ด้วยพระเมตตาแห่งองค์ราชินี!! ทรงห่วงใย..เมื่อเห็นราษฎรปวดท้องอย่างหนัก ทรงติดต่อไปที่ในหลวง..ทำให้หญิงคนหนึ่งมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงวันนี้ !!

Publish 2017-08-12 14:34:31

             มหาราชินีผู้อยู่เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าในหลวงจะเสด็จไปที่ใด ภาพที่คุ้นตาที่มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงยืนเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้นเป็นภาพที่ประทับใจคนไทยทั้งแผ่นดิน และด้วยน้ำพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายหาที่สุดมิได้ เรื่องเล่าสุดประทับใจแห่งพระเมตตาขององค์ราชินีแห่งแผ่นดิน จากคุณยายวัย ๗๐ ปี ที่ปวดท้องแต่อยากที่จะเข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมีของในหลวงและองค์ราชินี 

         



             คุณยายซุบ สามร้อยยอด เป็นหญิงชาวบ้านวัย ๗๐ ปี แห่ง บ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ยากจนมาตังแต่ยังสาวจวบจนวันนี้ หากแต่แกกลับยืนยันว่า แกมีอดีตที่มีความหมายต่อชีวิตของแก อดีตที่หมายถึงชีวิตใหม่ ไม่ว่าแกจะยังจนต้องขอเงินลูก ๆ ๙ คนใช้ดังเช่นทุกวันนี้หรือจะมั่งมีศรีสุข ถูกหวยรวยเบอร์อย่างไรก็ตาม แกไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น เหตุการณ์ที่ล่วงเลยมานานกว่า ๔๐ ปี การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฏรบ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี ไม่เพียงทำให้หมู่บ้านที่ยากจน ล้าหลัง ไม่มีแม้ถนนที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น หากแต่การเสด็จพระราชดำเนินในครานั้นได้ทำให้หญิงคนหนึ่งมีชีวิตยืนยาวต่อมาจนถึงวันนี้ 

             ยายเล่าว่า ตอนนั้นไปรับเสด็จที่ตีนถ้ำไทรในหมู่บ้าน ท่านเสด็จฯ มาทางเหนือ ตอนนั้นยายป่วยเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ไม่รู้หรอกนะตอนนั้นว่าเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องนอนซม คนในบ้านบอกในหลวงจะมา ก็อยากเห็นในหลวง อยากไปรับเสด็จ แต่ปวดท้องจนเดินไม่ไหว ก็ให้คนหามไป ใส่เกวียนไปเลย 
 

              ตอนนั้นยายคิดว่า อยากเห็นตัวจริงๆ ใกล้ๆ  คิดในใจว่ายอมตายได้ แต่ขอไปรับเสด็จก่อน แลกตัวแลกชีวิตกันเลย พูดง่ายๆ ว่าวัดดวงเอาเลย อีกอย่างตอนนั้นถ้าเราไปหาหมอก็ลำบาก เพราะน้ำแห้ง เรือเครื่องก็ไม่มี ถ้าไปก็คงไปไม่ถึง มันคงจะตายก่อน 

              แต่ยายเล่าว่า ตอนั้นก็ได้เห็นในหลวง แต่ก็เห็นห่างๆ แล้วก็เห็นไม่นานเพราะว่าพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ ไปที่ตีนเขาอีกลูกคนละฟาก ทรงไปดูเรื่องที่จะระเบิดเขาทำทางเข้าออกหมู่บ้าน และตอนนั้นไส้ติ่งกำลังจะแตก เงินสักบาทก็ไม่มีติดตัว

               พอดีว่าพระราชินีท่านทรงเยี่ยมเยียนราษฏร แล้วทอดพระเนตรเห็นเรานั่งหน้าซีด พิงเพื่อน คือตอนนั้นมันไม่ไหวจริงๆ พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นก็คงสังเกตได้ว่าอาการเราไม่ดี พระองค์ก็ถามว่า

"เป็นอะไร"  ท่านบอกให้พูดธรรมดาก็ได้

เราบอกว่า "เจ็บท้อง"

พระองค์ท่านตรัสถามต่อว่า "เจ็บมากี่วันแล้ว"  

เราก็บอกว่า "เจ็บมาครึ่งเดือนเห็นจะได้" ท่านก็เลยบอกให้หมอที่มาด้วยตรวจดู 

          ในตอนนั้นหมอบอกว่า "ไส้ติ่งกำลังจะแตก" พอหมอบอกอยางนั้น พระองค์ท่านก็ทรงติดต่อไปที่ในหลวงซึ่งทรงอยู่ที่ตีนเขาอีกลูก เพราะยายเห็นในหลวง พระองค์ท่านทรงวิ่งจากตีนเขาลูกโน้นมาเลย ห่างกันถึง ๑ กิโล (แค่นี้ก็ตื้นตันแทนคุณยายแล้ว) ยายดีใจแล้วก็ปลื้มใจแบบมากๆ ตอนแรกคิดว่ากำลังจะตายนี่ คิดว่าตัวเองรอดแน่ มันมีกำลังใจ คิดว่าขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังเอาใจใส่เราขนาดนี้ เราจะตายไม่ได้ 

            พอในหลวงเสด็จมาถึง พระองค์ตรัสว่า

"ให้เอา ฮ. มารับ เดี๋ยวเราจะกลับทางเรือเอง ให้เอาคนไข้ไปส่งก่อน"

