ย้อนไทม์ไลน์ฉาวชี้ชะตา “ธนาธร”   ลุ้นศาลรธน.วินิจฉัยรับ-ไม่รับคำร้องกกต.  กรณีถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย ขัดรธน.ต้องหยุดหน้าที่ส.ส.!!

ย้อนไทม์ไลน์ฉาวชี้ชะตา “ธนาธร” ลุ้นศาลรธน.วินิจฉัยรับ-ไม่รับคำร้องกกต. กรณีถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย ขัดรธน.ต้องหยุดหน้าที่ส.ส.!!

Publish 2019-05-22 18:26:20


ถ้าเป็นจริงตามกระแสข่าวก่อนหน้า  ว่า  วันที่  23  พ.ค. 2562  ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาเรื่องคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ในการขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของ  นายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรค และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  พรรคอนาคตใหม่  ตามความผิดแห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98  และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42    เรื่อง  ข้อห้ามบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   ก็ถือเป็นประเด็นร้อนสุดที่ต้องเฝ้าติดตาม




เนื่องด้วยผลที่เกิดขึ้นจากคำวินิจฉัย  ย่อมเกี่ยวโยงกับอนาคตทางการเมืองของ นายธนาธร และพรรคอนาคตใหม่  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    ทั้งในเชิงบวกและลบ  แม้ว่าจะเป็นเพียงขั้นตอนแรกของกระบวนยุติธรรม ว่า จะรับคำร้องและหรือไม่  ด้วยองค์ประกอบข้อมูล  หลักฐานต่าง ๆ  ซึ่งหากกรณีคำร้องดังกล่าวต้องตกไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง  ย่อมส่งผลให้นายธนาธรหลุดรอดจากข้อกล่าวหากระทำความผิด เรื่องการขาย-โอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  หลังการสมัครรับเลือกตั้งไปโดยปริยาย

 

ในทางตรงข้ามตามมาตรา 82  วรรคสองของรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. 2560  ระบุขั้นตอนหลังจากมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  “เมื่อได้รับเรื่องไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย  

 

และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคําร้องตามวรรคหนึ่ง  ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทําไปก่อนพ้นจากตําแหน่ง”

 

โดยขั้นตอนทั้งหมดก็เป็นไปตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. 2560  วรรคสี่  กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง  เห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลง  ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)  ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

 

อย่างไรก็ตามเพื่อความชัดเจนของกรณีทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ นายธนาธร    “สนข.ทีนิวส์”  ขอย้อนลำดับข้อมูลเหตุการณ์ทั้งหมดมานำเสนออีกครั้ง

 

เริ่มต้นจากวันที่ 22  มีนาคม 25562   สำนักข่าวอิศราได้เปิดประเด็น โดยการตั้งข้อสังเกต ภายหลังจากนายธนาธร  ออกมาประกาศใช้แนวทาง Blind Trust  สำหรับจัดการทรัพย์สิน ประมาณกว่า 5 พันล้านบาท   โดยมอบหมายให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด เป็นผู้ดูแลแทน เสมือนว่าจะทำหน้าที่เป็นนักการเมืองด้วยความโปร่งใส 

 

พร้อมแสดงหลักฐานเป็นเอกสารการส่งสำเนาบัญชีรายชื่อ   ผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย  จำนวน 675,000 หุ้น  ของนายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ   ก่อนดำเนินการโอนไปให้ นางสมพร  จึงรุ่งเรืองกิจ  ผู้เป็นแม่   ในวันที่ 21 มีนาคม 2562  หรือ ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562  เพียง 3 วันเท่านั้น

 

และนี่จึงเป็นที่มาของสืบค้นในลำดับต่อๆมา เนื่องจากกรณีการขาย-โอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  ถ้าหากเป็นการดำเนินการในวันที่ 21  มีนาคม  2562  ก็เท่ากับว่านายธนาธร  ซึ่งยื่นรายชื่อสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ในวันที่  6  กุมภาพันธ์  2562   อาจเข้าข่ายกระทำความผิด 



รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98  และ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42   ซึ่งระบุถึงข้อห้าม  บุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   โดยเฉพาะเนื้อความในวงเล็บ  (3)  ระบุชัดเจนถึงข้อห้าม สำหรับบุคคลที่เข้าข่าย   การเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

 

เพราะเท่ากับว่าในวันสมัครรับเลือกตั้งของนายธนาธร   มีข้อพิจารณาทางกฎหมายว่ามีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ???

 

วันที่ 23  มีนาคม 2562  เป็นครั้งแรกที่ นายธนาธร  ออกมาแก้ต่างในประเด็นการถือครองหุ้นสื่อ ในนามบริษัทวี-ลัค มีเดีย  ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า มีการโอนดังกล่าวไปตั้งแต่ 1 เดือนก่อนลงสมัครเลือกตั้ง  หรือในวันที่ 8 มกราคม 2562 และกรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความพยายามสกัดกั้นทางการเมืองเท่านั้น

 

ต่อมาในวันที่ 25 มีนาคม  2562  นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ   เนื่องเพราะมีรายงานการส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 มีนาคม  2562 แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า การโอนหุ้นจริงเกิดขึ้นเมื่อใด และบริษัททำการจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเมื่อใด

 

ขณะเดียวกันก็มีประเด็นข้อสงสัยตามมาอย่างต่อเนื่อง  อาทิ  จำนวนผู้ถือหุ้นในการเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562  ด้วยปรากฏผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 10 คน ทั้ง ๆ ที่นายธนาธรยืนยันมาโดยตลอดว่า ตนเองและภรรยา ได้ขาย-โอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  ไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562

 

ประเด็นน่าสนใจก็คือ  การเจาะลงลึกในจำนวนผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม บริษัทวี-ลัค มีเดีย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562  ทำให้ในวันที่  2 เมษายน  2562   นายธนาธร   ต้องออกมาอธิบายร่ายยาว  เน้นย้ำว่าการขาย-โอนหุ้น   จำนวน  675,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้น ตั้งแต่ 1350001 ถึง 2025000  เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม  2562  หรือ ก่อนจะยื่นสมัครรับเลือกตั้งต่อกกต.   

 

ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่าทำไมในวันที่ 19  มีนาคม  2562  ยังคงมีผู้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นเต็มตามจำนวน 10 คน  นายธนาธ รอ้างว่าเนื่องมาจากในวันที่  14 มกราคม  2562 นางสมพร  จึงรุ่งเรืองกิจ  มีการโอนหุ้นให้หลานชาย 2 คน  ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหุ้นเดิมที่นายธนาธร เคยถือครองรวมอยู่ด้ว  จากนั้นในวันที่ 21 มีนาคม 2562   หลานชายทั้งสองก็โอนคืนกลับมาให้นางสมพรอีกครั้ง 

 

ด้วยคำชี้แจงดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า  นอกจากจะไม่ได้อธิบายในข้อสงสัยแล้ว ยังกลายเป็นปมปริศนาและข้อคำถามตามมาอีกมากมาย ว่าทำไม ต้องมีการโอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  ไปมาระหว่างบุคคลในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ 

 

โดยเฉพาะข้อคำถามจาก  “สนข.อิศรา” ว่า  “ การเพิ่มชื่อหลานชายขึ้นมาอีก 2 คนเป็นผู้รับโอนหุ้น เมื่อวันที่ 14 มกราคม  2562 เพื่อให้สอดคล้องกับเอกสารรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 19  มีนาคม 2562 ตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนวันที่ 22 มีนาคม 256 ซึ่งระบุว่ามีผู้เข้าร่วมประชุม 10 คนหรือไม่??

 

ตามด้วยการเคลื่อนไหวอีกครั้งของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เมื่อวันที่ 5  เมษายน  2562  ในการเข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อ กกต. เพื่อนำสอบในประเด็นนิติกรรมอำพราง  สืบเนื่องจากโอนหุ้นไปมาระหว่างนางสมพร กับหลานชายทั้ง2 คน

 

ความคลุมเครือในข้อกังขาเรื่องการถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย  ไม่ได้จบเท่านั้น   การให้สัมภาษณ์ของนายธนาธร  กับสื่อไทยรัฐทีวี  เมื่อวันที่  30 เมษายน  2562     ยิ่งขมวดปมเรื่องนิติกรรมอำพรางให้แน่นมากขึ้น

 

 

 เมื่อนายธนาพรเป็นคนให้ข้อมูลเองว่า  เช็คสั่งจ่ายจำนวน  6,750,000 บาท  เพื่อชำระเงินค่าหุ้นบริษัทวีลัค-มีเดีย  ระหว่างนางสมพรกับนายธนาธร  เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ยังไม่ได้มีการนำไปขึ้นเงินเลย  ทั้ง ๆ ที่เวลาของการทำธุรกรรมขาย-โอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  ผ่านมานานเกือบ 3 เดือน

 

ข้อมูลต่าง ๆ ที่กลายเป็นหลักฐานอ้างอิง นำส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย การกระทำผิดของนายธนาธร  กรณีการถือครองหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย  มีรายละเอียดมากมายในช่วงระเวลาที่ดำเนินเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่  22 มีนาคม 2562  จนถึงวันที่  13  พฤษภาคม 2562  

 

บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  ได้ดำเนินการส่งสำเนาบัญชี  รายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร  กรมพัฒนาธุกิจการค้า  ตามเอกสาร บอจ.5    แสดงรายละเอียดหมายเลขหุ้นที่นายธนาธร เคยถือครองตั้งแต่ก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ   ยังปรากฏอยู่เหมือนเดิมว่า  ลงวันที่  21 มีนาคม 2562 

 

ไม่ใช่  8 มกราคม 2562   ตามที่นายธนาธร   ยืนยันว่าเป็นวันขาย-โอนหุ้น บริษัทวี-ลัค มีเดีย  ผ่านเอกสาร  “ตราสารโอนหุ้น”  ซึ่งถือเป็นเอกสารภายในบริษัท  สำเร็จครบถ้วน  โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงทางกฎหมายจริง ๆ คืออะไร !!    




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์