ปรากฏการณ์ชาวเมืองลับแล!! เรื่องเล่านาทีเฉียดตายจาก พระอาจารย์บำรุง วัดไกลกังวล พบแสงไฟปริศนา ลอยเด่นนำทางลงจากเขาสารพัดดี กราบสาธุ !!

ปรากฏการณ์ชาวเมืองลับแล!! เรื่องเล่านาทีเฉียดตายจาก "พระอาจารย์บำรุง วัดไกลกังวล" พบแสงไฟปริศนา ลอยเด่นนำทางลงจากเขาสารพัดดี กราบสาธุ !!

Publish 2017-11-22 14:33:01

           ในความรู้สึกของคนทั่วไป ชาวลับแล คือ ผู้สำเร็จวิชากลุ่มหนึ่ง จึงมีกายเป็นทิพย์ อายุยืน ใจบุญอยู่ในศีลในสัตย์ อาศัยในโลกหยาบๆ ของมนุษย์ แต่คนธรรมดามองไม่เห็น ในขณะเดียวกัน คนเราธรรมดาถ้ามีศีลสัตย์หรือมีบุญ ชาวลับแลจะจำแลงให้เห็นให้สัมผัสให้อยู่ร่วมด้วยก็ยังได้ บางท่านกล่าวว่า แม้หลวงพ่อปาน วัดบางนมโคก็ยังสร้างบารมีอยู่ในเมืองลับแล เรื่องเล่าจาก พระอาจารย์บำรุง อุปฏฺฐาโฏ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไกลกังวล ที่บำเพ็ญบุญอยู่บนยอดเขาสารพัดดี วัดไกลกังวล จากประสบการณ์จริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของชาวเมืองลับแล

 

           สำหรับวัดไกลกังวล ตามกองโบราณคดี กรมศิลปากร พิสูจน์แล้วว่าสร้างขึ้นในสมัยลพบุรี (พุทธศักราช ๑๐๐๒ หนึ่งพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว) แต่กลายเป็นวัดร้างมากี่ร้อยปีหรือถูกทะนุบำรุงขึ้นกี่ครั้งนั้นยังมิอาจค้นพบได้ เล่ากันสืบมาว่า เมื่อวัดไกลกังวลตกอยู่ในสภาพรกร้างนั้น ทายกทายิกา บ้านใกล้เรือนเคียงได้ช่วยกันนำพระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่มีอยู่ไปไว้วัดที่มีพระสงฆ์ เช่น หลวงพ่อแดง อยู่ที่วัดประชุมธรรม (ทับนา), หลวงพ่อดำ วัดหนองทาระภู, พระพุทธมาลีศรีเนินขาม วัดเนินขาม และระฆังอยู่ที่วัดหนองแจง ทั้ง ๔ วัดอยู่ในอำเภอหันคาเช่นกัน พระพุทธรูปและโบราณวัตถุเหล่านี้ล้วนศักดิ์สิทธิ์ มีผู้เคารพนับถือกันมาก จนกลายเป็นสมบัติคู่วัดคู่บ้านไปในที่สุด

 




          ในช่วงก่อนเข้าพรรษา อาตมามีโอกาสได้ขึ้นไปเจริญกัมมัฏฐานบนยอดเขาสารพัดดี ซึ่งทราบว่า ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีพระ ชี องค์ใด กล้าขึ้นไปองค์เดียวในเวลากลางคืน เพราะว่า หลวงพ่อใหญ่ (สังวาลย์ เขมโก) และหลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท สั่งห้ามไว้ ด้วยเกรงว่าจะมีภัยอันตราย ที่คิดไม่ถึงจะเกิดขึ้น หากควบคุมสติไม่อยู่ แล้วก็เกิดขึ้นจริงๆ

          ในคืนนั้น เป็นคืนเดือนมืดสนิท หลังจากทำวัตรเย็น/ปฏิบัติกัมมัฏฐานเสร็จเรียบร้อย (๒๑.๐๐ น. กว่า) อาตมาก็แบกกลดขึ้นไปองค์เดียวทุกอย่างเงียบกริบ จนรู้สึกน่าวังเวง ไม่มีเสียงลม, ไม่มีเสียงสัตว์ แม้เสียงนกสักตัว ก็ไม่มีร้องเลย ในระหว่างทาง มีความรู้สึกว่ามีแสงไฟปรากฏตามหลังไปเป็นระยะๆ ตลอดทาง ครั้นเหลียวกลับไปดู ก็ไม่พบใคร เมื่อใกล้จะถึงยอดเขา ในโค้งสุดท้าย พลันก็ได้ยินเสียงร้อง "แบ๊ะ" ใกล้ตัว เสียงนั้นดังมาก เมื่อฉายไฟไปตามต้นเสียง สิ่งที่พบ ก็คือ เลียงผาตัวมหึมา กำลังกระโจนหนีอาตมา ด้วยความตกใจกลัวภัยจะมาถึงตัว เล่นเอาใจหายเหมือนกัน
 

           ครั้นถึงยอดเขา มีพระกัสสปะ ล้ำค่าคู่โบสถ์เก่า พระก่อนนี้ ที่นี่เคยเป็นวัดร้างมาก่อน ถัดไปด้านหลัง เป็นพุทธบาทจำลองขนาดใหญ่ สวยงามมาก  หลังจากกราบพระประธานเรียบร้อยแล้ว ก็เจริญกัมมัฏฐาน ภาวนาไปเรื่อยๆ บนยอดเขาคืนนี้ ลมแรงมาก เสียงใบไม้ไหวกระทบกัน ดังสลับกับเสียงลมตลอดเวลา ผสมกับเสียงกระดิ่งชายคาโบสถ์และเสียงไม้บนหลังคา หดตัวด้วยความเย็น ดังสลับกันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ตกดึก อากาศเริ่มเย็นลง พลันก็ได้ยินคล้ายมีเสียงคนมาเดินวนอยู่ใกล้ๆ ไป-มา ครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงนั้นก็ยังไม่หยุด พลันก็นึกถึงคำของครูบาอาจารย์เคยบอกว่า "ขณะเจริญกัมมัฏฐาน หากได้ยินเสียงอะไร ไม่ต้องไปสนใจให้เจริญกัมมัฏฐานไปเรื่อยๆ" เสียงนั้นก็ยังไม่ยอมหยุดสักที อาตมาคิดในใจ "ใครกันนะ มาเดินอยู่ได้" ด้วยความอยากรู้ จึงตัดสินใจลืมตาขึ้นดูทันที สิ่งที่พบตรงหน้า ก็คือ ความว่างเปล่า แล้วเสียงนั้นมาจากไหนละ

           เวลาผ่านไปจนรุ่งเช้า ๐๒.๐๐ น. หลังจากเก็บกลดและกราบลาพระประธานแล้ว ก็ลงจากยอดเขา (ต้องทำวัตรเช้า เวลา ๐๓.๐๐ น.) แต่พอลงพ้นโบสถ์ได้สักหน่อย ไฟฉายที่ใช้ประจำ ก็ดับไม่ยอมติดซะงั้น "เอาอีกแล้ว" อาตมาคิดในใจ ค่อยๆกำหนด พุท-โธ ลงไปเรื่อยๆ อย่างมีสติช้าๆ เพราะเป็นคืนเดือนมืด เกือบจะถึงครึ่งทาง ก็ชนเข้ากับลำไผ่ที่ล้มลงมาขวางทางได้อย่างไร ไม่ทราบเหมือนกันถึง ๒ ต้น ก็กำหนดไผ่หนอ ไม่ตกใจ 

