อดีตรองผอ.สำนักข่าวกรองฯ ท้าตรงๆปิยบุตร ถ้าคิดจะปฏิวัติ​ ก็ถือธงนำเลย

อดีตรองผอ.สำนักข่าวกรองฯ ท้าตรงๆปิยบุตร ถ้าคิดจะปฏิวัติ​ ก็ถือธงนำเลย

Publish 2020-07-25 09:51:11



แม้ว่าจะประกาศตัวไม่ได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังม็อบปลดแอก  ที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  แต่ด้วยปฏิกริยาแสดงออกของกลุ่มแกนนำคณะก้าวหน้า และ ส.ส.พรรคก้าวไกล  ย่อมอาจสะท้อนให้เห็นภาพชัดเจน ถึงสถานการณ์การขยายตัวของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่เลยเถิดไปถึงสถาบันเบื้องสูง  และการยั่วยุให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองออกมาใช้กำลังปราบปรามนักศึกษา  เหมือนกรณีเหตุในฮ่องกง และอดีตประวัติศาสต์การเมืองไทย  
 



ล่าสุด  นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแหง่ชาติ ได้โพสต์ความเห็นถึงสถานการณ์การเมือง ผ่านการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาอีกครั้ง มีใจความสำคัญหัวข้อว่า  "จะปฏิวัติ​ :ก็ออกมาถือธงนำ"

"ท่านอาจารย์ใหญ่นักปฏิวัติจบฝรั่งเศส​ เขียนเฟสว่า​  การปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสองสิ่ง​ คือ​ มีความแค้นกับมีความหวัง​ หากมีสองสิ่งนี้​ จะเป็นแรงผลักดันนำไปสู่การปฏิวัติ  อ่านจบก็เกิดคำถาม​ ใครจะแค้นก็ทำไป​ แต่ไม่ใช่จะทำใครได้ฝ่ายเดียว​ คนอีกฝ่ายที่มีอารมณ์แค้นกลับ​ ตอบโต้แรงกว่า​ อะไรจะเกิดขึ้น​ หากต้องนองเลือด​ เลือดใครสิไหลริน

เอาแล้ว! "ปิยบุตร"  ส่งสัญญาณห้วงเวลาปฏิวัติต้องอาศัยความโกรธแค้นและความหวัง  ในหลายประเทศ​ ที่มีอาจารย์อย่างนี้​ มีกลุ่มคน​ มีนักการเมืองที่คลั่งลัทธิความเชื่อแบบตะวันตกว่าดีเลิศ​ ออกมาคัดค้าน​ ต่อต้านประเทศตัวเอง​  ว่า​ เป็นรัฐบาลเผด็จการ​ ไม่เป็นประชาธิปไตย หลงเชื่อตามฝรั่ง​ ประชาธิปไตยต้องแบบนี้เท่านั้น​

ผลสุดท้าย​ เกิดสงครามกลางเมือง​ ผู้คนล้มตาย​ บ้านแตกสาแหรกขาด​ มหาอำนาจตะวันตกเอากองกำลังเข้าช่วย​ร่วมรบ สุดท้ายไปไม่รอด​ คนในชาติต่อต้าน​  แต่ผู้คนต้องอพยพหนีตายออกนอกประเทศ​ ไปเป็นพลเมืองชั้นสี่ในต่างประเทศ​ แต่ไอ้พวกผู้นำ​ หลบอยู่ในต่างประเทศเสวยสุข​ สบายใจเฉิบ  เสื้อแดงเมื่อปี​ 52​-53​ และ​ ปี​ 56-57  มวลชนเยอะกว่านี้​ ผู้นำเด็ดเดี่ยวและนำคนได้เก่งกว่านี้​ ยังไม่รอด

ผู้นำตะวันตกปล่อยคนในชาติติดเชื้อโควิดเป็นล้านคน​ ตายเรือนแสน​ ที่ว่านี้ระดับยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น​ ตรงข้าม​  ลุงตู่ที่ถูกจิกด่า​ ไม่มีคนติดเชื้อในประเทศมากกว่า​ 50​ วัน​ ประชาธิปไตยปล่อยคนให้ตาย​ เผด็จการป้องกันคนไม่ให้ติดเชื้อ  

อย่าเที่ยวยุเด็กเยาวชนให้ออกไปตาย  แต่แกนนำหลบอยู่หลังเด็ก แน่จริงออกมานำ​ ประกาศเลยว่า​ แค้นอะไรที่ต้องชำระ​ และมีความหวังอยากทำอะไรให้สำเร็จ​  เยาวชนอย่าหลงเชื่อคำยุยงของ​  ค​นชื่ออาจารย์​ เกาะตำรา​เห่อฝรั่ง​ ไม่ลืมตาดูบริบทของสังคมไทย"

 



