รักแรกพบของในหลวง..ครบรอบ ๖๘ ปี ในหลวงทรงประกอบพิธีหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ทรงตรัส.."เห็นแล้ว..น่ารักมาก" #วันนี้ในอดีต (คลิป)

Publish 2017-07-19 09:43:12

                 เนื่องในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม เป็นวันที่ สมเด็จพระราชชนนี (สมเด็จย่า) ได้รับสั่งขอ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อหม่อมเจ้านักขัตมงคล โดยพิธีหมั้นได้จัดขึ้นอย่างเงียบๆ เรียบง่าย ณ โรงแรมวินด์เซอร์ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสวมพระธำมรงค์เป็นของหมั้นต่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งเป็นพระธำมรงค์องค์เดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมอบต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี



            ปี พุทธศักราช ๒๔๙๑ ขณะที่หม่อมเจ้านักขัตรมงคลรับราชการในฐานะเอกอัครราชทูตนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จจากเมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มายังชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงได้มาเฝ้ารับเสด็จ

 

            ในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนีมีรับสั่งให้พระราชโอรสทอดพระเนตรหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรด้วยว่าสวยน่ารักไหม ท่านผู้หญิงเกน หลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนเล่าใน “บันทึก เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ว่า หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ไม่ไช่ใครอื่น เป็นหลานแท้ๆ ของสมเด็จย่า และเป็นคนดี หม่อมหลวงบัวก็เป็นลูกสาวเจ้าพระยาวงศาฯ ซึ่งเป็นคนดี ซื่อตรง และยังทรงกำชับว่า ถึงปารีสแล้วโทรฯ บอกแม่ด้วย ท่านผู้หญิงเกนหลงทรงเล่าในบันทึกต่อมาว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ ถึงปารีสแล้ว จึงโทรศัพท์ตอบคำถามพระราชชนนีว่า “เห็นแล้วน่ารักมาก”

 

            วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ในระหว่างเสด็จประทับยังต่างประเทศ ขณะที่พระองค์ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเฟียส ทอปอลิโน จากเจนีวาไปยังโลซาน ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัส หลังการถวายการรักษา พระองค์มีพระอาการแทรกซ้อนบริเวณพระเนตรขวา แพทย์จึงถวายการรักษาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง หากแต่พระอาการยังคงไม่ดีขึ้น กระทั่งวินิจฉัยแล้วว่าพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรผ่านทางพระเนตรขวาของพระองค์เองได้ต่อไปแล้ว จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตรปลอมในที่สุด ทั้งนี้ ม.ร.ว. สิริกิติ์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการเป็นประจำจนกระทั่งหายจากอาการประชวร

”ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ ทรงประสบอุบัติเหตุ ก็มีรับสั่งให้ครอบครัวเราเข้าเฝ้า เพราะทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเนตรและพระ เศียร คุณแม่ก็เข้าไปก่อน ตอนเข้าเฝ้าฯ ก็ให้จับพระหัตถ์ท่านแล้วบอกชื่อ พอถึงสมเด็จฯ ท่านก็ทูลว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เพคะ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงจับมืออยู่นานพอสมควรเลย”    

               อันเป็นเหตุที่ทำให้ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นต้นเหตุให้เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ สมเด็จพระราชชนนีได้รับสั่งขอ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อหม่อมเจ้านักขัตมงคล โดยพิธีหมั้นได้จัดขึ้นอย่างเงียบๆ เรียบง่าย ณ โรงแรมวินด์เซอร์ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสวมพระธำมรงค์เป็นของหมั้นต่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งเป็นพระธำมรงค์องค์เดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมอบต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี

               จนวันที่ ๑๒ สิงหาคม ปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบในงานเลี้ยงอันเรียบง่าย ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

