ไล่ลำดับข้อกม.ว่าด้วยปมถือหุ้น “วี-ลัค มีเดีย” ถ้าศาลฟันผิด“ธนาธร” ไม่ต้องโทษใคร  วิบากกรรม“อนาคตใหม่” ย้อนดูตัวเอง!!

ไล่ลำดับข้อกม.ว่าด้วยปมถือหุ้น “วี-ลัค มีเดีย” ถ้าศาลฟันผิด“ธนาธร” ไม่ต้องโทษใคร วิบากกรรม“อนาคตใหม่” ย้อนดูตัวเอง!!

Publish 2019-05-20 11:25:21


ถือเป็นประเด็นปัญหาส่วนตัวของ นายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  กรณีถูกกล่าวหากระทำความผิดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98  และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42   แต่กลายเป็นว่าเครือข่ายพรรคอนาคตใหม่  กำลังจะพลิกเกมส์สู้ทางการเมือง  โดยการโยนภาระทั้งหมดให้เกิดกระแสต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)   และอาจรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต

 

ตัวอย่างสำคัญก่อนหน้านี้  คือกรณีของ  นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่  ที่ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์กกต.ในเชิงลบ โดยเปิดประเด็นกล่าวหาว่ามีการกดดันให้กกต.เร่งรัดการดำเนินคดีดังกล่าว  และยังพาดพิงไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ  โดยการยกเคสกรณีของนายดอน  ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประกาศ  ที่เคยถูกกล่าวหาเรื่องการถือครองหุ้นผิดกม.



 

“แม้ว่ากกต.และศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้อำนาจหน้าที่ได้ตามกฎหมาย แต่ควรระมัดระวังเพราะอยู่ในสายตาสาธารณชน  ส่วนกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้วจะสั่งให้นายธนาธร ยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที  จนไม่อาจเข้าร่วมรัฐพิธีได้นั้น เรื่องนี้หากเทียบเคียงกรณีที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยสั่งให้ใครยุติการปฏิบัติหน้าที่”

 

พร้อมกันนี้ นายปิยบุตร  ยังยืนยันว่านายธนาธร ได้ผ่านกระบวนการสมัครรับเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีการโอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย แล้วเสร็จก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง  ดังนั้นจึงมีความพร้อมจะนำหลักฐานทั้งหมดไปสู้คดีในศาลนรัฐธรรมนูญ 

 

ด้วยท่าทีแสดงออกแม้ว่าจะยังไม่ถึงขึ้นปลุกระดม แต่สัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่า กรณีที่จะเกิดขึ้นกับนายธนาธร  เป็นจังหวะทางการเมืองที่ต้องเกาะติดใกล้ชิด   เนื่องคำวินิจฉัยทุกขั้นตอนกรณีการถือครองหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  ย่อมส่งผลโดยตรงต่อพรรคอนาคตใหม่   ทั้งในมิติของการเป็นหัวหน้าพรรค ของนายธนาธร  และ ความรับผิดชอบในฐานะเป็นแกนขับเคลื่อนนโยบายทางการเมืองของพรรคควบคู่ไปกับนายปิยะบุตร  เลขาธิการพรรค  โดยไม่อาจปฏิเสธเป็นอย่างอื่น

 

ขณะเดียวกันถ้าถามว่าทำไม นายธนาธร  และพรรคอนาคตใหม่ ต้องเคลื่อนไหวหนักต่อกรณีนี้   จำเป็นยิ่งที่ต้องไปไล่เรียงข้อกฎหมายเกี่ยวเนื่อง  ด้วยเพราะมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อผลกระทบกับนายธนาธร  ในกรณีหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเห็นด้วยกับคำร้องของกกต.