           พอพระองค์ท่านตรัส หมอสองคนก็หิ้วปีกเราไป ในหลวงท่านทรงเมตตาเราไปจนถึงเครื่อง พอเราขึ้นไป ก่อนที่ประตู ฮ. จะปิด เราก็มองลงมาเห็นในหลวง ท่านทรงโบกพระหัตถ์ เราซาบซึ้งมาก ยิ่งบอกตัวของเราเลยว่าเราจะตายไม่ได้ ถ้าไม่มีในหลวงและพระราชินีในวันนั้น ก็ต้องตายแน่ เพราะหมอบอกว่า มาช้ากว่านี้แค่ ๒-๓ นาที ก็ไม่รอดแล้ว แล้ววันนั้นอย่างที่บอกว่าเรือเครื่องก็ไม่มี น้ำก็แห้ง ไม่รู้ใช้เวลาครึ่งวันจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าในหลวงไม่เสด็จมาที่นี่ วันนั้นก็ตายแน่ ตายทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรตาย 

          ชีวิตทุกวันนี้ถึงฉันแก่แล้ว แต่เมื่อนึกถึงวันนั้นทีไรรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ทุกที ตอนนั่งดูโทรทัศน์ เวลาเห็นท่าน เราก็จะพนมมือไหว้ตลอด รู้สึกว่าท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเรา ตอนนั้นอยู่บน ฮ. รู้แต่ว่าพอบินขึ้นไปพักใหญ่หมอก็ถามว่าเป็นยังไงบ้าง เราพูดไม่ค่อยไหว แต่ก็บอกไปว่าปวดท้อง บน ฮ. นอกจากเรา ก็มีหมออีก ๒ คน แล้วก็คนขับอีก ๒ คน จำได้แค่นี้

          ปกติคนเป็นไส้ติ่งทั่วไปเขาพักกัน ๓-๔ วันก็ออกได้แล้ว แต่เราเป็นหนักต้องพักถึง ๒๔ วัน ถ้าในหลวงไม่ช่วยก็ตายแน่ แล้วถ้าเราตาย ลูกเต้าก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง ในหลวงท่านทรงเมตตา ทรงดูแลเราอย่างดี ห้องที่เราพักอยู่นี่ดีมาก เป็นห้องพิเศษเลย พูดตรง ๆ ว่า ดีกว่าบ้านที่ฉันอยู่อีก หมอก็นิสัยดี พูดจากับเราเพราะแล้วก็ใจดี 

" ในหลวงท่านทรงห่วงใยเรามากมีคนมาเยี่ยม ถามอาการ ถามสารทุกข์สุขดิบทุกวัน คนใกล้ชิดพระองค์ท่านก็ถามเรานะว่า จะฝากอะไรถึงท่านไหม เราบอกให้ พระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ พูดได้แค่นั้น มันตื้นตันจนนึกไม่ออก"

            หลังจากวันนั้นยายไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกเลย ถ้าเรามีโอกาส จะขอเข้าไปกราบแทบพระบาทเลย สิ่งที่พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือเราไว้ เป็นความซาบซึ้งที่สุดในชีวิตแล้ว 

            "คิดดูสิโลกนี้จะหากษัตริย์อย่างท่านได้ที่ไหน เราเป็นแค่ชาวบ้านจนๆ แต่ท่านห่วงเราเหมือนเราเป็นลูกพระองค์ท่าน ทรงห่วงเราเหมือนที่เราห่วงลูก ท่านทรงเสียสละแม้กระทั่งของส่วนพระองค์ ทรงยอมลำบากกลับทางเรือเพื่อคนอย่างเรา พูดตรงๆ ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้ฉันตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติก็ทดแทนไม่หมด"


             ตอนที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ พระองค์ท่านก็ส่งเงินมาให้อยู่ถึง ๑ ปี ครั้งละ ๓-๕ พันบาท ส่งมาหลายครั้งอยู่ เรารู้เพระว่าใส่ซองสีขาวประทับตราสำนักพระราชวัง จากเหตุการณ์นั้นทำให้เรารักในหลวงของเรามาก แล้วทุกวันนี้ก็ยังน้อยใจตัวเองอยู่ ว่า เวลาที่ท่านป่วย เราก็ไม่มีเงินไปเฝ้า ไปแสดงความจงรักภักดีกับท่าน ได้แต่ร้องไห้อยู่กับบ้าน นั่งร้องไห้ทุกวัน ดูข่าวทุกวันไม่เคยเว้นเลย 

"ฉันอายตัวเองว่า ในขณะที่ท่านให้ชีวิตใหม่กับเรา แต่เราช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย"

การเสียสละของในหลวงคราวนั้น ได้เอามาปฏิบัติตาม เวลาคนในหมู่บ้านเขาป่วยเป็นอะไร ฉันก็ไปเยี่ยมเขาทั่ว ไปไหนไปกัน มีใครเจ็บในหมู่บ้านนี่ฉันจะ ไปเยี่ยมหมด บางทีถึงไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ญาติเขา แต่เราก็ไป ไปนั่งพูดคุยให้กำลังใจ บางทีก็ไปบีบให้นวดให้ นี่คือสิ่งที่ในหลวงให้เรา และเราให้คนอื่นต่อ 

"เมืองไทยเราโชคดีที่มีในหลวง โชคดีมาก ๆ ไม่มีกษัตริย์ที่ไหนในโลกอีกแล้วที่จะเป็นห่วงชาวบ้านอย่างฉันเท่ากับท่าน คนอย่างเราเปรียบไปก็เหมือนมดปลวก แต่ท่านก็ยังใส่ใจ ท่านใส่ใจจริง ๆ เหมือนกับว่าคนไทย คือ ลูกของท่านทั้งแผ่นดิน"

 

 

ที่มาจาก : เพจ ราชบัลลังก์ จักรีพระปรมินทร

ขอขอบคุณ : www.dek-d.com


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