รำลึกถึง “หลวงปู่เจี๊ยะ” ตำนานผ้าขี้ริ้วห่อทอง อดีต “ไอ้ตัวแสบ” ประจำหมู่บ้าน ที่ใครๆ ก็คิดว่าแหกผ้าเหลืองออกมาแน่นอน แต่กลับไม่สึกตลอดชีวิต

Publish 2017-08-23 09:26:50

หลวงปู่เจี๊ยะ   พระผู้นิยมแต่ผ้าเก่าๆ   จีวร   สบง   อังสะ   ปะๆชุนๆ

          บาตรใบเดียว   กลดหลังเดียว   ผ้ากลดผืนเดียว   กล่องเข็มกล่องเดียว   ใช้ตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งวันตาย   ยินดีเพียงบริขารที่มี   ไม่เสาะแสวงหา

         ท่าทีของพระนักเลงที่ตรงไปตรงมา พูดจาห้วนๆ ด้วยภาษาสมัยพ่อขุนรามฯ เนื้อแท้ในจีวรที่เก่าคร่ำคร่านี้กลับเปี่ยมด้วยคุณภาพสูงสุด  แม้แต่หลวงปู่มั่นยังขนานนามหลวงปู่เจี๊ยะว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ซึ่งเป็นสุภาษิตโบราณที่หมายความว่า  แม้ภายนอกจะดูซอมซ่อ สกปรกมอมแมมเหมือนผ้าขี้ริ้วที่คนมองไม่เห็นคุณค่า แต่ภายในผ้าขี้ริ้วกลับเต็มไปด้วยทองคำอันทรงคุณค่า



หลวงปู่เจี๊ยะเป็นลูกครอบครัวชาวจีนแห่งเมืองจันทบุรี  เป็นเด็กที่ขยันขันแข็ง ช่วยเหลือพ่อแม่ทำมาหากิน อีกทั้งยังมีนิสัยซุกซน ดื้อรั้น กล้าหาญ มีสัจวาจา ไม่ชอบการโกหก  สมัยเด็กๆ ก็มักพูดจา “กูๆ มึงๆ” กับเพื่อนฝูง และเป็นหัวโจกของกลุ่ม กล้าเถียง ไม่กลัวใครทั้งสิ้น หรือสู้เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  ครั้งหนึ่งตอนที่ท่านยังเป็นวัยรุ่นช่วยพ่อแม่ขายผลไม้ ปรากฏว่ามีเจ๊กมาวางของขายทับที่ แต่คุยกันแล้วไม่รู้เรื่อง ท่านชกเปรี้ยงไปที เจ๊กคว่ำเลย

วีรกรรมครั้งนี้และอีกหลายๆ ครั้ง ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านขนานนามท่านว่า “ไอ้ตัวแสบ”

พ่อแม่ของนายเจี๊ยะมีลูกชาย ๓ คน  ตามธรรมเนียมของคนจีนจะฝากความหวังของตระกูลไว้ที่ลูกชาย  นายเจี๊ยะเองก็ทราบถึงธรรมเนียมของลูกหลานจีนที่ดีว่าจะต้องกตัญญูต่อบุพการี เชิดชูเกียรติของวงศ์ตระกูล พอเติบโตก็ต้องแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไป  ครั้นโตเป็นหนุ่ม นายเจี๊ยะก็พบรักกับสาวแป้งที่อยู่ข้างบ้าน จึงตั้งใจว่าจะบวชพรรษาเดียวให้โยมแม่ตามธรรมเนียมแล้วสึกออกมาแต่งงาน

เมื่อนายเจี๊ยะอายุได้ ๒๑ ปี ก็เข้าไปบอกจุดประสงค์กับพ่อแม่ว่า ตนเองจะบวชสัก ๑ พรรษา  แต่ปรากฏว่า ข่าวการบวชของนายเจี๊ยะกลับลือกระฉ่อนไปทั้งตลาด  หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  บวชไม่ถึงพรรษา “ไอ้ตัวแสบ” แหกผ้าเหลืองออกมาแน่นอน

 

สมัยก่อนนั้น หากคิดจะบวชแล้ว จู่ๆ จะออกบวชเลยไม่ได้ เพราะตามธรรมเนียมของผู้ออกบวชจะต้องมีการเตรียมตัวเป็น “นาค” ถือศีล ๘ นุ่งขาว สละเรือนแล้วไปอยู่ที่วัดเพื่อเรียนรู้การขานนาค ท่องจำบทสวดมนต์ เรียนธรรมะ ฝึกสมาธิกับครูบาอาจารย์ และมีบททดสอบอารมณ์ก่อนบวช  นายเจี๊ยะก็เช่นกัน  ท่านโกนผม นุ่งขาว ถือศีล ๘  ตอนเย็นก็ฝึกสมาธิภาวนาพุทโธกับหลวงปู่กงมา จิรปุญโญ

