ตำนานอาถรรพ์ สิงห์โตทอง !!! สิ่งศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งเจ้าพระยา มีคนจมน้ำสังเวยบ่อยครั้ง จนต้องสร้างศาลถวาย !!!

ตำนานอาถรรพ์ "สิงห์โตทอง" !!! สิ่งศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งเจ้าพระยา มีคนจมน้ำสังเวยบ่อยครั้ง จนต้องสร้างศาลถวาย !!!

Publish 2017-12-09 13:44:45


ประวัติความเป็นมา

“ศาลสิงห์โตทอง” นั้นคือรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) บริเวณข้างตึกคณะเศรษฐศาสตร์โดยมีลักษณะหันหน้าไปยังท่าน้ำศิริราช กล่าวคือ หันหน้าออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาราวกับกำลังมองหาผู้เป็นที่รักของตนที่จมลงสู่แม่น้ำนั้น

รูปปั้นสิงโตนี้เป็นหนึ่งใน “หินอับเฉา” หรือ “ตุ๊กตาอับเฉา” อันเป็นสินค้าจากประเทศจีนที่นำมาสู่ประเทศไทยและยังมีประโยชน์ไว้สำหรับใช้ถ่วงใต้ท้องเรือสำเภาจีนให้มีน้ำหนักพอที่จะกินร่องน้ำให้สามารถแล่นข้ามมหาสมุทรได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีตุ๊กตาอับเฉาหรือหินอับเฉานี้มาด้วยกันสองตัวเป็นคู่กันเพื่อให้เรือสำเภาเกิดความสมดุล

ตามตำนานได้เล่าขานกันมาว่า ในวันหนึ่งเกิดพายุลูกใหญ่ที่บริเวณปากคลองบางกอกน้อย ส่งผลให้เรือสำเภาจีนที่เข้ามาค้าขายนั้นอับปางลง ต่อมามีความพยายามที่จะกู้สินค้าเหล่านั้นขึ้นมา จึงได้รูปปั้นสิงโตเพศเมียนี้ขึ้นมาแต่ได้มาแค่เพียงตัวเดียวเท่านั้น รูปปั้นสิงโตเพศชายที่คู่กันกลับไม่สามารถงมขึ้นมาได้หรือบ้างก็เล่าว่า การจมลงสู่ใต้ท้องน้ำของรูปปั้นสิงโตตัวผู้นั้นเกิดจากอุบัติเหตุในการขนสินค้าลงจากเรือ ซึ่งแม้จะเหลือรูปปั้นสิงโตเพศเมียเพียงตัวเดียว ชาวบ้านก็ยังนำรูปปั้นนี้มาตั้งไว้ในลักษณะหันหน้าเข้าหาฝั่ง แต่ทว่าวันหนึ่งสิงโตเพศเมียนี้กลับหันหน้าออกจากฝั่งไปยังแม่น้ำ โดยไม่ว่าเรื่องเล่าใดก็ตามแต่สิ่งที่ประจักษ์ชัดแก่ผู้ที่ได้พบเห็นนางสิงโตนี้คือแบบอย่างแห่งความรักที่ซื่อสัตย์ ผู้ซึ่งมองหาและรอคอยคู่ของนางเสมอมา ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปสักเท่าใด

นอกจากตำนานในเรื่องความรักที่เล่าต่อกันมา ยังมีการบอกเล่าถึงรูปปั้นสิงโตนี้ว่า ใช้สำหรับล้างอาถรรพ์ของวังหน้า ตามหลักของฮวงจุ้ย ดังนี้

"อาถรรพณ์ จากความมหัศจรรย์ของสถานที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งในสิ่งลี้ลับที่ผู้คนให้ความสนใจไม่น้อย ในเรื่องของอาถรรพณ์อันเกี่ยวกับฮวงจุ้ย มีสถานที่หนึ่งของเมืองไทยที่ผู้เขียนได้ไปค้นหาและนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังที่นั่นคือ ศาลเจ้าพ่อสิงโตทอง ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา เป็นศาลคอนกรีตขนาดกลาง ภายในเป็นที่ตั้งของสิงโตหิน ศิลปะแบบจีน เหมือนตุ๊กตาหินจีนที่ตั้งอยู่ตามวัดพระเชตุพนฯ หรือวัดอรุณราชวรารามเพียงต่างกันที่สิงโตหินตัวนี้ได้ผ่านพิธีการทางไสยศาสตร์ปลุกเสกลงยันต์เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ บันดาลอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

มีเรื่องเล่าเมื่อหลายสิบปีก่อนถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ สิงโตทอง ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนี้ว่ามีอภินิหารนัก ทุกปีจะต้องมีเด็กจมน้ำตายสังเวยไม่ต่ำกว่า ๑ คน ชาวบ้านแถวริมน้ำเจ้าพระยาเชื่อกันว่า ท่านต้องการเอาตัวไปเป็นบริวาร ความเป็นมาของ สิงโตหินนี้เป็นอย่างไรมาตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าแก่โบร่ำโบราณ ที่ปัจจุบันไม่ใคร่จะมีใครรู้ประวัติ หรือจำรายละเอียดในที่มาของสิงโตหินตัวนี้ได้



