ธนาธรถึงคารวะ 2 ทีมไล่ลุง เจอหน้าโร่ร้องกมธ. รองโฆษกตร.แจงเหตุ ทำไมต้องผิด 4 ข้อหา

ธนาธรถึงคารวะ 2 ทีมไล่ลุง เจอหน้าโร่ร้องกมธ. รองโฆษกตร.แจงเหตุ ทำไมต้องผิด 4 ข้อหา

Publish 2020-07-16 16:42:57


ติดตามต่อเนื่องจากการที่มีกลุ่มบุคคลระบุตัวเองว่า เป็นตัวแทนประชาชน   ผู้ประกอบธุรกิจ  นำโดย น.ส.ธัชญา จวงสันทัด และ น.ส.พรพรรณ เภตรารัตน์   เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมี นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  เป็นตัวแทนรับเรื่อง  เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกข้อยกเว้นแก่บุคคลต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยโดยการไม่กักตัว 14 วัน  ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล   ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มวัยรุ่น   อ้างตัวเป็นผู้ที่ต้องการแสดงความเห็นทางการเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย  ออกมาถือป้ายโจมตีนายกรัฐมนตรี ขณะลงพื้นที่จังหวัดระยอง 

 

(คลิกอ่านข่าวประกอบ :   อีกมุมกระแสโควิดก่อวิกฤตระยอง ทีมไล่ลุงตู่โผล่รวมตัว ธนาธรไม่ยอมพลาด





กระทั่งต่อมา นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ภาพวัยรุ่นแนวร่วมพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าถือป้ายด่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะลงพื้นที่จังหวัดระยอง พร้อมแสดงความชื่นชมผ่านเฟซบุ๊ก ว่า คนระยอง Rayongers...ในแง่ของประวัติศาสตร์ พระเจ้าตากสิน เมื่อออกกรุงศรีอยุธยา ท่านควบม้ามุ่งสู่ฝั่งตะวันออก ท่านใช้ฐานที่มั่น อยู่ระยองเป็นเวลายาว ได้กำลังสนับสนุนจากคนระยองแล้วจึงไปทุบหม้อข้าว ชิงเอาเมืองจันท์ไว้ได้ จากนั้นก็พิชิตศึก กลับมาขับไล่พม่า ยึดกรุงศรีอยุธยาสยามประเทศคืน ครับ

 


(คลิกอ่านข่าวประกอบ :   ดาหน้าถล่มรัฐเต็มรูปแบบ "คณะก้าวหน้า" โดดป้อง 2 ทีมระยองไล่ลุง "ชาญวิทย์" ยกประวัติศาสตร์ "พระเจ้าตากฯ" เทียบเคียง )   



ล่าสุด  พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีการควบคุมตัวบุคคล 2 คน ที่อ้างตัวเป็นตัวแทนกลุ่มเครือข่ายเยาวชนภาคตะวันออก ยืนถือป้ายข้อความ เชิญชวนบุคคลอื่นมาชุมนุม เพื่อรอเจอกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี   ว่า  ได้รับรายงานจาก สภ.เมืองระยอง ว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 63 เวลา 16.00 น. ได้มีชาย 2 คน เชิญชวนบุคคล มาชุมนุมในโซเชียล พร้อมกับ ชูป้ายแสดงข้อความ ซึ่งเป็นการแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากเป็นคนระยองและไม่พอใจกับสิ่งที่รัฐบาลกระทำ บริเวณหน้าโรงแรมดิวารี ก่อนที่ นายกรัฐมนตรีจะมาตรวจสอบและปฏิบัติราชการในพื้นที่

 

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยอำนาจเจ้าพนักงานควบคุมโรค ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ได้มีคำสั่งให้บุคคลทั้ง 2 ออกไปจากบริเวณดังกล่าว ในการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญและเป็นการเสี่ยงต่อโรคติดต่อ แต่ปรากฏว่า บุคคลทั้ง 2 ไม่ให้ความร่วมมือและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ เจ้าพนักงาน ควบคุมโรคฯ จนกระทั่งมีการใช้กำลังในการควบคุม ให้ออกนอกบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จนสามารถควบคุมบุคคลทั้ง 2 ขึ้นรถยนต์ เดินทางมาถึง หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.ระยอง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองได้วิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วมาปรากฏตัว บริเวณ ตลาดสตาร์พร้อมกับได้ทำการไลฟ์สด หลังจากนั้นจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม โดยกล่าวหาว่า “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ” โดยพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้งสองและส่งตัวให้แพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ตรวจชันสูตรบาดแผลและทำการรักษา เพื่อจะได้สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

ในส่วนการกระทำของบุคคลทั้งสอง ซึ่งถือเป็นความผิดซึ่งหน้าตั้งแต่ที่ได้มีการควบคุมตัวเพื่อมาดำเนินคดี ภายหลังจากหลบหนีการควบคุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง ให้ดำเนินคดีความผิดฐาน “ทำกิจกรรม ที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ซึ่งออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ 18 , ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ที่ห้ามกระทำการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะฯ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 , ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร, หลบหนีไประหว่างที่ควบคุมของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนสอบสวน” เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

 


ทั้งนี้ รอง โฆษก ตร. กล่าวย้ำว่า การกระทำของบุคคลทั้งสอง ถือว่าเข้าข่ายความผิดและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเชิญชวนบุคคลร่วมชุมนุมในลักษณะที่เสี่ยงหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ขอฝากเตือนไปยังกลุ่มบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน ที่มีแนวคิดใช้คำหยาบคาย แสดงความก้าวร้าว ในลักษณะที่ สร้างความเกลียดชัง หรือ ใส่ร้ายป้ายสีผู้หนึ่งผู้ใด เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะการอยู่รวมกันในสังคม ย่อมสามารถแสดงความคิดเห็นต่างได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นการกระทำที่ไปกระทบสิทธิผู้อื่น อีกทั้ง มีความเป็นห่วงเป็นใย เยาวชน ที่ถูกชักจูงให้ร่วมกระทำความผิด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมาย ด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยภายในสังคม

 


ขณะเดียวกันทางด้าน  นายภาณุพงศ์ จาดนอก และนายณัฐชนน พยัฆพันธ์   ได้เข้ายื่นคำร้องต่อกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน   โดยอ้างว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงต้องการไปสอบถามนายกรัฐมนตรีว่า  จะเยียวยาช่วยเหลือคนระยองอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่กลับถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ  พร้อมโดนตั้งข้อกล่าวหา  แต่คนที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีสามารถเข้าพื้นที่ได้   แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง หากนายกรัฐมนตรีไม่ฟังประชาชนก็ควรพิจารณาตนเอง

 


“ผมเป็นคนระยอง และในฐานะคนระยองก็ต้องการไปถามนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบคนระยองอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนลงพื้นที่มีเจ้าหน้าที่โทรมาประสานก่อนแล้ว เพราะผมแจ้งความประสงค์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้ และได้แจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่าจะไปพบนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ไม่ได้ระบุข้อความที่เขียนไว้ในป้าย และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำตามที่ปรากฏเป็นข่าว จนได้รับบาดเจ็บตามร่างกายซึ่งได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลระยอง และแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจฐานปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ขัดขวางอิสรภาพและกักขังหน่วงเหนี่ยว” 

 


ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกรรมาธิการการกฎหมาย กล่าวว่า การแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ประชาชนสามารถตั้งคำถามได้ จึงจะเร่งนำเรื่องนี้เข้าหารือในกรรมาธิการ โดยจะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตหรือไม่ เพื่อให้เรื่องนี้เกิดความกระจ่าง
 

 

 

 

 

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;