ชาวประมงพื้นบ้านอำเภอท่าชนะกว่า 100 คน รวมตัวประท้วงเจ้าท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 มาตรฐานและเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อถึงลุงตู่ (มีคลิป)

Publish 2018-06-26 20:28:26

ชาวบ้านในอำเภอท่าชนะกว่า 100 คนรวมตัวเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ โดยอ้างว่าของเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการเข้าข้างนายทุนที่จะเข้ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่เป็นเพิงพักกันแดดกันฝนที่บริเวณชายหาดด้านหน้าที่ดินของนายทุน ที่กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านสร้างขึ้นเพื่อเฝ้าดูแลเรือที่จอดอยู่ในบริเวณชายหาดและในปากร่องน้ำเพื่อป้องกันโจรเข้าลักอุปกรณ์ทำการประมงในวันพรุ่งนี้  แต่ในขณะเดียวกันนายทุนคนดังกล่าวได้นำรถแบคโฮเข้าทำการตัดโค่นป่าโกงกางในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อครอบครองและนำไปออกเอกสารสิทธิซึ่งผู้นำชุมชนไม่เห็นด้วย


ชาวประมงพื้นบ้านอำเภอท่าชนะกว่า100คนรวมตัวประท้วงเจ้าท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 มาตรฐานและเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อถึงลุงตู่

วันนี้(26 มิ.ย.)ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่บ้านปากคลองคันธุลี หมู่ที่ 2ต.คันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 100 คนได้รวมตัวพร้อมป้ายข้อความเรียกร้องข้อความเป็นธรรมผ่านผู้สื่อข่าวไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าเจ้าท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างลำเอียง ที่จะเข้ารื้อถอนเพิงพักที่สร้างอยู่บริเวณชายหาดบ้านปากคลองคันธุลี ที่กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านได้อาศัยหลบแดดบังฝนไว้เฝ้าดูแลเรือที่จอดในบริเวณชายหาดและในคลองปากร่องน้ำ เพื่อป้องกันถูกกลุ่มคนร้ายแอบเข้ามาลักอุปกรณ์ทำการประมงที่อยู่ในเรือ  โดยชาวบ้านระบุว่า ถูกนายทุนอิทธิพลเข้ามาครอบครองพื้นที่ขับไล่ชาวบ้านที่อยู่อาศัยเดิม และนายทุนคนดังกล่าวได้ใช้เครื่องจักรกลหนักเข้าทำการปรับพื้นที่และโค่นล้มป่าโกงกางที่อยู่อย่างหนาแน่นบริเวณริมปากร่องน้ำออกจนหมด จึงเรียกร้องขอให้ทางการเร่งตรวจสอบเหตุการตัดโค่นต้นโกงกางและดำเนินการขัดเด็ดขาดกับนายทุนนดังกล่าง พร้อมขอให้ทางเจ้าหน้าที่ชะลอการรื้อถอนเพิงพัก หากจะรื้อถอนก็ขอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคไปทั้งแนวชายหาดที่มีระยะทางยาวกว่า 200 กิโลเมตรที่มีการก่อสร้างบุกรุกในพื้นที่ชายหาดทั้งหมด พร้อมตัวข้อสังเกตุว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่อาจจะปฎิบัติหน้าที่สนับสนุนกลุ่มนายทุน และรังแกประชาชนที่ยากจน

ชาวประมงพื้นบ้านอำเภอท่าชนะกว่า100คนรวมตัวประท้วงเจ้าท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 มาตรฐานและเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อถึงลุงตู่

นายปณชัย  อินอักษร ชาวบ้านกล่าวว่า เจ้าหน้าที่เจ้าท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะเข้ามาดำเนินรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่เป็นเพิงพักในบริเวณนี้จำนวน 6 หลัง โดยระบุว่ารุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ซึ่งตนและชาวบ้านในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ้าหน้าที่  ซึ่งเพิงพักที่เห็นอยู่มีผู้อาศัยเพียง 2 หลัง 1หลังเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ที่ชาวบ้านต้องการให้มาอยู่ดูแลป้องกันกลุ่มโจรที่แอบเข้ามาลักอุปกรณ์ทำการประมง ซึ่งตนและชาวบ้านได้แต่สงสัยว่าหน่วยงานของรัฐเลือกปฎิบัติหรือเปล่าเนื่องจากตลอดแนวชายหาดมีกลุ่มประมงพื้นบ้านที่ดำเนินการสร้างเพิงพักกันแดดกันฝนเพื่อดูแลเรือไม่ได้เข้ามายึดครอบครองที่ดินแต่อย่างใดประกอบกับแต่ละพื้นที่มีกลุ่มนายทุนลุกล้ำก่อสร้างรุกล้ำลงไปในทะเลกับไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกันกับมาดำเนินการในจุดนี้เพียงแค่ 6 หลังที่สร้างขึ้นมาฃเพียง 3 เดือนเศษประกอบกับพื้นที่ชายหาดบริเวณนี้เป็นหาดปิดไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้อ้างว่าการดำเนินการครั้งนี้มีผู้ร้องเรียนจำเป็นต้องดำเนินการ แต่ในทางกลับกันเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจในพื้นที่พบการบุกรุกตัดโค่นต้นโกงกางอายุกว่า 10 ปีที่เป็นป่าชายเลนบริเวณปากร่องน้ำที่กลุ่มนักเรียนและชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์ให้สัตว์น้ำวัยอ่อนได้อาศัยและเป็นป่ากันชนลดแรงกัดเซาะของคลื่นลม แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการแต่อย่างใด

ด้านนายสุวิช เปาสกุล อดีตผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่าขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการตรวจสอบนายทุนดำเนินการครอบครองพื้นที่ป่าชายเลนพร้อมมีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาตัดโค่นป่าโกงกางเพื่อเตรียมออกเอกสารสิทธิแต่ผู้นำชุมชนไม่ยินยอมเซ็นรับรองให้เรื่อวยังคงค้างอยู่ที่ที่ดินอำเภอ  ในส่วนที่ตนและชาวบ้านที่ไม่มีที่อยู่อีก 1 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ไม่ได้มายึดครองที่ดินเพียงแต่มาอาศัยอยู่ดูแลป้องกันเหตุ ซึ่งตนเองก็ไม่มีรายได้อะไรจึงได้นำสิ่งของเล็กๆน้อยๆมาขายเพื่อเป็นรายได้หากทางการต้องที่จะขับไล่รื้อถอนก็ไม่ได้ขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงแต่ข้องใจว่าทำใมต้องมาดำเนินรื้อเพียง 6 หลังเท่านั้นซึ่งการกระทำของเจ้าหน้าที่จะต้องตอบคำถามต่อความกังขาของชาวบ้าน

ในขณะที่นายนิพนธ์ อำไพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ได้ยืนยันว่าก่อนหน้านี้ประมาณ 3-4 เดือนนายทุนเจ้าของที่ได้นำรถแบคโฮเข้ามาปรับพื้นที่พร้อมทั้งมีการตัดโค่นป่าโกงกางในพื้นที่ป่าชายเลนจริงแต่ไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลผิดกับชาวบ้านที่สร้างเพิงพักอาศัยหลบแดดหลบฝนดูแลเรือกับถูกทางเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการรื้อถอนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก

ภาพข่าว   ณัฐธิดา  เริ่มฤกษ์   ผู้สื่อข่าวภูมิภาคสำนักข่าวทีนิวส์ จ.สุราษฎร์ธานี 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวภูมิภาค

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

น.ส. ณัฐธิดา เริ่มฤกษ์
HASTAG :