เพราะพยาบาลเป็นคนเลี้ยงเรามา!! สุดซาบซึ้ง เมื่อแพทย์ ทูลถามว่า ทำไมพระองค์จึงทรงเชื่อพระทัย ไว้วางพระทัยกับพยาบาลนัก #วันพยาบาลแห่งชาติ

เพราะพยาบาลเป็นคนเลี้ยงเรามา!! สุดซาบซึ้ง เมื่อแพทย์ ทูลถามว่า "ทำไมพระองค์จึงทรงเชื่อพระทัย ไว้วางพระทัยกับพยาบาลนัก" #วันพยาบาลแห่งชาติ

Publish 2017-10-21 11:18:17

          วันพยาบาลแห่งชาติ ๒๑ ตุลาคม ประวัติความเป็นมาของวันพยาบาลแห่งชาติ อีกหนึ่งวันสำคัญเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่าที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือปวงชนชาวไทยผู้ยากไร้และด้อยโอกาส  การพยาบาล คือ การช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย เพื่อช่วยฟื้นฟูให้บุคคลเหล่านั้นกลับมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดังเดิม ดังนั้นผู้ที่ประกอบวิชาชีพพยาบาลจึงต้องผ่านการฝึกฝนเพื่อใช้ความชำนาญดังกล่าวในการดูแลผู้ป่วย

 

          ทั้งนี้จึงตั้งวันที่ ๒๑ ตุลาคม เป็นวันพยาบาลแห่งชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ องค์สมเด็จย่า ที่ท่านทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นห่างไกล อีกทั้งทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข มากมาย โดยทรงสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพและการศึกษาพยาบาลต้งแต่เริ่มการก่อตั้งสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยสมัยแรก เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อวิชาชีพการพยาบาล



         

            ทั้งนี้ทางเพจเฟซบุ๊ค "Nurseup Thailand" ได้มาเปิดเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ที่ฟังเล่าซาบซึ้งมากๆ เกี่ยวกับการพยาบาล ความว่า

             เคยมีครั้งหนึ่ง คุณหมอคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงให้พยาบาลทำให้ท่านทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดพระโอสถเม็ด พระโอสถฉีด ทำไมไม่ให้หมอทำ แต่หมอคนนั้นก็ยังถามอีกว่า ทำไมพระองค์จึงทรงเชื่อพระทัย ไว้วางพระทัยกับพยาบาลนัก พระองค์จึงทรงตรัสออกไปอีกว่า

"ก็เพราะพยาบาลเป็นคนเลี้ยงเรามา"

 

          นอกจากนี้การที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพยาบาลนั้น เนื่องจากเมื่อครั้งอดีต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ทรงสนพระราชหฤทัยในคุณภาพชีวิตของพสกนิกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นห่างไกลความเจริญ จึงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุข โดยทรงเจริญตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบันและสาธารณสุข” ผู้ทรงอุทิศพระองค์และพระราชทานทรัพย์เพื่อกิจการด้านนี้มากมาย
 

          ดังนั้น เมื่อสิ้นสมเด็จพระบรมราชชนกแล้ว สมเด็จย่าจึงหันมาทุ่มเทให้แก่การแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่สมเด็จพระบรมราชชนกเคยสนับสนุนมาแต่เดิม สมเด็จย่าได้ทรงดำเนินกิจกรรมทุกอย่างให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เช่น การพระราชทานทุนการศึกษา การสนับสนุนการก่อสร้างปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช รวมถึงการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายในกำหนด ๒๕ ปี เพื่อตั้งเป็นทุนสำหรับส่งคนไปศึกษาเพิ่มเติมในต่างประเทศ โดยในเวลาต่อมาได้โอนทุนนี้ให้มหาวิทยาลัยแพทย์ คือ มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน


         นอกจากนี้ พระองค์ทรงรับเป็นผู้อุปถัมภ์สมาคม และมูลนิธิต่าง ๆ มากมาย เช่น ทรงเป็นประธานมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ โดยมีวัตถุประสงค์ในการคัดเลือกบุคคลส่งไปศึกษาวิชาพิเศษ ณ ต่างประเทศในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อให้กลับมาปฏิบัติงานให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

 

         พระราชทานเงินรายปีสมทบทุนเพื่อเก็บดอกผลช่วยนักเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ทรงสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพและการศึกษาพยาบาลตั้งแต่เริ่มการก่อตั้งสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยสมัยแรก โดยทรงร่วมเป็นกรรมการของสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลศิริราช โดย พ.ศ. ๒๕๐๓ สมเด็จย่าพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อสร้าง "อาคารศรีสังวาลย์" ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้เป็นที่ตรวจรักษาและบำบัดคนพิการ จากนั้น พ.ศ.๒๕๓๕ พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อจัดตั้งมูลนิธิขาเทียม

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ "Nurseup Thailand"

                           สภาการพยาบาล

                           https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