พระคู่หมั้น

          ต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วประเทศว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน รัฐบาลในขณะนั้นพยายามติดตามข่าวนี้ด้วยความเอาใจใส่ จอมพล ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ โทรเลขสอบถามไปยังหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร แต่ก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงข่าวนั้นอยู่จนใกล้จะสิ้นเดือนสิงหาคมแล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ทรงรับสั่งว่า ยังไม่ได้รับทราบเรื่องเช่นกัน

 

           ในไม่ช้านัก หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพมหานครหลายฉบับ ได้รายงานข่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาคนโต ของท่านเอกอัครราชทูตไทย ประจำสำนักเยมส์ในกรุงลอนดอน เป็นที่แน่นอน โดยได้รับการยืนยันมาจากตำหนักวิลลาวัฒนา โลซานน์ กล่าวคือ หลวงประเสริฐไมตรี ราชเลขานุการประจำโลซานน์ได้มีหนังสือถึงหม่อมเจ้านิกร เทวัญ ราชเลขานุการ (ได้รับวันที่ ๕ กันยายน) ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระกระแสรับสั่งให้แจ้งมาทางรัฐบาลให้ทราบเป็นทางการว่า พระองค์ได้ทรงประกอบพิธีหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร อย่างเงียบๆแล้ว ณ ที่ประทับในโลซานน์ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ และได้แจ้งมาให้ทราบเป็นทางการแล้ว เข้าใจว่าหนังสือดังกล่าวนั้นคงส่งถึงเมืองไทยเรียบร้อย และเชื่อว่าทางรัฐบาลจะได้ประกาศให้ประชาชนทราบในเร็ววัน วันรุ่งขึ้นที่ ๖ กันยายน หม่อมเจ้านิกร เทวัญ ราชเลขานุการจึงได้ออกมายืนยันข่าวนี้

              เมื่อข่าวการหมั้นของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่รู้กันทั่วไปเช่นนี้ ปวงชนชาวไทย จึงใคร่ที่จะรู้ถึงเบื้องหลังของการหมั้นและเรื่องราวของผู้ที่จะมาเป็นพระราชินี ดังนั้นหนังสือพิมพ์ไทย ฉบับวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๒ จึงได้นำเสนอเรื่องราวที่สรุปได้ว่า

            ในราวเดือนกรกฎาคม ในหลวงได้มีรับสั่งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากรไปเฝ้าที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ประทับอยู่ที่สวิต ๓ วัน คือวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๒

           ในวันที่ ๑๘ ในหลวงเสด็จไปพบหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ที่โรงแรมที่พัก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งถึงเรื่องการหมั้นกับหม่อมเจ้านักขัตรมงคล

           วันรุ่งขึ้นที่ ๑๙ กรกฎาคม ก่อนหน้าวันเกิด ม.ร.ว.สิริกิติ์ ๒๐ กว่าวันนั้น ในหลวงทรงนำแหวนเพชร ซึ่งทำหนามเตยเป็นรูปหัวใจของพระราชบิดาที่ประทานให้สมเด็จพระราชชนนี ไปพระราชทานแด่ ม.ร.ว.สิริกิติ์ พร้อมกับมีรับสั่งว่า “เป็นแหวนที่มีค่าอย่างยิ่งและเป็นของที่ระลึกด้วย”

            สำหรับข่าวเกี่ยวกับการหมั้นนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อต้นเดือนสิงหาคมนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จจากโลซานน์ เป็นการส่วนพระองค์ไปที่กรุงลอนดอน ผ่านกรุงปารีส โดยที่หนังสือพิมพ์ในกรุงลอนดอนไม่ทราบข่าวเลย พระองค์ทรงประทับอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ที่ตำบลแอชเบิร์น อย่างเงียบๆ จนถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันเกิดครบรอบ ๑๗ ปีของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร


          ในวาระวันมงคลนี้เอง ตามข่าวเดิมว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระธำมรงค์วงหนึ่งให้เป็นของขวัญวันเกิด ซึ่งเป็นวงเดียวกับที่สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงหมั้นพระราชชนนี จึงเป็นต้นเหตุของข่าวลืออย่างไม่เป็นทางการว่า ในหลวงทรงหมั้น จนมีการติดตามสอบถามเรื่องราวในเวลาต่อมา

           หลังจากวันเกิดของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน จนกระทั่งวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงได้เสด็จกลับโลซานน์

 

            สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับผู้ที่จะมาเป็นพระราชินีนั้น ได้รับการเปิดเผยจากผู้ใกล้ชิดว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดหลังจากที่พระองค์ได้สบพระเนตรที่กรุงปารีสเพียงไม่ถึงปี ดังนั้นในโอกาสที่ในหลวงเสด็จประพาสเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ก็จะเสด็จไปยังสถานเอกอัครราชทูต ซึ่งขณะนั้นหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ยังเป็นเอกอัครราชทูตอยู่และพระองค์ได้ทรงรู้จักกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงโปรดการเสด็จประพาสกรุงปารีสโดยทางรถยนต์บ่อยครั้ง จึงทรงคุ้นเคยและได้ประทับฟังเปียโนฝีมือของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งมีความสนใจและมีความสามารถมาตังแต่ครั้งอยู่เมืองไทย

            เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประสบอุบัติเหตุโดยรถยนต์ ได้มีรับสั่งให้โทรเลขเรียก หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ให้ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ทันที หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ทรงนำธิดาทั้งสองไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โลซานน์ และพักอยู่ ๒-๓ วัน ต่อมาหม่อมบัว กิติยากร พระมารดากับหม่อมราชวงศ์ บุษบา กิติยากร ได้ถวายบังคมลากลับกรุงลอนดอน ส่วนหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร นั้นคงประทับอยู่กับสมเด็จพระราชชนนีที่โลซานน์และได้ศึกษาต่ออยู่ที่นั่น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยในการฟังเปียโน ฝีมือของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร อยู่เสมอ

             วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๒ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า รัฐบาลได้รับสำเนาจดหมายจากราชเลขานุการประจำพระองค์ในขบวนเสด็จ (คือ หลวงประเสริฐไมตรี) ซึ่งได้แจ้งมายังราชเลขานุการประจำพระองค์ (คือ หม่อมเจ้านิกร เทวัญ) และ สำเนาโทรเลขจากหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนถึงกระทรวงการต่างประเทศ รายงานเรื่องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๒ ณ โลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ

 

             ในครั้งนั้นรัฐบาลได้มีดำริไว้ก่อนว่าหากข่าวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร จริงแล้ว รัฐบาลจะจัดงานฉลองการมงคลให้ครึกครื้น อันเป็นการถวายความจงรักภักดี แต่เมื่อทราบถึงพระราชประสงค์ในการหมั้นครั้งนี้ว่า พระองค์ทรงได้ทำเป็นการภายใน รัฐบาลจึงไม่อาจขัดพระราชประสงค์ได้ จึงได้โทรเลขถวายพระพรในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทย พร้อมกับโทรเลขของประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา

ข่าววิทยุโทรเลขจากกรุงลอนดอน วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๒ นั้นได้รายงานว่า

“การประกาศข่าวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาแห่งเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ได้ทำให้สถานเอกอัครราชทูตไทยเป็นที่ซึ่งมีผู้คนไปกันคับคั่งตลอดวันวานแต่บ่ายไปจนถึงค่ำ ส่วนโทรศัพท์ก็ดังอยู่ไม่ขาดระยะ ล้วนเป็นผู้ที่ไปแสดงความยินดีและสอบถามว่าข่าวสำหรับบริการหนังสือพิมพ์อังกฤษและสำนักสื่อข่าวนานาชาติ

 

 

อ้างอิงจาก : กลุ่มพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน

ขอบคุณที่มา : belovedqueen.com  wikipedia 

ขอบคุณคลิปจาก : Youtube tv4uplayback1



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