ก่อนหน้านั้น นายปิยบุตร  แสงกนกกุล  แกนนำคณะก้าวหน้า  และ อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่  เลือกจะโพสต์ข้อความแสดงความเห็น  ต่อการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ใจวามสำคัญตอนหนึ่ง  ระบุว่า  ห้วงเวลาปฏิวัติ - Revolutionary Moment  การปฏิวัติจะบังเกิดได้ในห้วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ประชาชนจำนวนมหาศาลเกิดความรู้สึกนึกคิดร่วมกันในสองมิติ ได้แก่ มิติแห่งความโกรธแค้น และมิติแห่งความหวัง

 

ประชาชนคับแค้นใจกับสิ่งที่ดำรงอยู่ พร้อมกับมีความหวังร่วมกันในการไปก่อตั้งสิ่งใหม่  ทั้งสองความรู้สึกนึกคิดนี้ผสานหลอมรวมกันในความคิดจิตใจของประชาชน จนผลักดันให้ร่วมกันออกไปกระทำการ สิ่งนั้น คือ “ปฏิวัติ”   หากไม่โกรธแค้น ก็จะไม่ทำลายสิ่งที่เป็นอยู่  หากไม่มีความหวัง ก็จะไม่สรรค์สร้างสิ่งใหม่เข้าแทนที่  หากไม่โกรธแค้น ก็จะเฝ้าแต่อดทนรอเวลา ฝันล้มๆแล้งๆว่า สิ่งใหม่จะมาตามกาลเวลา หากไม่มีความหวัง ก็จะมุ่งแต่ทำลายล้างโดยไม่เตรียมการสร้างสิ่งใหม่


การปฏิวัติจึงจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยจากความโกรธแค้นและความหวัง มันจึงเป็นเหรียญเดียวกันที่มีสองหน้า หน้าหนึ่ง การทำลายล้างสิ่งที่เป็นอยู่ให้พังภินท์ อีกหน้าหนึ่ง การก่อตั้งสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิมเข้าแทนที่

 

Evolution หรือที่ในภาษาไทยแปลว่า “วิวัฒนาการ” ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า “กระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไปสู่สภาวะที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้น"  พัฒนาการเกิดขึ้นอย่างช้าๆนี้ไม่สามารถตอบสนองต่อห้วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ประชาชนเกิดความรู้สึกร่วมกันว่า “ไม่ทนกับสิ่งที่เป็นอยู่” และ “ปรารถนาสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม”

 

ท่ามกลางโพสต์ข้อความที่สื่อเชื่อมโยงกับแนวคิดการเมืองในต่างประเทศ   ในลักษณะของการเร่งเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  เหมือนหลายครั้งหยิบยกรูปแบบการปกครองในฝรั่งเศสมานำเสนอ

 

 


ขณะที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ   อีกหนึ่งแกนนำคณะก้าวหน้า  ให้ความเห็นว่า  "สิ่งสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่กำลังเป็นระเบิดเวลา ถ้ายังไม่แก้ไข ไม่ยอมรับความจริง อาจจะเกิดสิ่งที่ทุกคนไม่อยากเห็น คือ ความรุนแรง วิธีหลีกเลี่ยงมีเพียงวิธีเดียว คือ การกลับเข้ามาหาข้อตกลงร่วมกันใหม่ในการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยที่ทุกฝ่ายยอมรับ ส่วนเรื่องแพ้ชนะให้ไปคุยในสภา" 


ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการที่   นายรังสิมันต์ โรม   ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  ไปกล่าวระหว่างการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ว่า   อยากให้มองการชุมนุมด้วยแว่นมนุษยธรรม ข้อเรียกร้องของนักศึกษามี 3 ข้อ หนึ่งในนั้นคือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และเข้มแข็งมาก แต่เราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นระบบที่ถูกสร้างมาโดยไม้ใกล้ฝั่ง สภาที่ร่างรัฐธรรมนูญอายุรวมกันเกินพันปี นิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ไม่มีส่วนร่วมเลย เราจึงต้องกลับมาทบทวนว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ปลดปล่อยโซ่ตรวจเผด็จการ ให้คนรุ่นใหม่ได้สูดอากาศหายใจในแบบที่เขาต้องการ รัฐธรรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องสนองความกระหายอำนาจตั้งแต่ปี 2557 ส่วนข้อเสนอประเภทที่ให้ตั้งคณะกมธ.รับฟังความเห็นนั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่ตรงตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เหมือนเป็นการประวิงเวลา เอาความรู้สึกของคนที่กำลังโกรธแค้นไปขังเอาไว้


"ขอฝากไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่าบาปกรรมทั้งหลายที่ท่านได้ก่อขึ้น วันนี้ประชาชนกำลังทวงถาม นายกฯ จะต้องไม่โยนบาปให้สภา ท่านต้องอธิบายกับนิสิต นักศึกษา และหากนายกฯ ยังปฏิบัติเช่นเดิม ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่คุกเข่าอ่อนวอน ยังพูดจาไม่ดี ประพฤติชั่วเหมือนแต่ก่อน ตนขอเรียนนายกฯ ว่า winter is coming" 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน