สุริยะใส วิเคราะห์การเมืองปีจอ 2561 คสช.เตรียมเปลี่ยนร่างแปลงกาย จับตาบิ๊กตู่แต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ ชี้4ปัจจัยจุดเปลี่ยนการเมือง??

"สุริยะใส" วิเคราะห์การเมืองปีจอ 2561 "คสช.เตรียมเปลี่ยนร่างแปลงกาย" จับตา"บิ๊กตู่"แต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ ชี้4ปัจจัยจุดเปลี่ยนการเมือง??

Publish 2018-01-08 18:46:45

ทิศทางการเมืองร้อนตอนรับ “ปีหมาดุ” ต่อเนื่องจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหลังจากที่ได้ออกยอมรับแบบไม่เหนียมอายแล้ว ถึงสถานะ ปัจจุบัน ในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ว่าตนเป็น “นักการเมือง” ..

 

“ผมเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร และอีกหน่อยก็จะเป็นประชาชน ผมไม่เคยคิดจะเป็นนักการเมืองสักวัน แต่ที่ต้องเป็น เพราะด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่เข้ามาทำงานให้กับประเทศ”

 

 

สร้างความร้อนร้อนให้กับบรรดานักการเมืองทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่เป็นอย่าง ต่างมากันยกโขยง

 

อ่านเพิ่มเติม .. จับตาบทบาทนักการเมืองหน้าใหม่ !! ”บิ๊กตู่เปลี่ยนจากกรรมการมาเป็นผู้เล่นเต็มตัว..ไม่ต้องเหนียมอาย ต่อไป!!??



ล่าสุด  "สุริยะใส กตะศิลา"  รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ถึงสถานการณ์การเมืองในปีนี้  ไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว โดยระบุว่า..

 

วิเคราะห์การเมืองปีจอ 2561

คสช.เตรียมเปลี่ยนร่างแปลงกาย

ผมเห็นว่าสถานการณ์การเมืองในปีนี้มีปัจจัยที่ต้องจับตา เพราะอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองและทำให้ภาพการเมืองที่สลับซับซ้อนมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ยังต้องจับตาความชุลมุนวุ่นวายจากปัญหาการปลดล็อกพรรคการเมือง

 

 

ปัจจัยที่หนึ่ง ปีนี้ถือเป็นปีของการเตรียมการเลือกตั้งกลุ่มก้อนทางการเมืองและพรรคการเมืองทั้งเก่าใหม่หรือพรรคที่สนับสนุน คสช. จะเปิดตัวชัดเจน ส่วนจะมีเลือกตั้งปลายปีนี้หรือใหม่ยังไม่มีใครรับประกันได้ แต่ที่น่าจับตาเราจะเห็นการเปลี่ยนร่างแปลงกายของ คสช. เพื่อเตรียมการ ส่งผ่านอำนาจ ปีนี้คงได้เห็นโฉมหน้าพรรคทหารหรือพรรคที่สนับสนุนทหารและที่ต้องจับตาคือการแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองมากที่สุดในขณะนี้จะปรากฏตัวบนเวทีทางการเมืองชัดขึ้นเข้มขึ้นและไม่เหนียมอายอีกต่อไป

 


ปัจจัยที่สอง โรดแมปเลือกตั้งยังเป็นวาระที่อยากจะปักธงว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่กันแน่และต้องไม่มองข้ามปัจจัยพิเศษที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะแม้แต่ตัวพลเอกประยุทธ์เองครั้งล่าสุดยังพูดในลักษณะปลายเปิดไม่มีหลักประกันว่าการเลือกตั้งจะเกิดเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ฉะนั้นโรดแมปที่อืมครึมเช่นนี้อาจจะเกิดการเคลื่อนไหวกดดันของบรรดาพรรคการเมืองเข้มข้นขึ้นทั้งบนดินและใต้ดินเพราะบรรดานักการเมืองถูกเว้นวรรคมา 4 ปี จึงไม่อาจนิ่งดูดายอีกต่อไป ซึ่งอาจกลายเป็นปมเผชิญหน้าขัดแย้งในปีนี้ได้เช่นกัน

 

 

ปัจจัยที่สาม กระแสปฏิรูปก่อนเลือกตั้งแม้ภาพรวมจะดูริบหรี่ไร้ความหวัง แต่วาระปฏิรูปประเทศก็ยังคาใจประชาชนไม่ได้หดหายไปไหน ซึ่งเชื่อว่าบรรยากาศจะกลับมาอีกครั้งในช่วงหาเสียงเลือกตั้งหรือในครั้งรัฐบาลหน้าเพราะการปฏิรูปเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ฉะนั้นพรรคการเมืองที่ชูธงเรื่องปฏิรูปจะมีความได้เปรียบสูง

 

 

ปัจจัยที่สี ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นตัวแปรของการกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นเป็นรูปธรรมกระแสกดดันเลือกตั้งอาจไม่มีพลังกดดัน คสช.ได้พอ เว้นแต่ว่า คสช.จะชิงกำหนดวันเลือกตั้งในข่วงที่ยังมีคะแนนนิยมเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคที่สนับสนุน คสช. แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่จะส่งผลให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น คสช.คงไม่ดึงเกมซื้อเวลาเพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เข้าสู่ความเสี่ยง.

 

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายสุริยะใส ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ในประเด็น ข้อเสนอ 2 พรรคใหญ่จับมือกัน  .. “ทางรอดประชาธิปไตยหรือแค่ใฝ่ฝันในอำนาจ?”

 

อ่านเพิ่มเติม .. 2 พรรคใหญ่จับมือกันทางรอดประชาธิปไตยหรือแค่ใฝ่ฝันในอำนาจ?” โดย"สุริยะใส กตะศิลา" หนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์ สุดท้ายก็แต่เกมชิงอำนาจ??


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน