ศาลกันทรลักษ์ ศรีสะเกษ ตัดสินประหารชีวิตผู้กองเหน่งฆ่า ผอ.อ้อย

Publish 2019-03-14 15:22:19

เมื่อเวลา  11.00  น.วันที่  14  มี.ค. 62  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่บัลลังก์  4  ศาล  จ.กันทรลักษ์  อ.กันทรลักษ์  จ.ศรีสะเกษ  องค์คณะผู้พิพากษาศาล  จ.กันทรลักษ์  ได้อ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่  อ.81/2561  ระหว่างพนักงานอัยการ  จ.กันทรลักษ์  เป็นโจทก์  โดยมี  ร.อ.ศุภชัย  ภาโส  หรือผู้กองเหน่ง  เป็นจำเลยที่  1  กับพวกรวม  4  คน  โดยจำเลยที่  2  คือ  นางสุชาวดี  ปทุมอินทน์  นายวิฑูรย์  ท้าวแก้ว  จำเลยที่  3  และนายประกรรษวัต  คณะพันธ์  จำเลยที่  4  ฐานความผิดต่อชีวิต   ความผิดต่อเสรีภาพ  ความผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม  ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร  ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเลกทรอนิกส์  ลักทรัพย์  รับของโจร  โดยจำเลยที่  1  คือ  ร.อ.ศุภชัย  ภาโส  หรือผู้กองเหน่ง  ได้ถูกฟ้องว่า  ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง  ทำให้  น.ส.จุฑาภรณ์  อุ่นอ่อน  อายุ  37  ปี  ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย  และฆ่า  น.ส.จุฑาภรณ์  โดยไตร่ตรองไว้ก่อน  ลอบฝังซ่อนเร้น  ย้ายหรือทำลายศพ  หรือส่วนของศพ  เพื่อปิดบังการตาย  หรือเหตุแห่งการตาย  ทำให้เสียหาย  เคลื่อนย้ายส่วนของศพโดยไม่มีเหตุอันควร  ลักทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่  ยี่ห้อ  ไอโฟนรุ่น  5  เอส  สร้อยคอทองคำ  แหวนทองคำ  เงินสด  เข้าถึงซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น  และฟ้องจำเลยที่  2 – ที่  4  ว่า  ร่วมกันลักทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่  ยี่ห้อไอโฟน  รุ่น  5  เอส  สร้อยคอทองคำ  แหวนทองคำ  หรือร่วมกับรับของโจร  ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม 

 

ซึ่งศาลได้วิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์  โจทก์ร่วมทั้ง  4  และจำเลยที่  1  แล้ว  ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  จำเลยที่  1  กระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง  ทำให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฆ่าผู้ตาย  ฐานลอบฝังซ่อนเร้น  ย้ายหรือทำลายศพ  ฐานลักทรัพย์โทรศัพท์  ยี่ห้อไอโฟน  ฐานลักทรัพย์รถยนต์  สร้อยคอทองคำ  แหวนทองคำ  ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้ใด  หรือยึดไว้ซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น  ฐานปลอมเอกสาร  ฐานฉ้อโกง  ฐานฆ่าผู้อื่น  ศาลพิพากษาว่า  ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่  1  คือ  ร.อ.ศุภชัย  ภาโส  หรือผู้กองเหน่ง  สถานเดียว  ในส่วนคดีแพ่ง  ให้จำเลยที่  1  คือ  ร.อ.ศุภชัย  ชำระค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ แก่โจทก์ร่วมทั้ง  4  เป็นเงิน  300,000  บาท  ชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่  1  เป็นเงิน  324,000  บาท  ชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่  2  เป็นเงิน  216,000  บาท  ชำระค่าขาดไร้อุปการะและขาดแรงงานในครัวเรือนแก่โจทก์ร่วมที่  3  เป็นเงิน  216,000  บาท  และชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่  4  เป็นเงิน  1,320,000  บาท  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  2,760,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ  7.5  ต่อปี  สำหรับจำเลยที่  2 – ที่  4  ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา  เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์  และโจทก์ร่วมทั้ง  4  ฟังไม่ได้ว่า  จำเลยที่  2 – ที่  4  ไม่ได้กระทำความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด

 

 

 

 

 

 

 

 



นายพายัพ  สนองไทย  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล  จ.กันทรลักษ์  กล่าวว่า  คดีนี้มีอัตราโทษสูง  ดังนั้น  จึงต้องส่งไปให้ศาลอุธรณ์ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  โดยคดีนี้องค์คณะศาล  จ.กันทรลักษ์  ได้ผลัดกันอ่านคำพิพากษา  ตั้งแต่เวลา  09.00  น.ถึงเวลาประมาณ  10.30  น.ทั้งนี้เนื่องจากว่า  ได้มีการพิจารณาพยานหลักฐานทุกฝ่ายอย่างละเอียดรอบคอบ 

 

นายบุญเลิศ  อุ่นอ่อน  อายุ  63  ปี  พ่อของ  ผอ.อ้อย  กล่าวว่า  ตนพอใจคำพิพากษาของศาลที่ให้ความเป็นธรรมกับตนและครอบครัว  ญาติพี่น้อง  ซึ่งตนต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  พล.ต.ต.สุรเดช  เด่นธรรม  ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ  และคณะ  เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน  ตำรวจภูธรภาค  3  เจ้าหน้าที่ตำรวจ  สภ.กันทรลักษ์  เจ้าหน้าที่ตำรวจ  สภ.บึงมะลู  และญาติพี่น้องทุกคน  ที่ได้เข้ามาช่วยในการติดตามหาร่างของ  ผอ.อ้อย  ลูกสาวของตน  จนกระทั่งสามารถนำตัวฆาตกรโหดรายนี้มาลงโทษตามกฎหมายได้

 

นางแหลม  อุ่นอ่อน  อายุ  61  ปี  แม่ของ  ผอ.อ้อย  กล่าวว่า  ตนขอขอบคุณศาล  จ.กันทรลักษ์  และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความเป็นธรรมในคดีนี้ให้กับตนและครอบครัว  ซึ่งถึงแม้ว่า  ศาลจะตัดสินประหารชีวิตผู้กองเหน่งไปแล้ว  แต่ว่าชีวิตลูกสาวของตนคงไม่สามารถเอากลับคืนมาได้  สงสารแต่หลานสาวตัวเล็ก ๆ ที่ต้องกำพร้าแม่  แต่อย่างไรก็ตาม  ตนก็ถือว่าผู้กองเหน่งได้รับโทษอย่างสาสมกับความผิดที่ก่อขึ้นแล้ว

 

 

 

 


ทางด้าน  พล.ต.ต.สุรเดช  เด่นธรรม  ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ  กล่าวว่า  คดีนี้ตนได้รับมอบหมายจากหน่วยเหนือให้ติดตามคลี่คลายคดีอย่างเร่งด่วน  ซึ่งปรากฏว่าต้องใช้ระยะเวลานานนับเดือน  จึงสามารถที่จะรวบรวมพยานหลักฐานจนถึงการจับกุมผู้ต้องหามาลงโทษตามกฎหมายได้  ซึ่งคดีนี้  ตนและพนักงานสอบสวน  รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

 

น.ส.ภัทรพร  ทองสุทธิ์  รองประธานสภาทนายความ  จ.กันทรลักษ์  ซึ่งเป็นทนายความของโจทก์ร่วมคดีนี้  กล่าวว่า  คดีนี้  นายประสิทธิศักดิ์  ฝอยทอง  ประธานสภาทนายความ  จ.กันทรลักษ์  และตน  ได้ช่วยกันว่าความในฐานะทนายความของโจทก์ร่วม  ซึ่งคำพิพากษาของศาลออกมา  ทำให้ตนและครอบครัวของผู้เสียหายพอใจ  แต่ว่าอย่างไรก็ตาม  ในส่วนของคดีแพ่งนี้  คงจะต้องมีการอุธรณ์  เนื่องจากว่าได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายต่าง  ๆ จากจำเลยให้กับโจทก์ร่วม  เป็นจำนวนเงินประมาณ  4  ล้านบาทเศษ  แต่ศาลพิพากษาให้จำเลยที่  1  ชำระค่าเสียหายเพียง  2  ล้านบาทเศษเท่านั้น  ซึ่งจะได้หารือเรื่องนี้กับนายประสิทธิศักดิ์  และพ่อแม่  ญาติพี่น้องของ  ผอ.อ้อย  เพื่อยื่นอุธรณ์ในทางแพ่งต่อไป

 

 

 

 

 

ชยงค์  มณีพันธุ์เจริญ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักข่าวทีนิวส์  จ.ศรีสะเกษ  

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวภูมิภาค

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายศิริเกษ หมายสุข