ดั่งเทพเจ้าของชาวสมุทรสงคราม!! "ตะกรุดลูกอม" หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ ชิ้นเดียวก็ครอบจักรวาล ถึงคราวจวนตัวจะเป็นมหากำบังล่องหนหายตัวได้

Publish 2017-09-21 12:48:41


ดั่งเทพเจ้าของชาวสมุทรสงคราม!! "ตะกรุดลูกอม" หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ ชิ้นเดียวก็ครอบจักรวาล ถึงคราวจวนตัวจะเป็นมหากำบังล่องหนหายตัวได้

หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ จังหวัดสมุทรสงคราม ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งมาก ปลุกเสกตระกรุดวิ่งได้ และที่น่าตื่นเต้นตรงที่ตระกรุดลอยทวนน้ำได้ การเดินทางค้าขายของสมัยก่อนจะมีการเดินทางโดยเรือ และเรือสินค้าจะเยอะ พวกพ่อค้าแม่ค้าจะนำเรือมาให้เจิม ท่านไม่ต้องลงจากกุฏิเลย แค่กำมือบริกรรมคาถาแล้วตบฝ่ามือไปเท่านั้น ท่านบอกว่าเสร็จแล้ว พอไปดูที่เรือที่หัวเรือมีรอยมือของหลวงพ่อติดอยู่ที่หัวเรือ จากการบอกเล่าของคนในพื้นที่ หลวงพ่อหยอดเป็นที่รักและนับถือของคนในพื้นที่มาก แม้ท่านจะละสังขารไปนานแล้วอยู่อย่างสงบในตู้กระจกที่สังขารไม่เน่าเปื่อยก็ยังมีคนแวะเวียนไปสักการะท่านอย่างไม่ขาดสาย




...ตระกรุดลูกอมของหลวงพ่อหยอด ถ้าแท้และทันยุคที่ท่านสร้างปลุกเสก ให้สังเกตุที่เส้นด้ายที่สอดม้วนเข้าไป จะเป็นด้าย ๕ สี ด้ายจะเป็นเส้นเล็กๆ ในการปลุกเสกตระกรุดนั้นหลวงพ่อจะบริกรรมคาถาเพื่อปลุกตระกรุดแล้วเส้นด้ายดังกล่าวจะค่อยๆเลื่อนเข้าไปในตระกรุดที่ม้วนแล้วเอง หลวงพ่อจะไม่ร้อยเชือกเข้าไปเอง ตรงนี้คนในพื้นที่ที่เล่นสะสมพระเครื่องของท่านจะทราบตรงนี้ดี
....ตระกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุของหลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ผู้สืบทอดวิชาตามตำราหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ใช้ได้ครอบจักรวาล หลวงปู่ใจท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว กล่าวกันว่าผู้ที่จะเรียนวิชานี้ต้องผ่านการทดสอบอำนาจสมาธิจิตจากหลวงปู่ยิ้มทุกองค์ โดยท่านให้นั่งสมาธิเพ่งไส้เทียนให้ขาดก่อนถึงจะเรียนวิชานี้ได้ ตระกรุดนี้ภายในจะลงจารครบตามตำราหัวใจโลกธาตุ ปลุกเสกตามกรรมวิธี ร้อยด้วยไหม ๕ สี เล่ากันว่าเมื่อถึงคราวจวนตัว ผจญศรัตรูนับร้อยพัน ให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ แล้วอมตระกรุดไว้ในปาก จะเป็นมหากำบังล่องหนหายตัว ศรัตรูจะมองไม่เห็น รอจนพ้นอันตรายแล้ว ท่านให้นำดอกไม้ธูปเทียนมาอาราธนาตระกรุดออกจากตัว โดยกระทำก่อนนอน เมื่อตื่นขึ้นตระกรุดจะวางอยู่ที่หัวนอน ครูบาอาจารย์ท่านว่า หากทำสำเร็จจริงตระกรุดนั้นจะไม่ออกเบื้องต่ำ(ทวาร)เลย จึงเรียกว่า"ตระกรุดลูกอม"
...วัสดุที่ใช้ทำตระกรุดโลกธาตุมักทำด้วย ทองคำ นาค เงิน และทองแดง ต้องมีน้ำหนัก ๑ สลึง ขนาดยาวประมาณ ๗ ใบมะขามลงจารครบตามตำราหัวใจโลกธาตุ หรือเรียกอีกอย่างว่า คาถาพระพุทธเจ้าเดินจงกรมในพระครรภ์มารดา คือ "อิจฉันโต จิตโต อิจฉันโต โลกธาตุมหิ อัตตะภาเวนัง นาทุยิ วาระวีสะติ สิทธังละอะ"และกลึงปิดหัวท้ายพระยันต์ดังกล่าวด้วยยันต์ใบพัดพร้อมสวดพระคาถา ม้วน และรัดด้วยเส้นไหมห้าสีแท้ชุบน้ำข้าว ตระกรุดลูกอมรุ่นแรกของหลวงพ่อหยอดจะมีโค๊ดภาษาขอม"เฑาะว์วงกลม"ที่ตระกรุด ซึ่งส่วนใหญ่โค้ตของตระกรุดลูกอมรุ่นแรกจะติดไม่ค่อยชัด เนื่องจากใช้วิธีบีบโค้ตที่แผ่นเงิน ทำให้น้ำหนักที่บีบโค้ตไม่แรงเหมือนการใช้วิธีตอก โค้ตจึงไม่ชัดเจน ต่อมารุ่นสองก็จะเป็นโค้ตตัวขอมตัว"ยะ"โค้ตจะดูชัดเจนมาก รุ่นสามก็จะเป็นโค้ต"เฑาะว์"แต่ไม่มีวงกลมล้อมรอบ




