ด้วยอำนาจบารมีแห่งพระเจ้าแผ่นดิน!! ปาฏิหาริย์ สัญลักษณ์ตราแผ่นดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าหลวง พระราชทานให้เพื่อแก้อาถรรพ์ !!

ด้วยอำนาจบารมีแห่งพระเจ้าแผ่นดิน!! ปาฏิหาริย์ "สัญลักษณ์ตราแผ่นดิน" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าหลวง พระราชทานให้เพื่อแก้อาถรรพ์ !!

Publish 2017-06-29 16:22:04


            ปาฏิหาริย์ในสังคมของเราในปัจจุบันนั้นมีให้เราได้สัมผัสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไร ไม่ว่าจะเป็น ดวงวิญญาณ รวมไปถึงสิ่งสูงค่า อย่าง ตราแผ่นดิน ของพระมหากษัตริย์ ขึ้นชื่อว่าดวงตราแผ่นดิน ย่อมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ประกอบด้วยสิทธิอำนาจ ตบะเดชะ ข่มอาถรรพณ์ กันและแก้คุณไสยฯ เป็นที่เกรงกลัวของเหล่าภูติวิญญาณร้าย ในอดีตสมเด็จพระพุฒาจารย์โตก็เคยนำเอาตราแผ่นดินมาประทับหลังพระสมเด็จของท่านจนเป็นที่เลื่องลือในพุทธานุภาพ

            ในปัจจุบันทางวัดมหาพฤฒารามวรวิหาร ได้จัดสร้างวัตถุมงคลพระพุทธรูปอินทร์แปลง หลังประทับตราแผ่นดินขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งของดีมีมงคลแห่นแผ่นดินสยาม สัญลักษณ์ตราแผ่นดิน อันเป็นตราประจำของวัดมหาพฤฒารามวรวิหาร ถือเป็นตราอาญาสิทธิ์ของคนโบราณ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถ้ามีการตัดถนนที่ใด ที่เจอไม้ใหญ่และคนทำงานเจออาถรรพณ์ล้มเจ็บล้มตาย ก็จะใช้ตราแผ่นดินไปติดและอ่านโองการ ต้นไม้ใหญ่ที่ทรงอาถรรพณ์จะล้มลงเอง ผู้ที่ถือตราแผ่นดินหรือมีตราแผ่นดินพกติดตัวจึงเป็นผู้ที่มีบารมี มีอำนาจ ยิ่งหากบุคคลใดที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตั้งอยู่ในสุจริตธรรมแล้ว บุคคลผู้นั้นย่อมมีพลังเร้นลับจากตราแผ่นดินอันเป็นตรามหามงคลตามรักษา ดั่งเทวดาตามตัว



                 เมื่อครั้ง พระพุทธเจ้าหลวง โปรดเกล้าให้สร้างทางรถไฟ ที่ดงพญาเย็น ซึ่งรู้กันดีว่า ในป่าดงพญาเย็นแห่งนี้ มีอาถรรพ์ และภูตผี มากมาย ในขณะที่สร้างทางรถไฟนั้น ต้องทำการตัดต้นไม้เพื่อทำให้การสร้างทางรถไฟดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อย เนื่องด้วยต้นไม้นั้นเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่มาเจ้าที่เจ้าทาง เทวดาอารักข์ สิงสถิตอยู่นั้น ทำให้เกิดอาถรรพ์ต้นไม้ คนงานล้มตายเป็นจำนวนมาก เล่าว่าเจ้าหน้าที่และคนงานที่สร้างทางรถไฟ ถูกผีหลอกหลอนเป็นไข้หัวโกร๋นตามๆ กันซ้ำยังมีเทือกเขาอยู่หลายแห่งขวางเส้นทาง ความจริงจะตัดหรือระเบิดอ้อมไปด้านข้างเคียงก็พอจะทำได้ แต่เส้นทางจะคดเคี้ยวดูไม่สวยงาม จึงต้องทำการระเบิดภูเขา โดยที่วิศวกรชาวฝรั่งเศส พยายามจะระเบิดทำลายเพื่อจะทำทางรถไฟผ่านอยู่หลายครั้งหลายคราแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เป็นความหนักใจให้แก่บรรดานายช่างเป็นอย่างยิ่ง เกือบจะพากันหมดอาลัยล้มเลิกความตั้งใจเสียแล้ว จึงปรึกษากันว่าควรทำอย่างไรดี ขณะนั้นมีท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งแนะนำในทางไสยศาสตร์ว่า สถานที่แห่งนี้ คงมีผีเจ้าป่าหรือเจ้าที่เจ้าทาง ควรทำบัตรพลีเซ่นสรวง บนบานศาลกล่าว ให้องค์เทพารักษ์อนุญาตตามประเพณีไทยแต่โบราณ แต่ไม่มีใครเห็นด้วยเพราะนายช่างเป็นคนหัวใหม่ ปรากฏว่า การระเบิดภูเขาก็ไม่เป็นผลสำเร็จอยู่ดี ชาวบ้านแห่งนั้นบอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เคยแสดงมหาอิทธิฤทธิ์ปรากฏแก่ชาวบ้านและพรานให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง เช่น ถ้ามีคนตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้น หรือ ปัสสาวะบริเวณโคนไม้ใหญ่ ก็จะมีอันเป็นไป คือ ล้มป่วย เจ็บเนื้อเจ็บตัว ปวดหัว เป็นไข้ หรือเป็นลมชักน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือก ต้องหาคนไปทำกระทงบัตรพลีเซ่นสรวงขอขมา ถ้าใครไม่เชื่อล้มเจ็บถึงตายก็มี 

            จนกระทั่งความทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) พระองค์จึงโปรดให้นำตราแผ่นดินไปประทับตรงโคนต้นไม้ใหญ่บริเวณนั้นเป็นการ เอาเคล็ด เล่ากันว่า พอต้นไม้ใหญ่แห่งนั้นถูกตราแผ่นดินพระราชทานตีประทับลงที่โคนแล้ว ก็ให้มีอันกิ่งใบแห้งเหี่ยวยืนต้นตายไป และมีพระราชกระแสรับสั่งให้นายช่างระเบิดหินต่อไป แต่ก็มีการเล่ากันว่าชาวบ้านบางคนกลัวไม่กล้าระเบิดต่อ เนื่องจากมีนายช่างและคนงานบางคนเป็นไข้ป่าเจ็บหนักจนถึงเสียชีวิต พระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) จึงโปรดเกล้าให้สร้างศาลเพียงตาขึ้นที่ใกล้เงื้อมผา การระเบิดทำทางรถไฟ จึงดำเนินต่อไปโดยไร้อุปสรรค

รายละเอียด.. (http://www.tnews.co.th/contents/330414)

           

            ส่วนบนสุดตรงกลาง คือ ภาพพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี หมายถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกฎเป็นภาพจักรและตรีไขว้ เรียกว่า ตรามหาจักรี อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแทนนามราชวงศ์จักรี ความหมายโดยรวมจึงแปลว่า พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี

            ทางด้านซ้ายและขวาของพระมหาพิชัยมงกฎเป็นรูปฉัตร 7 ชั้น อันเป็นเครื่องหมายแห่งราชาธิปไตย ที่เป็นฉัตร 7 ชั้น ก็เพราะว่าเป็นฉัตรสำหรับใช้ประกอบกับนพปฏลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น) ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงพระราชอิสริยศของพระมหากษัตริย์ การใช้รูปดังกล่าวจึงเป็นการประกาศให้รู้ว่า ดินแดนสยามอยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นสยามินทราธิราช
           ใต้ลงมาเป็นรูปโล่แบ่งออกเป็น 3 ห้อง โดยส่วนบนแบ่งเป็น 1 ห้อง ส่วนล่างเป็น 2 ห้อง มีความหมายดังนี้

- ห้องด้านบนเป็นภาพช้าง 3 เศียร หมายถึง สยามเหนือ, สยามกลาง และสยามใต้ พื้นโล่เป็นสีเหลือง
- ห้องล่างด้านขวาเป็นภาพช้างเผือก หมายถึงประเทศราชลาวล้านช้าง (กรุงศรีสัตนาคนหุต) พื้นโล่เป็นสีแดง
- ห้องล่างด้านซ้ายเป็นภาพกริชคดและกริชตรงไขว้กัน หมายถึง หัวเมืองประเทศราชมลายู พื้นโล่เป็นสีชมพู ความหมายโดยรวมของรูปสัญลักษณ์ภายในโล่จึงหมายถึงขอบขัณฑสีมาทั้งหมดของประเทศสยามในเวลานั้น
       



           
เครื่องหมายอื่นๆ ที่แทรกอยู่ในตรา แต่เห็นได้ไม่สู้ชัดเจนนัก คือ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5 อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ ดังบรรยายต่อไปนี้

- ตรงกลางภาพส่วนบนสุดเป็นภาพพระมหาพิชัยมงกุฎ
- บนมุมซ้ายด้านบนของโล่เป็นส่วนหนึ่งของพระแสงขรรค์ชัยศรี และพระแส้หางจามรี
- บนมุมขวาด้านบนของโล่เป็นส่วนหนึ่งของธารพระกรไม้ชัยพฤกษ์ และพัดวาลวิชนี
- ส่วนฉลองพระบาทเชิงงอนแยกอยู่ริมฐานฉัตรด้านละ 1 ข้าง
- เบื้องหลังตราแผ่นดินที่มีลักษณะเป็นจีบคล้ายผ้าม่าน คือ ฉลองพระองค์ครุยทอง
- องค์พระราชลัญจกรตราแผ่นดินนั้นเป็นตรากลม มีอักษรตามขอบพระราชลัญจกรจารึกไว้ว่า "สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม"

 

 

ที่มาจาก : http://www.baanjompra.com/

              เพจ ตามรอยพ่อ 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ

ติดตามข่าวอื่นๆ