นักวิชาการ​ หนุน​ ดร.กิตติธัช​ ฟ้องเพจศาสนาดัง​ เป็นตัวอย่าง​ กรณีใช้โซเซียลตัดทอนคอมเม้นต์ให้เข้าใจผิด

นักวิชาการ​ หนุน​ ดร.กิตติธัช​ ฟ้องเพจศาสนาดัง​ เป็นตัวอย่าง​ กรณีใช้โซเซียลตัดทอนคอมเม้นต์ให้เข้าใจผิด

Publish 2019-06-25 14:07:51


สืบเนื่องมาจาก​ ดร.กิตติธัช​ ชัยประสิทธิ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก​ ระบุว่ามีเพจดังได้ตัดทอนความเห็นของตนนำเอาไปโพสต์เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิด​ และจะดำเนินการฟ้องร้อง​ ตามข้อความข้างล่างนี้


ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
Sinchai Chaojaroenrat

ได้กระทำการตัดตอนข้อความออกจากบริบท และนำไปโพสท์ต่อว่า 
"คลั่งชาติ คลั่งภาษา"เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด และความเกลียดชัง อันเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหมิ่นประมาท

โพสท์วันที่ 24 มิถุนายน 2562 
เวลา 11:40 น. และที่อยู่โพสท์ คือ

https://www.facebook.com/…/a.824621877583…/2439761329402702/

 



ที่มาของโพสท์

ผมได้คอมเมนต์ในโพสท์ของคุณ Pui Vijitphan เรื่องที่คุณ Pui พูดถึงธรรมเนียมการทูตที่แต่ละประเทศจะใช้ล่ามของตัวเองอยู่แล้ว

https://www.facebook.com/potion.pui/posts/10156463626441332

ซึ่งผมเข้าไปคอมเมนต์ว่า คนที่ยังคิดว่าทั่วโลกเขาต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางเท่านั้น (เป็นเรื่อง "สากล") คือ คนที่มีแนวคิดไม่ต่างจากยุคล่าอาณานิคม และไม่มีศักดิ์ศรีของชาติตนเอง

เพราะในความเป็นจริง ธรรมเนียมการทูตทั่วโลก แต่ละประเทศ เวลาสนทนาหรือแถลงการณ์เป็นทางการ จะใช้ล่ามในการสื่อสารอยู่แล้ว แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะสนทนาภาษาของกันและกันหรือภาษาอื่นได้ก็ตาม

หลักฐานประกอบ

- ผู้นำรัสเซีย กับ ผู้นำเยอรมัน
https://www.youtube.com/watch?v=xfLr95gMQoY
- ผู้นำจีน กับ ผู้นำฝรั่งเศส
https://www.youtube.com/watch?v=WYGy0hzybxk
- ผู้นำญี่ปุ่น กับ ผู้นำฝรั่งเศส
https://www.youtube.com/watch?v=sHZnF25V1lI
- ผู้นำญี่ปุ่น กับ ผู้นำพม่า (อองซาน)
https://www.youtube.com/watch?v=eQ0ZDwTNx5I
- ผู้นำญี่ปุ่น กับ ผู้นำเวียดนาม
https://www.youtube.com/watch?v=RdF4XlZJGMY
- ผู้นำอินโดนีเซีย กับ เกาหลีเหนือ
https://www.youtube.com/watch?v=F6jp64LA_cA
- ผู้นำสหรัฐอเมริกา กับ ผู้นำอิตาลี
https://www.youtube.com/watch?v=n-jGsxnFP6k
https://www.youtube.com/watch?v=pkPEvebHQhQ

จะเห็นได้ว่าทุกชาติ ล้วนแต่ใช้ภาษาของตนเอง และให้ล่ามแปลในการสนทนาและเจรจาทางการทูตทั้งสิ้น 


ทั้งนี้ เหตุผลมีสองประการหลัก คือ

1. การเจรจาระหว่างประเทศ ทุกประเทศมี #ศักดิ์ศรี" และ #คุณค่าความเป็นมนุษย์" เท่าเทียมกัน ดังนั้นคู่เจรจาก็ต้องเคารพต่อภาษาของแต่ละชาติ ซึ่งนี่เป็นธรรมเนียมที่ทั่วโลกเขาใช้กัน

การใช้ภาษาของตนเองสื่อสาร คือ การบ่งบอกว่าเราเคารพซึ่งกันและกันในสถานะชาติที่มีเอกราช มีวัฒนธรรม มีภาษาของตน