พระครูสุนทรธรรมกิจ(หลวงปู่หยอด ชินะวังโส)นามเดิมชื่อ สุนทร ชุติมาศ เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ ณ บ้านภูมิลำเนาเดิมของมารดา บริเวณตลาดบางน้อย ตำบลตาหลวง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี บิดาชื่อนายมุ่ย แซ่อึ้ง อาชีพช่างทำทอง มารดาชื่อนางเหมือน แซ่อึ้ง อาชีพค้าขายเมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ได้ฝากตัวเข้าบรรพชาเป็นสามเณรกับพระครูเปลี่ยน สุวัณณโชโต เจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๒ และศึกษาเล่าเรียนธรรมพร้อมปรนนิบัติรับใช้พระครูเปลี่ยน เจ้าอาวาสอย่างใกล้ชิด
เมื่ออายุครบอุปสมบท ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูสุทธิสาร(หลวงปู่ใจ)เจ้าอาวาสวัดเสด็จเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเปลี่ยน สุวัณณโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูอุดมสุตกิจ เจ้าอาวาสวัดปราโมทย์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๔ ได้รับฉายาว่า "ชินนะวังโส" หมายถึงผู้สืบวงค์แห่งพระพุทธเจ้า และเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๔ พระครูเปลี่ยนได้อาพาธและถึงแก่มรณะภาพ และวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๔ ท่านเจ้าคุณ พระราชมงคลวุฒาจารย์(หลวงปู่ใจ)เจ้าคณะอำเภออัมพวา ได้แต่งตั้งพระภิกษุสุนทร ชินนะวังโส ให้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ และรักษาการแทนเจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่ สืบแทนพระครูเปลี่ยน นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พระครูสุนทรธรรมกิจ(หลวงปู่หยอด)มีโรคประจำตัวที่ทำให้อาพาธเมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัย คือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและระบบขับถ่าย นับแต่สิริอายุ ๘๐ ปี ท่านเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบและท้องผูกอยู่เนืองๆ บางครั้งแพทย์ต้องให้น้ำเกลือเมื่อมีอาการอ่อนเพลียมาก และเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๑ อาการอาพาธทรุดลงระบบการหายใจไม่เป็นปกติ ชีพจรลดลงตามลำดับและมรณะภาพด้วยอาการสงบด้วยหัวใจล้มเหลว เมื่อเวลา ๑๘.๑๘ น. รวมสิริอายุได้ ๘๖ ปี ๙ เดือน ๒๔ วัน รวมพรรษา ๖๖ พรรษา
ที่มา FB:เพจ นายกุ๊กกู ชอบกุ๊กกู 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กิตติ จิตรพรหม

ติดตามข่าวอื่นๆ