 

เริ่มต้นจากมาตรา 82  วรรคสองของรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. 2560  ระบุขั้นตอนหลังจากมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  “เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย  และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคําร้องตามวรรคหนึ่ง  ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทําไปก่อนพ้นจากตําแหน่ง”



ด้วยความหมายของข้อกฎหมายดังกล่าว  นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊ค  ขยายความว่า  เมื่อกกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า นายธนาธร ขาดคุณสมบัติหรือไม่

ขั้นตอนตามกฎหมายจะเป็นดังนี้

1. กกต.ต้องยื่นเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยในเรื่องนี้

2. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของกกต.แล้วก็จะประชุมปรึกษา ว่าจะรับเรื่องของกกต.ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่

ถ้าไม่รับคำขอนั้นก็ตกไป

ถ้ารับก็จะมีคำสั่งให้แจ้งให้นายธนาธรทราบเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนด

3. นายธนาธรจะต้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของกกต.ต่อศาลตามเวลาที่ ศาลกำหนด

4. ดูจากพฤติกรรมและพฤติการณ์ของเรื่องแล้ว คดีนี้น่าจะมีประเด็นดังต่อไปนี้

4.1 การใช้อำนาจของกกต. เป็นการเลือกปฏิบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการใช้อำนาจโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

4.2 ในขณะสมัครรับเลือกตั้ง นายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทหรือไม่

4.3 บริษัทนั้นประกอบธุรกิจหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนหรือไม่  

และเมื่อนายธนาธรยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่ากรณีจำเป็นจะต้องไต่สวนพยานหลักฐานหรือไม่เพียงใด และดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามนั้น

5. เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้นแล้วศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีคำวินิจฉัย ซึ่งจะมีทางวินิจฉัย 2 ทางคือ ยกคำร้องของกกต.หรือวินิจฉัยว่านายธนาธร ขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.

 

อย่างไรก็ตามประเด็นไม่ได้จบเท่านั้น   ไฮไลท์สำคัญของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ   มาตรา 82  วรรคสอง   ยังระบุไว้ด้วยว่า   “หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า  สมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง  ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย” 

 

หรือ  อาจแปลความว่า  ในกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรับคำร้องของกกต.  ด้วยข้อเท็จจริงอันควรสงสัย   ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง หรือ นายธนาธร  ในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อ  พรรคอนาคตใหม่  ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที   จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย

 

ต่อจากนั้นในขั้นตอนทางกฎหมาย  หากในกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย  ว่า ผู้ถูกร้องมีความผิดจริงตามคำร้อง   เท่ากับว่า  สมาชิกภาพของผู้ถูกร้องดังกล่าวก็จะสิ้นสุดลงไปด้วย  หรือต้องพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่  

 

ทั้งนี้ก็เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา  101  (6)   ว่าด้วย    สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง  เมื่อมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98   คือ  เป็นบุคคลที่เข้าข่ายการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

 

ถามว่ากระบวนการจบแค่นั้นหรือไม่  คำตอบก็คือ “ไม่”  เพราะโดยหลักกฎหมายยังมีขั้นตอนอื่น ๆ   ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร  ยกเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญดังนี้ 

 

อาทิ  มาตรา 54  ระบุว่า   “มาตรา 54   กรณีที่พบเหตุตามมาตรา 53  (ผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม)  ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง และผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

 

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง หากผู้สมัครผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิด หรือไม่แจ้งข้อความจริงนั้น ให้ถือว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ให้นําความในมาตรา 131  มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม  (ว่าด้วยการคํานวณจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่ โดยมิให้นําคะแนนที่ได้รับจากการเลือกตั้งที่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่มารวมคํานวณด้วย)

 

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย

 

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ  กรณีการกระทำความผิดในลักษณะที่เข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมนี้   ยังมีรายละเอียดประกอบเกี่ยวเนื่องอีกหลายมาตรา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร  ซึ่งจะมีขั้นตอนดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป   ตามหมวดว่าด้วยการลงโทษความผิด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  พ.ศ. 2561

 

โดยเฉพาะ   มาตรา 151  ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า    “ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

 

ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดํารงตําแหน่งดังกล่าวให้แก่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย”

 

 

อย่างไรก็ตามกรณีของนายธนาธร  ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ  ว่าจะมีผลออกมาอย่างไร  แต่โดยตรรกะอาจถือเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการกับส.ส.แต่ละพรรคการเมืองที่ถูกยื่นคำร้องได้เช่นกัน  เพียงแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างกันไป  เมื่อเทียบกับพรรคอนาคตใหม่ถ้าสมมุติว่าขาดหัวเรือใหญ่อย่าง”นายธนาธร”  ซึ่งกำลังเผชิญมรสุมหลายระลอก  เพราะพฤติการณ์แห่งตน  ???

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์