แค่ส.ส.สุรินทร์ไปขอบคุณ บิ๊กตู่ ช่วยชาวบ้าน ถึงต้องกดดันเอาผิด ...แล้วถูกมั๊ยล่ะ ทักษิณเลือกจัดงบฯ ปลอดประสพ หยามคนภูเก็ต  ??

แค่ส.ส.สุรินทร์ไปขอบคุณ "บิ๊กตู่" ช่วยชาวบ้าน ถึงต้องกดดันเอาผิด ...แล้วถูกมั๊ยล่ะ ทักษิณเลือกจัดงบฯ ปลอดประสพ หยามคนภูเก็ต ??

Publish 2019-08-26 15:16:35


ต้องลุ้นกันอีกสักพักใหญ่ๆ  ว่า บทลงเอยเรื่องการทำหน้าที่ ส.ส.สุรินทร์    พรรคเพื่อไทยของ  นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม  ,  นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล    หลังจากนายยุทธพงศ์  จรัสเสถียร  ส.ส.มหาสารคาม   พรรคเพื่อไทย  ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ภาคอีสาน  เดินหน้าเอาผิดในกรณีไปร่วมต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม   ถึงขั้นยื่นหนังสือให้พรรคเพื่อไทย ดำเนินการตั้งคณะกรรมการ  สอบวินัยและจริยธรรม  จะจบอย่างไร



กรณีนี้ล่าสุด   นายครูมานิตย์   ยังคงยืนยันว่าไม่มีความคิดเรื่องการย้ายพรรค   และก็ไม่ได้หนักใจที่ถูกนายยุทธพงศ์  ยื่นเรื่องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบความประพฤติ  เพราะที่ผ่านมาได้มีการชี้แจงกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยไปแล้ว   ว่า  ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้่นเป็นการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรเท่านั้น  และทางผู้บริหารพรรคก็ได้ซักถาม พร้อมตักเตือน และกำชับให้ระมัดระวังเรื่องแบบนี้มากขึ้นเท่านั้น

 

 


สอดรับกับมุมมองของ  นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี   ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ    ผู้อยู่เบื้องหลังการชักชวน   "เสี่ยลาว"  หรือ   นายพรศักดิ์   เจริญประเสริฐ   อดีต รมช. เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตร   และ  อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ  ของพรรคเพื่อไทย  ให้ย้ายขั้วย้ายฝั่งมาร่วมกิจกรรมกับพรรคพลังประชารัฐ    

 


โดยกล่าวถึงการที่ทั้ง  นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และ นายตี๋ใหญ่  ส.ส.สุรินทร์   พรรคเพื่อไทย   ไปร่วมให้การต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์  ในการลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา  ว่า  ส่วนตัวในฐานะส.ส.คนหนึ่ง ต้องขอชื่นชมบุคคลทั้งสอง  ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นนักการเมืองของประชาชน   ถือเป็นนักการเมืองน้ำดี ไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย 

 

 


และโดยส่วนตัวได้พูดคุยกับนายตี๋ใหญ่ ทำให้ทราบว่า  ไม่ใช่เป็นการแสดงตัวเพื่อขอย้ายข้างมาสนับสนุนรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ทั้งสองคนได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด ว่า  นายกรัฐมนตรีจะมาลงพื้นที่ และมีการนำงบประมาณมาพัฒนาจังหวัดด้วย จึงตัดสินใจไปให้การต้อนรับ

 

 


ในทางกลับกันหากวันนี้ตนเองเป็นฝ่ายค้าน    และทราบว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี    ในฐานะ ส.ส.พื้นที่ก็จะต้องไปร่วมต้อนรับอย่างแน่นอน     เพราะรู้ว่ารัฐบาลมาลงพื้นที่    มารับฟังปัญหาของประชาชน หากตัวเองที่เป็น ส.ส. ไม่มาให้การต้อนรับ   ก็คงตอบชาวบ้านไม่ได้ว่าตกลงแล้วมาเล่นการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ  หรือเพื่อแบ่งสีแบ่งฝ่าย จ้องแต่จะทะเลาะกันเพียงอย่างเดียว  

 

 

@ย้ำชัดๆก็คือพฤติการณ์ที่ส.ส.สุรินทร์ไปร่วมต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์  คนต้นเรื่องมองว่าเป็นหน้าที่ผู้แทนราษฎร  แต่การมองกลับด้านของนายยุทธพงศ์  ทำให้เกิดความคิดต้องย้อนกลับไปสืบค้นรากเหง้าของพรรคเพื่อไทย ในเรื่องการตั้งแง่การดูแลผลประโยชน์ประชาชนกับภาวะความคิดทางการเมือง

 

 

 

เพราะถ้าย้อนกลับไปถอดคำพูดของ     นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย   ที่ว่า " ของบประมาณเขาไป  500 บาท แต่เขาให้มา 1,500 บาท  ก็ต้องไปต้อนรับ "   ถือเป็นท่าทีของนักการเมืองอาวุโส     ที่มองต่างอย่างเข้าใจวิถีการเมือง      มากกว่าจะมองปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่มุมมองทางการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

 

 

แปลความให้ชัด  แม้แต่นายสมพงษ์เองก็ยอมรับว่า   การลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์  ของพล.อ.ประยุทธ์     ชาวบ้านคือผู้ได้รับผลประโยชน์   จากเม็ดเงินการลงทุน  เพื่อแก้ปัญหาของท้องถิ่น   ซึ่งต้องย้ำด้วยเช่นกันว่า  จังหวัดสุรินทร์  มีส.ส.พรรคเพื่อไทย  ถึง 5 คน  ส่วนอีก 2 คน เป็นส.ส.ภูมิใจไทย  และ ส.ส.พลังประชารัฐ

 

 



ขณะที่ในเคสของนายครูมานิตย์เอง  เป็นส.ส.สุรินทร์ มาหลายยุคสมัย   เริ่มตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในปี  2554  ยาวมาจนถึงปัจจุบัน  ปี 2562   ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่  รวมเบ็ดเสร็จยาวนานถึง 18 ปีที่อดีตข้าราชการครูตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 6 โรงเรียนบ้านกะลัน  หักเหชีวิตมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร

 

 

@นอกจากนี้ถ้าเทียบเคียงการลงพื้นที่ภาคอีสานของพล.อ.ประยุทธ์   ซึ่งไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคพลังประชารัฐ   แล้วกลายมาเป็นปมขัดแย้งเรื่องการเอาใจรัฐบาลทหาร    กับเหตุกรณีในอดีตยุค ทักษิณ ชินวัตร  หรือแม้แต่เพื่อไทยเองก็ตาม  น่าคิดเหมือนกันว่าประชาชนคนไทยมองกรณีไหนทุเรศทุรังกว่ากัน  

 


จำกันได้หรือไม่ ยุครัฐบาลทักษิณ  ประกาศก้องเรื่องการดูแลประชาชนในพื้นที่ผ่านการกระจายงบประมาณกันอย่างไรบ้าง  จึงเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กับบทบาทผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองเลือกตั้งในช่วงนั้น  

 


วันที่ 31 ตุลาคม 2548  ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี และ  หัวหน้าพรรคไทยรักไทย  กล่าวปราศรัยกับชาวนครสวรรค์  ระหว่างการเป็นประธานมอบหนังสือแสดงสิทธิสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้กับประชาชน ตามโครงการรัฐเอื้อราษฎร์ ที่หอประชุมโรงเรียนบรรพตพิทยาคม อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ 


ความตอนหนึ่งว่า  จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจด้วยการเลือกผู้สมัครส.ส.ของพรรคไทยรักไทย จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ส่วนจังหวัดที่ไว้วางใจน้อย ต้องเอาไว้ทีหลัง ต้องเป็นไปตามคิว 


"ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา เปิดเผย  สื่อมวลชนอยู่ต้องเปิดเผย ไม่มีความลับสำหรับผม วันนี้คิดกับประชาชนอย่างไร ก็อยากเห็นคนทั้งประเทศไม่ว่าอยู่ที่ไหน เลือกหรือไม่เลือกผม ก็อยากให้ทุกคนหายจน แต่เนื่องจากเวลาจำกัดก็ต้องไล่ลำดับกันไป"


ประเด็นสำคัญที่สุด ก็คือคำพูดของ  ทักษิณ  ทั้่งหมดเกิดขึ้นจากอารมณ์ส่วนตัวล้วน ๆ โดยไม่สำนึกเรื่องของความเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งเลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามเป็นการพูดหลังจากที่ทราบผลการเลือกตั้งซ่อมใน 3 จังหวัด  ซึ่งพรรคไทยรักไทยส่งผู้สมัครลงแข่งขัน   แต่ปรากฎว่าสามารถชนะการเลือกตั้งกลับเข้าสภามาได้เพียง 1 จังหวัด คือ สิงห์บุรี   โดยการเอาชนะผู้สมัครจากพรรคชาติไทย  แบบฉิวเฉียด  700   กว่าคะแนน จากเดิมเคยชนะถึงกว่า 2 หมื่นคะแนน 

 

 

ส่วนในเคสกรณีจังหวัดพิจิตร  ปรากฎว่าพรรคไทยรักไทยพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคมหาชน  กว่า 17,000 คะแนน  และ ยังไปพ่ายแพ้พรรคชาติไทย ที่อุทัยธานี อีกเกือบ 1 หมื่นคะแนน ทั้งๆที่ ทักษิณ ประกาศก่อนหน้านั้นว่าเป็นบ้านเกิดของพ่อตาที่จะต้องเอาชนะให้ได้ 

 

 


@ไม่ต้องย้ำต้องแจกแจงอะไรเพิ่มเติม แต่ก็พอจะมองเห็นภาพเปรียบเทียบคำพูดของทักษิณ ชินวัตร  ต้นแบบพรรคไทยรักไทย , พลังประชาชน และ เพื่อไทย กับสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ พยายามทำกับประชาชนทุกคน ทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม  ซึ่งนักการเมืองอย่าง ส.ส.ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร  อาจจำไม่ได้ เลยออกอาการเมื่อเห็นส.ส.สุรินทร์ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์

