เปิดใจอาจารย์ม.มหิดล หนุน“สนธิญาณ” ขับเคลื่อน”ทิศทางไทย”สร้างประชาธิปไตยที่ไม่ลืมรากเหง้า

เปิดใจอาจารย์ม.มหิดล หนุน“สนธิญาณ” ขับเคลื่อน”ทิศทางไทย”สร้างประชาธิปไตยที่ไม่ลืมรากเหง้า

Publish 2019-06-30 19:43:36


สืบเนื่องจากกรณีที่ “สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” สื่อมวลชนอาวุโส ได้มีแนวคิดจัดทำโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยประชาธิปไตยภายใต้จารีตประเพณีวิถีไทยโดยใช้ชื่อว่า“สถาบันทิศทางไทย” ซึ่งจะเป็นการรวมตัวกันของเหล่าบรรดานักคิด นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้มีความรู้ ความสนใจ เพื่อเพิ่มช่องทางเลือกตัว  ให้กับคนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่ส่วนใจ สำหรับการเป็นประชาธิปไตย ที่ไม่ได้หลงลืมรากเหง้าของตนเอง 

 

 



 ทางด้าน รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุน การก่อตั้งสถาบัน“ทิศทางไทย”เพื่อหาแนวทางนำชาติไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง  โดยได้ให้สัมภาษณ์ เปิดใจมองปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะแนวทางการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่หลายทิศทาง ซึ่งเรื่องของการใช้ “สื่อมวลชน”  ในกระบวนของการต่อต้านเพื่อให้เป็นข่าว ผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีช่องทางอื่น คือ “new media” ถือเป็นประเด็มแรก โดยเฉพาะการใช้ “social media” ซึ่งมองว่าเป็นภาพหลักในการต่อสู้ในปัจจุบัน  เห็นได้จากภาพรวมของพรรคการเมืองบางพรรค แนวคิดบางแนวคิดที่จะมาเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งกลุ่มดังกล่าวสามารถใช้ช่องทางนี้ได้ผลอยู่พอสมควรตามที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน

 

 

สำหรับการเกิดขึ้นของ “ทิศทางไทย” จะทำให้ภาพของการรวมกลุ่มแนวคิดที่ตรงข้ามแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงสังคม จะมีทิศทางที่ชัดเจนในการที่จะแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการร่วมกลุ่มแนวคิด  ทำให้บางครั้งผู้ที่จะแสดงความคิดเห็นโดยใช้พื้นที่ส่วนตัว แม้กระทั่งการใช้ “new media”  อย่างเช่น facebook ส่วนตัว อาจจะลำบาก และสุ่มเสี่ยง สร้างความกังวลในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งต่อที่ทำงาน หรือ เพื่อร่วมงาน เป็นต้น  ซึ่งการมีกลุ่มหรือสถาบันจะเป็นพื้นที่สำหรับ กลุ่มคนที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่ม “เสรีอนุรักษ์นิยม” หรือกลุ่มผู้เห็นด้วยในทิศทางเดียวกัน ได้ร่วมแสดงออกและสร้าง content มีกลุ่มของตัวเอง  มีพื้นที่ในการสื่อสารนอกเหนือจากพื้นที่ส่วนตัวไปด้วยกัน ซึ่งการเกิดขึ้น ของ”ทิศทางไทย”  จะเป็นเกราะป้องกัน และทำให้ นักคิด นักวิชาการต่างๆ สบายใจที่จะแสดงออกทั้งในเรื่องของประชาธิปไตยตามมุมมองของแต่ละบุคคล ซึ่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสัญลักษณ์นิยม แบบวาทกรรม ซึ่งสามารถสร้าง และขยายcontentต่อเนื่องก็จะไปในทิศทางเดียวกัน ตอกย้และสร้างความจดจำไปเรื่อยๆ 

 

