล่าวล้อเล่นการเมือง โดยเรื่องนี้จำเลยก็ได้แจ้งความไว้กับ ปอท.เพื่อรวบรวมหลักฐานหาต้นตอคนตัดต่อคลิป

 

 

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์