ชาวเมืองตรังจูงบุตรหลานแห่ชมปรากฏการณ์พิเศษซูเปอร์มูนสีเลือดใน 150 ปี ต่างตื่นตาตื่นใจเมื่อดวงจันทร์เป็นสีเลือดดวงกลมโต (ชมคลิป)

Publish 2018-01-31 20:49:55

วันที่ 31 มกราคม 2561 ที่โรงเทศบาล 4 วัดมัชฌิมภูมิ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเข้าแถว แห่ชมปรากฏการณ์ซูเปอร์มูนสีเลือดคับคั่ง โดยทางศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดตรังได้นำกล้องโทรทรรศน์ซึ่งเป็นกล้องดูดาว จำนวน 3 กล้อง มาจัดวางให้ได้ชมปรากฏการณ์พร้อมทั้งมีการสอนเกี่ยวกับวิธีการดูดวงดาว ดวงจันทร์ให้แก่นักเรียนได้เสริมความรู้อีกด้วย




สำหรับปรากฏการณ์พิเศษในรอบ 150 ปี ที่สำคัญ คนไทยสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเต็มที่อีกด้วย ซูเปอร์มูนคือพระจันทร์เต็มดวง ที่เกิดขณะที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ใกล้โลกมากที่สุด ทำให้เห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ บลัดมูน หรือ พระจันทร์สีเลือด คือ จันทรุปราคาเต็มดวง แบบที่มองเห็นดวงจันทร์ที่อยู่ในเงามืดของโลกเป็นสีแดงเข้ม ส่วนปรากฏการณ์ จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ค่อนข้างบ่อย ปีละอย่างน้อย 2 ครั้ง บางปีอาจมากถึง 4 - 5 ครั้ง เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกันพอดี หรือใกล้เคียงมาก จันทรุปราคามีทั้งแบบเต็มดวงและบางส่วน สีของดวงจันทร์เมื่อเกิดจันทรุปราคาแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน มีทั้งมืดแทบมองไม่เห็น สีเทา สีน้ำตาล สีแดงเข้ม สีอิฐ และ สีส้ม หากเห็นเป็นสีแดงเข้มเราเรียกว่าพระจันทร์สีเลือด หรือ บลัดมูน


ด้านนางสาวมาลิตา หลีหยัน ครูชำนาญการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง กล่าวว่า สำหรับวันนี้ทางศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ได้นำกล้องโทรทรรศน์ มาจัดกิจกรรมให้ความรู้กับน้องๆ จำนวน 2 กล้อง และ รวมกับ ทางกล้องโรงเรียนเทศบาล 4 วัดมัชฌิมภูมิรวมกันแล้วเป็น 3 กล้อง โดยในช่วงของภาคกลางวัน เราได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ ในฐานดาราศาสตร์ ประมาณ 5 ฐาน พอช่วงค่ำวันนี้ ได้โอกาสมีปรากฏการณ์ เป็น 3 ปรากฏการณ์เลยทีเดียว จึงทำให้น้องๆได้ดูพร้อมทางประชาชนทั่วไป นักเรียนนักศึกษาได้ทำการประชาสัมพันธ์ไปยังเว็บไซต์ของศูนย์ด้วย จึงได้มาเข้าร่วมในวันนี้ โดยวันนี้ที่จังหวัดตรังได้เห็นปรากฏการณ์บางส่วน ไปจนกระทั่ง ครึ่งดวง และคาดว่าคงได้เห็นแบบเต็มดวงสีแดง

ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด   ผู้สื่อข่าวภูมิภาค   สำนักข่าวทีนิวส์   จ.ตรัง



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสุนิภา หนองตรุด
HASTAG :