กลับมาแล้วสภาผู้แทนฯ!! คนไทยเจ็บต้องจำ  “เสียงข้างมาก” ไม่ใช่คำตอบ  เคยลากข้ามคืน“ร่างพ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย” สันดานโผล่!?

กลับมาแล้วสภาผู้แทนฯ!! คนไทยเจ็บต้องจำ “เสียงข้างมาก” ไม่ใช่คำตอบ เคยลากข้ามคืน“ร่างพ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย” สันดานโผล่!?

Publish 2019-05-31 18:21:41


กลายเป็นอีกหนึ่งกระแสทางการเมือง นอกเหนือจากทิศทางการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี  ที่วันนี้ไม่มีความหมายเป็นอย่างอื่น   นอกเหนือจาก พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  กับอีกฝ่ายที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร   เพราะพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำ 7 พรรคร่วม  ก็ออกตัวเปิดทางให้เกิดการเมืองขั้วที่ 3   ขณะที่พรรคอนาคตใหม่  มั่นใจสุดคณาว่า ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  เหมาะสมสุดเป็นนายกรัฐมนตรี  เพื่อเดินหน้าต่อต้านอำนาจคสช. 

 



ท่ามกลางนิยามการจับขั้วจัดรัฐบาล ก็เกิดกระแสตามมาเรื่องรัฐบาลเสียงข้างมาก  ข้างน้อย  โดยความเห็นของบางฝ่าย  ว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็สามารถไปต่อได้  ถ้ามีจริยธรรมการบริหารบ้านเมือง ไม่ทุจริต คอร์ปรัปชั่น   แต่ก็มีเสียงวิพากษ์ วิจารณ์  ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง  ตามระบอบรัฐสภา คือสัญญาณอันตราย สุดท้ายรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ไปได้ไม่ถึงไหน

 

ทีนี้มุมกลับย้อนมาดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย   ช่วงที่ผ่านมาที่เรียกว่าเป็นยุคประชาธิปไตย  ผู้แทนราษฎรไทยได้ใช้หลักการเสียงข้างมาก ไปใช้ทำอะไรถึงก่อให้เกิดความขัดแย้งคนในชาติรอบใหม่  ทั้ง ๆ ที่ตัวแปรสำคัญในขณะนั้น  อย่าง  ทักษิณ  ชินวัตร  ถือเป็นนักโทษหนีคดีอาญา  และ พล.อ.ประยุทธ์  ก็เป็นผู้บัญชาการทหารบก  ไม่ได้มีสถานะเกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับวังวนทางการเมือง 

 

บันทึกทางประวัติศาสตร์ของสถาบันพระปกเกล้า  ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่นำมาสู่สิ่งที่เรียกว่า "เสียงข้างมาก"  ก่อนจะเกิดเป็นวิกฤตใหญ่ประเทศ   และพล.อ.ประยุทธ์   ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก  ต้องเลือกตัดสินใจทำอย่างหนึ่ง   อย่างใด    เพื่อไม่ไห้คนไทยลุกขึ้นฆ่ากันเอง   เหมือนในปี  2552 - 2553   เพราะสัญญาณขณะนั้นก็เริ่มแสดงให้เห็นว่า  กองกำลังติดอาวุธ  กำลังก่อตัวอีกครั้ง  เพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวของมวลชน กปปส. 

 

 

บทเริ่มต้นของคำว่า  “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” หรือ  “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย”  คือ   สิ่งสะท้อนความหมายได้อย่างตรงจุด  กับพฤติการณ์สมาชิกผู้แทนราษฎรเสียงข้างมาก  ในสภาผู้แทนราษฎร  นำโดยพรรคเพื่อไทย   ซึ่งเดินหน้าสุดลิ่มทิ่มประตู   ในการผลักดัน  “ร่าง พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม  แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน”



เป็น  “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในขณะนั้น  และคณะ  จากนั้นมีการนำมาแก้ไข ดัดแปลง  โดยคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่  ฝ่ายรัฐบาล ใน มาตรา 3 และมาตรา 4

 

โดย .มาตรา 3 มีสาระสำคัญคือ  ให้นิรโทษกรรมการกระทำความผิดของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม การแสดงออก หรือความขัดแย้งทางการเมือง และรวมถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน  2549  รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา  ที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2547  ถึง  8 สิงหาคม 2556   ทั้งนี้การนิรโทษกรรมดังกล่าวไม่รวมถึงการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

 

ส่วนมาตรา 4   มีสาระสำคัญคือ ให้ระงับการดำเนินคดี การสอบสวน รวมถึงการพิจารณาที่อยู่ในกระบวนการ รวมถึงให้คนที่ต้องคำพิพากษาให้ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด และหากอยู่ในระหว่างการรับโทษให้ถือว่าการลงโทษสิ้นสุด

 

ถือเป็นการแก้ไข ดัดแปลง  สาระสำคัญของร่างกฎหมาย   โดย “เสียงข้างมาก”  เพื่อให้ครอบคลุม  รวมไปถึงการนิรโทษความผิด  ทักษิณ  ชินวัตร    โดยใช้เวลาพิจารณาต่อเนื่องในวาระ 2  และ 3  ยาวนานถึง 19 ชั่วโมง  ช่วงระหว่างวันที่ 31  ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน  2556     

 

ก่อนลงมติเสียงข้างมาก  จะดันทุรังให้ความเห็นชอบ   310  ต่อ  0  เสียง  งดออกเสียง  4  เสียง    โดยส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  ในขณะนั้น   มีจุดยืนร่วมกับมวลชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านนอกสภาฯ   พร้อมตัดสินใจวอล์คเอาท์จากที่ประชุม

 

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของการกระทำที่อ้างถึง “เสียงข้างมาก”   ว่าด้วยการซิกแซกร่างกม.เพื่อเปิดช่องทางให้  ทักษิณ ชินวัตร   กลับประเทศ   อย่างผู้บริสุทธิ์   ก็ไม่อาจต้านกระแสความจริงได้ว่า  ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ   ไม่เห็นด้วย    “เสียงข้างมาก”  ของผู้คนที่เรียกว่าผู้แทนราษฎร  ก็ไม่อาจฝ่าฝืนได้

 

 

ส่วนหนึ่งพฤติการณ์ของการอ้าง  “เสียงข้างมาก”  ในยุครัฐบาลเพื่อไทย  แต่ถูกบันทึกเป็นหนึ่งประวัติศาสตร์ของการนำเสียงประชาชน   ไปใช้แสวงผลประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง  โดยเฉพาะกับ  นช.ทักษิณ  ชินวัตร 

 

แม้เวลาจะผ่านมานานพอสมควร  นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2556   เมื่อที่ประชุมวุฒิสภา  มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย  แต่เหตุกรณีทางการเมืองว่าด้วยการใช้เสียงข้างมาก  ก็ยังเป็นที่โจษขานไม่จบสิ้น  และแสดงให้เห็นว่า  “เสียงข้างมาก” ในความหมายของนักการเมือง  จะสิ้นสภาพทันที  ถ้าถูกนำใช้ในทางมิชอบ !!    

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์