รำลึก๑๓ปีวันมรณภาพ “หลวงปู่เจี๊ยะ” เพราะยึดมั่นในสัจจะสัญญา จึงต้องกล่าววาจาปลดบ่วงกรรมต่ออดีตคนรัก “แป้งเอ๋ย ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ”

Publish 2017-08-23 11:24:28

รำลึก๑๓ปีวันมรณภาพ “หลวงปู่เจี๊ยะ” เพราะยึดมั่นในสัจจะสัญญา จึงต้องกล่าววาจาปลดบ่วงกรรมต่ออดีตคนรัก “แป้งเอ๋ย ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ”

วันนี้วันที่ ๒๓ สิงหาคมเป็นวันคล้ายวันที่หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ครบรอบปีที่ ๑๓ ปฏิปทาของหลวงปู่เจี๊ยะ อาจจะแตกต่างจากพระกรรมฐานรูปอื่นในแง่ปลีกย่อย แต่โดยหลักใหญ่แล้วเป็นเอกเทศ ท่านไม่กว้างขวางเรื่องธรรมะภายนอก รอบรู้เฉพาะเรื่องธรรมะภายใน ท่านปฏิบัติลำบาก แต่รู้เร็ว คำสอนของท่านก็เป็นประเภทปัจเจกธรรม เพราะท่านมุ่งเน้นทางด้านจิตใจเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับท่านมีบารมีธรรมที่บ่มบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน เป็นสิ่งที่ช่วยเกื้อหนุนอยู่อย่างลึกลับ การปฏิบัติของท่านจึงนับว่ารู้เร็วในยุคปัจจุบันสมัย ที่มนุษย์มีกิเลสหนาขึ้นโดยลำดับ ผลงานที่สำคัญที่หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านทำถวายพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นอาจาริยบูชา คือ พระภูริทัตตเจดีย์ เจดีย์สำหรับบรรจุพระทันตธาตุของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตโตผู้เป็นพระอาจารย์ของท่าน เจดีย์นี้เป็นผลงานที่ท่านภูมิใจเป็นที่สุด

 




ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐ ที่วัดจันทนาราม ต.จันทนิมิตร อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมีพระครูครุนาถสมาจาร(เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์วิหารการ(เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในระหว่างที่จำพรรษาที่วัดทรายงาม ได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานกับท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ในบางคราวได้เดินทางไปศึกษาวัตรปฏิบัติกับท่านพ่อลี ธัมมธโร ที่วัดป่าคลองกุ้ง อ.เมือง จ.จันทบุรี ในพรรษาที่สองท่านถือเนสัชชิ โดยการไม่นอนตลอดพรรษา… เพราะความที่เป็นผู้รักษาสัจจะ สัจจะนั้น จึงเป็นเหมือนโซ่ตรวนคอยรึงรัด กาย จิต เอาไว้ ตายเป็นตาย แต่จะให้สัจจะที่ตั้งไว้ขาดไม่ได้ แม้ร่างกายนี้อะไรจะเสียผุพังไปก็ตาม แต่สัจจะ จะเสียไปไม่ได้ เพราะสัจจะที่เราให้ไว้กับตัวเรา เรายังรักษาไม่ได้แล้ว เรายังหวังจะพบธรรมอันประเสริฐ ซึ่งอยู่เหนือสัจจะนั้นได้อย่างไรกัน เมื่อตั้งสัจจะแล้ว เริ่มภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน จนในที่สุดเมื่อภาวนาอยู่ไม่หยุดไม่ถอย 
แล้วมาวันหนึ่งในพรรษาที่ ๓ มานั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นกระบก จิตรวมใหญ่ด้วยกัน หยั่งสติปัญญาลงในกายานุปัสสนา แยกแยะส่วนต่าง ๆ ของธาตุขันธ์ออกพิจารณาด้วยปัญญาไม่ลดละ คือยกทั้งส่วนรูปกาย ทั้งส่วนเวทนาคือทุกข์ภายใน ทั้งส่วนสัญญาที่หมายกายส่วนต่าง ๆ ว่าเป็นทุกข์ ทั้งส่วนสังขารตัวปรุงแต่งว่าส่วนนี้เป็นทุกข์ส่วนนั้นเป็นทุกข์ ขึ้นสู่เป้าหมายแห่งการพิจารณาของสติปัญญาผู้ดำเนินงานทำการขุดค้นคลี่คลายอย่างไม่หยุดยั้ง  จิตมีกำลังขึ้นมาอย่างประจักษ์ สามารถคลี่คลายธาตุขันธ์จนรู้แจ้ง ตลอดทั่วถึงด้วยอำนาจแห่งการพิจารณา การพิจารณากายครั้งนี้ปรากฏประหนึ่งว่าแผ่นดินแผ่นฟ้าละลายหมด กายกับใจนี้มันขาดออกจากกันเหมือนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเลย เหลือแต่ความบริสุทธิ์ของใจทีเดียว  เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว จิตนี้มันอาจหาญรื่นเริงในธรรม ไม่กลัวใคร คือว่าไม่กลัวต่อความจริงที่จะต่อสู้และพิจารณา เรียกว่าธรรมทำให้กล้าหาญ เมื่อเป็นสันทิฏฐิกธรรม คือรู้เองเห็นเองโดยเฉพาะตนแล้ว จึงไม่นำไปพูดกับใคร… จึงนึกถึงแต่กิตติศัพท์และกิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อภาวนาจิตลงได้อย่างนั้นแล้ว สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ที่เขานิยมว่ามีค่ามากไม่ได้มีความหมายเลย ธรรมที่ปรากฏขึ้นในคืนวันนั้นเป็นธรรมสมบัติเหนือรัตนะเงินทองโดยประการทั้งปวง อัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง จิตนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณเลย ถึงกับได้พูดกับคนรักที่เคยได้สัญญากันไว้ก่อนบวชว่าบวชแล้วจะสึกมาแต่งงานกัน แต่เมื่อจิตมันเป็นเช่นนี้ 
วันหนึ่งออกบิณฑบาต เจอคนที่เคยรักมาใส่บาตร จึงพูดอย่างเด็ดขาดกับเขาว่า “แป้งเอ๋ย ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ” 



“..ชีวิตนี้เป็นประดุจผ้าขี้ริ้ว เป็นเหมือนถังขยะที่คอยเก็บอานิสงส์ของกรรมดีชั่ว แล้วก็ให้ผลแก่เราเป็นผู้เสวย ถ้าเรานำชีวิตที่เราพิจารณาเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว น้อมพิจารณาให้เกิดธรรมะขึ้นภายในใจ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในใจนั่นแหละ จะเป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทองขึ้นมาทันที เพราะร่างกายของคนนี้ไม่มีค่า มันมีค่าอยู่ที่หัวใจที่มีธรรม รูปธรรมทุกๆ อย่างจึงเป็นผ้าขี้ริ้ว นามธรรมคือหัวใจ ที่ฝึกปฏิบัติจนได้เห็นธรรมตามความสามารถ นั่นแหละเป็นทอง คือธรรมสมบัติอันล้นค่า ปรากฏเด่นขึ้นมาเป็นสักขีพยาน..” โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท
ที่มา  : FB:พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ,เพจท่องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน และเพจวัดป่าภูริทัตตปฎิปทาราม สามโคก ปทุมธานี



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กิตติ จิตรพรหม

ติดตามข่าวอื่นๆ