วันหนึ่ง ระหว่างที่ผ้าขาวเจี๊ยะซึ่งเป็นว่าที่นาคกำลังภาวนาพุทโธพร้อมกับนั่งฟังหลวงปู่กงมาแสดงธรรมเทศนาก็ได้เกิดประสบการณ์ทางธรรมเป็นครั้งแรกในชีวิต  ประสบการณ์ในคราวนั้นเป็นแรงบันดาลใจที่พลิกชะตาชีวิตของผ้าขาวเจี๊ยะให้ตื่นจากโลก  ท่านเล่าให้ฟังว่า

“เราก็ภาวนาพุทโธอยู่อย่างนั้น นั่งเข้าสมาธิฟังเทศน์อยู่อย่างนั้น  อันนี้มันเป็นเหตุที่แปลกอยู่นะ  พอเรานั่งภาวนาฟังไปๆ จิตอยู่กับคำบริกรรม หูก็ได้ยินเสียงเทศน์ไป คือ จิตทำหน้าที่ของมัน หูก็ทำหน้าที่ของมัน มันเกิดเป็นสมาธิ  แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมาธิ  มันรวมจนกระทั่งว่า ไม่มีตัว ไม่มีตน ตัวตนหายหมด แล้วก็ปรากฏภาพนิมิตที่ตัวเองนี้มาปรากฏหมอบลงไปฟุบกับกองทรายที่เป็นทรายขาวอยู่ในบริเวณวัดนั้นอย่างชัดเจน”

 

(หลวงปู่กง)

 

พอหลวงปู่กงมาเทศนาจบ ผ้าขาวเจี๊ยะจึงรู้สึกตัวจากสมาธิที่นั่งนานนับชั่วโมง แล้วหมอบคลานเข้าไปถามหลวงปู่กงมาถึงสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งท่านก็ได้ตอบให้กำลังใจสั้นๆ ว่า

“ไม่เป็นไร... เออ... ทำไป... ทำไป... ดีแล้วน่ะ”

แม้จะเป็นเพียงคำตอบสั้นๆ แต่ก็เป็นคำยืนยันจากครูบาอาจารย์ที่รู้จริงจากการปฏิบัติ ซึ่งมีความหมายต่อผ้าขาวเจี๊ยะอย่างมาก และทำให้มีกำลังใจมุ่งมั่นในการออกบวช

 


ปี ๒๔๘๐  หลังจากที่ไอ้ตัวแสบของหมู่บ้านออกบวชก็ได้มาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมาที่วัดทรายงาม  ช่วงพรรษาแรกๆ พระหนุ่มไฟแรงดูจะขยันขันแข็งพากเพียรภาวนา  แต่พอนานวันเข้า ความขี้เกียจก็เริ่มเข้าครอบงำ ตกบ่ายก็เอนตัวลงนอน  หลวงปู่เจี๊ยะเลยตั้งปณิธานว่า  ไหนๆ กว่าจะสึกก็อีกหลายวัน  ฉะนั้น ระหว่างที่อยู่ในบวรพุทธศาสนาจะไม่ทำให้ผ้าเหลืองมัวหมอง จะตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุด  พอตัดสินใจแล้วก็บอกกับตนเองว่า “จะไม่นอนกลางวัน”

กุฏิขนาดเล็กของหลวงปู่เจี๊ยะมีทางเดินเพียง ๓๐ ก้าว พอเหมาะแก่การเดินจงกรม  ตกกลางคืน ท่านก็ลงมาเดินจงกรมจนกระทั่งดินบนทางเดินแตกละเอียด  ผลที่ได้จากการเดินจงกรมคือ

 

 

“ก็เดินว่ามันอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ จนมันสงบ  บางคราวมันจะลอย  เคยอยู่ครั้ง มันจะลอยให้ได้  ลอย...ลอย...ลอยสิ...ลอย...ลอย...เอ้า...ลอยสิ  ก็ขย่มจนขึ้นไปอีก มันก็ไม่ลอยสักที  มันเพลิน เดินสนุก เดินกันเป็นชั่วโมง เหงื่อแตกซิกไปหมด  แน่ะ...เดินจงกรมสงบ  โอ๊ย...มันดีจัง  เพราะฉะนั้น  พอมันเป็นอย่างนั้น พอใจได้รับความสงบ มันก็ติดใจ  ทีนี้พอได้ความสงบธรรมกับความสงบของฆราวาส มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

เมื่อครบ ๑ พรรษา ปรากฏว่า หลวงปู่เจี๊ยะไม่สึกออกมาแต่งงานดังที่ตั้งใจไว้  แต่กลับมุ่งหน้าปฏิบัติภาวนาเข้มข้นกว่าเดิมอีก

จนพรรษาที่ ๒ ไปถึงพรรษาที่ ๓ จนแล้วจนรอด “ไอ้ตัวแสบ” ก็ยังไม่ได้สึกออกมาแต่งงาน สร้างความประหลาดใจให้กับคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก

 

 

จากหนังสือ วินาทีบรรลุธรรม พระอรหันต์มีจริง เล่มที่1

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

จินต์จุฑา เจนสระคู

ติดตามข่าวอื่นๆ