ยกตัวอย่างที่กลุ่มการเมืองบางกลุ่มได้ปฏิบัติ เช่น เริ่มจาก”เผด็จการ” ต่อมา  ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ ตามาด้วย การปฏิวัติ เป็นการการกระทำที่ผิดพลาดอย่างมากในกระบวนการประชาธิปไตยในรูปแบบของเขา  ซึ่งหากเราไม่ดำเนินการเช่นนี้บ้าง นานวันจะทำให้ผู้ที่ได้รับข่าวสาร จะเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ขณะที่ข้อมูลของฝ่ายเห็นต่างเป็นเรื่องแต่ง โกหกขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ทำได้ยากลำบากสำหรับบุคลลทั่วไป การที่จะสู้ต่อไปได้ ต้องเริ่มจากการสร้างcontentเข้ามาในโลกสมัยใหม่  และสามารถรับรองกลุ่มนักคิด  กลุ่มเยาวชน  



 

รศ.ดร.แสงเทียน ระบุต่อด้วยว่า ในระยะยาวสำหรับกลุ่มวิชาการ “ทิศทางไทย”หากสามารถจัดevent เชิงวิชาการต่างๆ สัมนา หรือเสวนาต่างๆ จะทำให้กลุ่มมีพลังขึ้นในอนาคต สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับ content ที่จะเกิดขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่า content ของบางกลุ่มแข็งแกร่งขนาดไหน ยกตัวอย่างง่ายๆ การค้นหาข้อมูลในgoogle  ก็จะขึ้นพรรคการเมืองบางพรรค หรือกลุ่มแนวคิดบางแนวคิด นั้นก็อาจแสดงให้เห็นว่า กลุ่มนั้นอาจจะลงทุนในส่วนนี้ เป็นจำนวนมาก มหาศาลแล้วก็ได้  ซึ่งหากไม่มีกลุ่มอีกกลุ่มไปเป็นทางเลือก แสดงความคิดเห็นกับปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบ้าง เยาวชน คนสมัยใหม่ที่เสพsocial media  ไม่มีทางที่จะคิดเป็นอื่นไปได้ ก็ต้องคล้อยตามอยู่แล้ว

 

ที่ผ่านมตามมุมมองของตน ก็เป็นที่ชัดเจนถึงความพยายามสร้างศูนย์กลางของพวกเขา ให้กับเยาวชน คนรุ่นใหม่ “ต้องไม่มีสิ่งอื่น” เพราะฉะนั้นในประเด็นเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  สามสถาบันหลัก จึงมีความพยายามให้คนรุ่นใหม่ห่างหายไปสามสถาบันเหล่านี้ไป อย่างเช่น การห่างหายจากความเป็นชาติ  การเห็นคุณค่าของประเพณี วัฒนธรรม หรือแม้แต่การรับใช้ชาติ ด้วยการไปเป็นทหาร  ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ห่างหายจากการยึดโยงในความเป็นชาติ ความภูมิใจในความเป็นชาติ สิ่งที่มาทดแทนคือ แนวคิดของพวกเขานั้นเอง จากนั้นประเด็นศาสนาเป็นสิ่งที่พ่วงตามมา ในความรู้สึกของพวกเขาคือศาสนาไม่ได้สำคัญ ทุกอย่างต้องเท่าเทียม ทำไมต้องไปไหว้พระเป็นต้น แต่ที่เห็นชัด นั้นก็คือ ประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ในความรู้สึกของพวกเขา คือความไม่เท่าเทียม เพราะพระมหากษัตริย์ ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย การยอมรับของประชาชน ดังนั้นจะเห็นว่า สามสถาบันหลักถูกเขย่าพอสมควร 

 

รศ.ดร.แสงเทียน กล่าวโดยสังเขปว่า พวกเขาพยายามลดทอนความยึดโย่งของเยาวชน คนรุ่นใหม่  กับความเป็นไทย โดยการทำห่างเหินจากสามสถาบันหลัก และผลที่จะเกิดขึ้นกับความคิดของคนรุ่นใหม่ ก็จะเป็นไปในแบบที่พวกเขาต้องการ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ  และจะเป็นปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน หากวันนี้ยังไม่มีใครทำอะไร

 

 

ท้ายที่สุดรศ.แสงเทียน​ ได้ฝากเชิญชวน กลุ่มนักคิก นักวิชาการ ถ้าเห็นด้วยว่าแนวคิดแบบนี้มีประโยชน์จากการที่อาจจะมีกำแพงอยู่ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น สร้างcontent ตลอดจนช่องทาง  mass media  หรือ new mediaก็ตาม คิดว่าในอนาคตจะได้เดินไปด้วยกัน และเห็นคุณค่าของความเป็นชาติไทย ทั้ง ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์