 

 


ทีนี้มาดูอีกหนึ่งตัวอย่าง กับนักการเมืองอย่าง ทักษิณ  ชินวัตร  เป็นเหตุกรณีเกิดขึ้นเมื่อวันที่  17 กุมภาพันธ์  2548  ทักษิณ ชินวัตร  ไปตรวจราชการและเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้   แล้วแสดงแนวคิดเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า พร้อมจะดำเนินการเรื่องการจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ ในรูปแบบโซนพื้นที่ ออกเป็น 3 กลุ่ม

 

 


คือ 1.สีแดง เป็นพื้นที่ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ   2.สีเหลือง เป็นพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือน้อย และ 3.สีเขียว เป็นพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

 

 


และถ้าหมู่บ้านใดอยู่ในกลุ่มสีแดง ก็จะไม่ได้รับงบประมาณใด ๆ ในการช่วยเหลือ พัฒนา แก้ปัญหา   รวมทั้งงบเอสเอ็มแอลก็จะไม่ได้   ส่วนสีเหลือง จะมีการจัดสรรงบเข้าไปพัฒนาทีละจุด  เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียวให้ได้ ขณะที่พื้นที่สีเขียวจะมีการพัฒนา มีงบประมาณเข้าไปอุดหนุนเป็นพิเศษ  เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเห็นถึงความแตกต่างมากที่สุด 

 

 

โดยในเวลานั้น  รัฐบาลทักษิณ  ชินวัตร     มีแผนการใช้งบประมาณปี   2548   จัดสรรเป็นงบพัฒนาพิเศษ  หรือ   เอสเอ็มแอล    ให้กับหมู่บ้านต่างๆ  อำเภอละ 1 หมู่บ้าน  โดยหมู่บ้านขนาดเล็ก  จะได้รับ 2 แสนบาท, ขนาดกลาง 2.5 แสนบาท และขนาดใหญ่  3  แสนบาท   ซึ่้งงบประมาณดังกล่าวก็มีเป้าหมายเพื่อนำไปใช้พัฒนาหรือแก้ปัญหาในแต่ละหมู่บ้าน 

 

 


กระทั่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก    ตัวอย่างกรณีของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี  ที่ออกมาคัดค้านแนวคิดของทักษิณ ชินวัตร ว่า แค่คิดก็ผิดแล้ว  เพราะจะยิ่งก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากเป็นการตอกย้่ำความเหลื่อมล้ำ และเท่ากับว่ารัฐเป็นผู้แบ่งแยกดินแดนเสียเอง  

 

 


@ ท้ายสุดอีกหนึ่งประสบการณ์จำไม่ลืม เรื่องการแบ่งแยกพื้่นที่ดูแลประชาชน โดยใช้เรื่องผลประโยชน์การเมืองมาเป็นตัวตัดสิน ก็คือเหตุกรณีที่ภูเก็ต ซึ่งลุกลามบานปลายถึงขนาดมีการลุกฮือขับไล่นายปลอดประสพ  สุรัสวดี

 

 


เนื่องจากนายปลอดประสพ  รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ไปปราศรัยบนเวทีเสื้อแดง  ระบุใจความตอนหนึ่งว่า   "สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ บอกว่าจะไปสร้างที่ จ.ภูเก็ต แต่เราก็สร้างศูนย์ประชุมที่เชียงใหม่จนสำเร็จ มันก็ทวงให้เราไปสร้างที่ภูเก็ต ยังไม่สร้างให้จะมีปัญหาไหม วันหน้าจะสร้างแน่นอนเมื่อภูเก็ตเห็นความดีของพวกเรา และเลือกคนของเรา วันนั้นจะไปทำให้ วันนี้ไม่มีอารมณ์จะทำ"

 

 


และด้วยคำพูดในลักษณะดังกล่าว ที่มีลักษณะไม่ได้สนใจผลประโยชน์ประชาชนอย่างเท่าเทียม แต่มองเรื่องข้อแลกเปลี่ยนตอนแทนทางการเมือง  ทำให้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2556  ดื้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง

 

 


โดยทางด้าน นายบุญศุภภะ ตัณฑัยย์ ประธานชมรมรักษ์ภูเก็ต กล่าวถึงการปราศรัยของนายปลอดประสพในช่วงเวลานั้น  ว่า  เป็นการดูหมิ่นดูแคลน และสร้างความไม่พอใจให้แก่คนจังหวัดภูเก็ตจำนวนมาก  รวมทั้งเป็นคนเลือกปฏิบัติ ใช้อารมณ์ในการทำงาน โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจังหวัดภูเก็ต ในเมื่อคนที่เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี เป็นแบบนี้ บ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้อย่างไร 

 

 

 

คนภูเก็ตจึงอยากเรียกร้องให้ นายปลอดประสพ ออกมาขอโทษคนภูเก็ต รวมทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาความเหมาะสมของคนที่จะมารับตำแหน่งด้วย เพราะคำพูดที่พูดออกมาสร้างความเสียหายให้แก่จังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก !??

 

 


 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์