นี่ไม่ใช่การ "คลั่งชาติ คลั่งภาษา" แบบที่นายศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ อ้างแน่ๆ เพราะถ้าเช่นนั้นผู้นำทั่วโลก ก็คลั่งชาติ คลั่งภาษากันหมดแล้ว

2. การเจรจาระหว่างประเทศ ภาษาที่ใช้มีความเป็นทางการและหลายครั้งเกี่ยวข้องกับศัพท์เฉพาะที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นสื่อกลาง รวมถึงล่ามยังช่วยปรับภาษาให้มีความนุ่นนวลและเหมาะสมกับคู่เจรจาด้วย

*** การวิพากษ์หรือวิจารณ์ความเห็นโดยสุจริต และ มีบริบทของข้อความว่าพูดถึงเรื่องอะไรนั้น ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่คนในสังคมมีความเห็นต่างกันได้ (แม้จะขัดแย้งกับความจริงทางการทูตก็ตาม)

*** แต่การนำข้อความไปตัดตอนบริบทออก และ เอาไปโพสท์จั่วหัวว่า "คลั่งชาติ คลั่งภาษา" นั้นถือเป็นการทำให้เกิดความเข้าใจผิดและก่อให้เกิดความเกลียดชัง

*** สุดท้ายนี้ ผมขอประกาศว่าจะ #ดำเนินคดีทางกฎหมาย กับนายศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ ในข้อหาหมิ่นประมาทอยา่งแน่นอน

เพราะสิ่งที่นายศิลป์ชัยทำนี้ ไม่เพียงตัดทอนเพื่อใส่ร้าย ซึ่งปราศจากวามเป็นวิญญูชนโดยทั่วไปแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ขาดจรรยาบรรณในฐานะนักวิชาการ รวมถึงการเป็นผู้สอนทางศาสนาด้วย!

อัพเดท: ล่าสุดนายศิลป์ชัย ลบโพสท์หนีไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

 

 



ล่าสุด​ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก​" Wathin Chatkoon" นักวิชาการได้ออกมาโพสต์ต่อกรณีดังกล่าว​ ความว่า

ขอสนับสนุนให้มีการดำเนินการทางกฏหมายเพื่อเป็นตัวอย่างในกรณี "การใช้โซเซียลมีเดียเพื่อเป็นอาวุธทำร้ายคนอื่น" : กรณีตัดตอนคอมเม้นต์ของดร.กิตติธัช​ โดย ดร.เวทิน​ ชาติกุล


1.​ คอมเม้นต์ของดร.กิตติธัชเป็นการเข้าไปตอบคอมเม้นต์ในโพสต์ของเพื่อนที่รู้จักกัน​ เป็นการสนทนาระหว่างดร.กิตติธัช​ กับเพื่อน​ ไม่ใช่การโพสต์โดยตรงผ่านหน้าเฟสของดร.กิตติธัชเอง​ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ​ ดร.ศ.แต่อย่างใด (แปลง่ายๆ​ เขาคุยกับเพื่อน​ และเขาไม่ได้ด่าหรือพาดพิงถึงคุณ)​

2.​ การสนทนานี้เข้าใจว่าเป็นสาธารณะ​ ถ้า​ ดร.ศ.หรือใคร​ ที่ไม่เห็นด้วยกับคอมเม้นต์ของดร.กิตติธัช​ ก็สามารถเข้าไปตอบ(โต้)​ในคอมเม้นต์ในโพสต์นั้นได้​(ถ้าเจ้าของโพสต์เปิดให้ทำได้)​ เพราะการโต้แย้งถกเถียงยังอยู่ในบริบทเดิม​ และแฟร์กับทั้งสองฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกันทั้ง​ ดร.กิตติธัชและดร.ศ. (แต่ถ้าอยากเสือกเรื่องชาวบ้านก็สามารถเสือกได้)​

3.​ โดยสามัญสำนึก​ ดร.กิตติธัชและดร.ศ.จะเข้าไปตอบ(โต้)​กันในโพสต์ต้นทาง​ จะโต้กันแบบดี​ หรือเถียงกันแบบโง่ๆ​ ก็น่าจะยอมรับได้มากกว่า​ การที่​ดร.ศ.แคปเอาคอมเมนต์​ ดร.กิตติธัช​มา​ "โพสต์" ที่หน้าวอลล์ของตัวเอง​ ​(จะแมนๆกว่าถ้าเข้าไปเสือกกันที่ต้นทางเลย​ ที่เดียวจบ)​

4.​ ใช่ว่า​ "การแคป" มาโพสต์จะเป็นสิ่งต้องห้าม​ (เพราะระบบของเฟสบุคเอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นได้)​ แต่ดร.ศ.ต้องยอมรับว่า​นี่คือกำลังทำสิ่งที่มากกว่าการถกเถียงระหว่างกัน​ และเป็นวิธีการ​ที่​ "ไม่ซึ่งหน้า" ซึ่งในกรณีที่มีการแคปมาโพสต์โดย​ "เจตนา" ให้เกิดความเสียหาย​ ดร.ศ.ก็ต้องยอมรับข้อผูกพันทางศีลธรรมและทางกฏหมายที่จะตามมา​จากการกระทำของตน​ (การแคปมา​ "ด่า" โดยอารมณ์เป็นมากกว่าการเสือกเรื่องชาวบ้าน)​

5.​ "เจตนา" ให้เกิดความเสียหายนี้​ ถ้าดร.ศ.ที่แคปไปอ้างว่าไม่มีเจตนาก็ต้องดูที่คนที่ถูกพาดพิงอย่าง​ ดร.กิตติธัชว่าเข้าใจว่าตนเองได้รับความเสียหายหรือไม่?​

6.​ ดร.ศ.สามารถวิจารณ์โดยชอบได้​ แต่มีความต่างกันมากระหว่างการแคปเอามาแล้ววิจารณ์ด้วยเหตุผล​แบบคนที่มีเหตุผลเขาทำกัน​ กับการแคปไปด่า​หรือประจาน​ ซึ่งอย่างหลังจะอธิบายอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นว่าเป็นการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์โดยชอบ (การแคปมาด่าไม่ใช่การวิจารณ์โดยชอบ)​

7.​ ยิ่งถ้าปรากฏการตัดทอนข้อมูล​ ข้อเท็จจริง​ หรือบริบทของการสนทนาอันจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด​ คลาดเคลื่อน​ ต่อตัว​ ดร​.กิตติธัช​ ก็ยิ่งมีความผิดในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลอันไม่ตรงกับความจริงอีก

8.​ ถ้ามีการเอาโพสต์ของ​ ดร.ศ.ไปขยายผลในทางลบต่อ​ ดร​.กิตติธัช​ ก็ยิ่งเข้าข่าย​ social​ bully (ทางกม.อาจไม่มีความผิดชัด​ แต่ทางศีลธรรมเป็นสิ่งที่ผิดแน่นอน)​

9.​ กรณีนี้​ถ้าคนที่ทำ​ไม่ใช่วัยรุ่นเกรียนคีย์บอร์ด​ที่ปราศจากวุฒิภาวะ​ (อันพอที่จะให้อภัยได้)​ และเป็นคนที่มีอิทธิพล(ระดับหนึ่ง)​ในโลกโซเซียล​คือมีคน​ followเยอะ อันควรมีวิจารณญาณว่าเรื่องใดควรนำเสนอ​ หรือไม่ควรนำเสนอ​ แบบไหน? อย่างไร? ที่จะไม่ทำร้ายหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่นโดยเจตนา

10.​ ถึงให้อภัย​ และสามารถยอมความทางกฏหมายได้​ แต่ถ้า​ ดร.กิตติธัช​ ชัดเจนว่าตนคือผู้เสียหาย​ และมีหลักฐานชัดเจน​ที่จะดำเนินการทางกฏหมายได้​ และจะฟ้องร้อง​ทั้งทางอาญาและแพ่ง ขอสนับสนุนให้นำข้อเท็จจริงไปต่อสู้กันในศาล​ ทำเพื่อเป็นกรณีตัวอย่าง​ เพราะที่ผ่านมา​หลายต่อหลายกรณีที่เกิด​ cyberbully​ หรือ​ การใช้โซเซียลเป็นอาวุธทำร้ายคนอื่น​ที่คนที่ทำและร่วมกระทำยังคงลอยนวล​เพราะยังคิดว่าจะไม่มีใครเอาจริง

ทำให้เห็นว่าหลักการเสรีนิยม​ เสรีภาพที่ถูกต้องที่ใฝ่หาเรียกร้องกันนักหนานั้น​ ถ้าทำให้ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะมีผลเช่นไรกับคนที่ละเมิด

(หมายเหต: ปัจจุบัน​ ดร.กิตติธัช​ เป็น​ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งโดยสมบูรณ์แล้ว)
 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์