           พอถึงช่วง ๒ โค้งสุดท้าย มีต้นไม้ปกคลุมทางหนาทึบมาก เดิมก็มองอะไรแทบไม่เห็นอยู่แล้ว ที่ลงมาได้ก็อาศัยความจำและความชินทางบ้างเท่านั้น แต่ช่วงนี้ยิ่งมืดสนิทจนจำอะไรไม่ได้เลย จะไปถูกหรือคงตกเขาตายคืนนี้กระมังเรา อาตมาคิดในใจยังไม่คิดขาดคำ ก็ปรากฏแสงสีขาวนวลลอยเด่น สว่างขึ้นจนเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน ก็พิจารณาว่า ต้นกำเนิดแสงนั้นมาจากไหน เพราะช่วงนี้ เขาชันและทึบมาก จากกุฏิพระหรือก็ไม่ใช่ เพราะแถวนั้นไม่มีกุฏิ แสงลอดมาจากยอดเขาหรือ ก็ไม่ใช่อีก แล้วแสงนั้นมาจากไหน แถมซ้ำยังไม่ยอมดับอีก สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ลอยตามมาตลอดทาง จนอาตมาลงถึงเชิงเขาข้างล่าง แสงนั้นก็พลันหายไปอาตมาคิดว่า คงจะเป็นแสงจากบ้านของชาวลับแล หลังใดหลังหนึ่ง หรือไม่ก็คงเป็นแสงที่เกิดจากอำนาจของเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่ง ตั้งใจส่องทางให้อาตมา คิดได้ดังนั้นก็นึกขอบคุณท่านอยู่ในใจ อาตมาคิดว่า ในคืนนั้น ถ้าหากอาตมาเกิดความตกใจ หวาดกลัวแล้วรีบลงมาจากยอดเขาเลย ถ้าไม่เสียสติ ก็คงจะตกเขาตาย เช็คบิลไปเรียบร้อยแล้วในคืนนั้นเอง


             ในคืนที่ ๒ ถัดมา เมื่อขึ้นไปถึงโค้งกลางทาง ตรงที่มีลำไผ่ล้มขวางทางคืนก่อน มีความรู้สึกว่า มีชายผิวคล้ำ ร่างสูงใหญ่มายืนขวางทางอยู่พลางอาตมาก็นึกขึ้นในใจว่า

"อาตมา จะขึ้นไปบำเพ็ญเพียรภาวนาบนยอดเขา โยมมีธุระอะไรกับอาตมาไหม หากไม่มี อาตมาขอทาง" 

             ร่างนั้น ถอยหลังไป ๒-๓ ก้าว แล้วก็หายไปในความมืด เมื่อผ่านโค้งไป ประมาณสัก ๕ เมตร ก็มีชายในชุดขาวล้วน ๓ คน มานั่งพนมมือ ต้อนรับ / ส่งอาตมาอยู่ข้างทางขวามือ อาตมาเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเขา หลังจากนั้น อาตมาก็ขึ้นไปเจริญกัมมัฏฐานภาวนา องค์เดียวบนยอดเขาอีกหลายครั้ง ในระหว่างทาง ทุกครั้งเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีความรู้สึกว่า มีใครมาคอยรับ / ส่ง อยู่ข้างทางมากมาย ตลอดเวลาทั้งไปและกลับ รวมทั้งพบเห็นสัตว์ป่าเรียงรายอยู่ข้างทางมากมายตลอดทาง

            ในช่วงปี ๒๕๓๕ นั้นอาตมามีโอกาสได้พบเห็นแสงประหลาด สีขาวนวลนั้น อีกครั้งหนึ่ง เมื่อคราว เก็บอารมณ์ / เข้าห้องปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนา ๘ ธ.ค. ๒๕๓๕ (เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น.) อาตมาไปสอบอารมณ์กับหลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท ที่กุฏิของท่าน เป็นครั้งแรกโดยลัดไปตามชั้นของไหล่เขา เพราะความไม่ชินทาง / ประกอบกับความมืด จึงหลงทางคนละชั้นของไหล่เขา เดินเลยกุฏิของท่านไปไกลโดยไม่รู้ตัว พลันปรากฏแสงสีขาวนวลมาทางด้านหลัง ตรงกับกุฏิของหลวงพ่อพอดี สักครู่หนึ่ง แสงนั้นก็หายไป หลังจากที่หลวงพ่อสอบอารมณ์เรียบร้อยแล้ว ก็เรียนถามท่านว่า “ก่อนที่กระผมจะมาถึง หลวงพ่อได้เปิดไฟนีออนบ้างหรือเปล่า” ท่านตอบ “เปล่า” แล้วแสงสีขาวนวล ที่อาตมาเห็นนั้นล่ะ! เป็นแสงอะไร / แล้วมาจากไหน

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://pansuwan-br.blogspot.com



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