คนเก่าแก่ละแวกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เล่าลือกันว่าความจริงแล้วสิงโตหินที่เห็นนี้เป็นหนึ่งในสามของสิงโตหินที่จมอยู่ใต้แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองบางกอกน้อย แต่ได้ถูกนำขึ้นมาสักการะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๑ ตัว โดยสิงโตหินที่อยู่ใต้น้ำอีก ๒ ตัวนั้น ตัวหนึ่งมีขนาดเท่ากับสิงโตหินในธรรมศาสตร์ แต่อีกตัวมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นแม่สิงโตกับลูกสิงโต ๒ ตัว จึงมีเรื่องเล่าลือกันว่าเคยมีคนได้ยินเสียงร้องของสิงโตตัวลูกในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร้องหาแม่สิงโตและสิงโตตัวเล็กอีกตัวที่อยู่ใต้น้ำ ความที่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้คนเห็นอยู่บ่อยๆ จึงต้องทำการสร้างศาลให้โดยเรียกศาลนี้ว่า ศาลสิงโตทอง เพื่อให้ชาวธรรมศาสตร์และประชาชนที่สัญจรไปมาทางน้ำหรือผู้ประกอบอาชีพในแม่น้ำเจ้าพระยาได้มาสักการะขอความคุ้มครองให้ปลอดภัยหรือบนบานขอในเรื่องอื่น

ว่ากันว่าสิงโตหินทั้ง ๓ ตัวนี้ ใช้แก้อาถรรพณ์ฮวงจุ้ยของ วังหน้า ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งวังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นมี

๑.กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาในรัชกาลที่๑
๒.กรมพระราชวังบวรมหาเสนารักษ์ พระอนุชาในรัชกาลที่ ๒

๓. กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ พระปิตุลาในรัชกาลที่ ๓

๔. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระอนุชาในรัชกาลที่ ๔
๕. กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตำแหน่ง วังหน้า มีความสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ด้วยความที่มีอำนาจราชศักดิ์รองลงมาจากพระมหากษัตริย์ ที่ตั้งของ วังหน้า จะอยู่ไม่ไกลจาก วังหลัง ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินนักซึ่งในอดีตวังหลวงนั้นอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับวัดพระแก้ว วังหน้าหรือตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ถูกยกเลิกลงในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๓๐ และเมื่อพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าไม่ได้ใช้ประโยชน์ รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดฯพระราชทานให้เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับ วังหน้า ที่เกี่ยวข้องกับสิงโตหินจีนทั้ง ๓ ตัว นี้ก็คือ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ ซึ่งเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่าในสมัยที่ กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็ได้มีผู้กราบบังคมทูลว่า พระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลนั้นอยู่ตรงกับปากคลองบางกอกน้อยและเป็นปากทาง ๓ แพร่ง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยในตำราจีนถือว่าไม่ดีจะมีแต่เรื่องวุ่นวาย ต้องแก้เคล็ดโดยทำรูปสิงโตคาบกั้นหยั่นไปติดไว้ที่ริมน้ำหันหน้าไปสู่ปากคลองเพื่อต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามาในพระราชวัง

ซึ่งเครื่องรางรูปสิงโตคาบกั้นหยั่นของจีนนี้ นับแต่ครั้งโบราณถึงปัจจุบันก็เป็นที่นิยมใช้สำหรับแก้อาถรรพณ์วงจุ้ยของสถานที่อยู่อาศัย หรือที่ทำงาน โดยคนจีนถือว่าเป็นเครื่องรางของขลังสำหรับปราบมาร หรือสิ่งไม่ดี ให้ออกไปและบันดาลโชคลาภมาให้ จึงนิยมหามาติดไว้โดยเฉพาะหน้าบ้านหรือที่ทำงานที่อยู่ใกล้ทาง ๓ แพร่ง หรือมีบ้านที่หน้าจั่วบ้านอื่นหันมาตรงกับบ้านเรา บ้านที่มีเสาไฟฟ้าตรงกับหน้าบ้านและบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าทางแรง เป็นต้น



ส่วนอาถรรพณ์ภายในวังหน้าเมื่อมีผู้กราบบังคมทูล เช่นนั้น กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ ทรงเห็นว่าหากนำป้ายรูปสิงโตคาบกั้นหยั่นไปติดไว้จะไม่เหมาะสม พระองค์จึงได้สั่งให้นำสิงโตหินมาจากเมืองจีน ๓ ตัว เพื่อทำพิธีทางไสยศาสตร์มีการปลุกเสกและลงยันต์ ทำพิธีตามธรรมเนียมจีน เสร็จแล้วจึงนำลงไปไว้ในแม่น้ำเจ้าพระยาหันหน้าตรงปากคลองบางกอกน้อย (บางข้อมูลก็ว่านำไปตั้งไว้ริมน้ำเจ้าพระยา แต่ต่อมาถูกกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งลงไปเรื่อยๆ สิงโตทั้งสามจึงร่วงหล่นไปอยู่ใต้น้ำ) กระทั่งต่อมาได้มีผู้นำสิงโตตัวเล็ก ๑ ใน ๒ ตัว ขึ้นมาตั้งไว้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสร้างศาลให้เป็นที่สักการบูชา ส่วนสิงโตตัวใหญ่และตัวเล็กอีก ๑ ตัว นั้นได้มีนักประดาน้ำดำลงไปดูยังเห็นว่าคงอยู่ในตำแหน่งเดิม เพียงแต่มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่หนาเตอะ

นี่ก็เป็นที่มาของการแก้อาถรรพณ์ในรั้ววัง ซึ่งทำให้รู้ว่าในสมัยโบราณผู้คนและเจ้านายในยุคนั้นก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย หลักฐานนั้นก็ยังมีให้เห็นอยู่ทุกวันนี้"

 
เรื่องโดย : สายทิพย์    ที่มา: นิตยสารหญิงไทย
ฉบับที่ ๗๔๔ ปีที่ ๓๑ ปักษ์แรก เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

จากความเชื่อเดิมของชาวจีนที่เชื่อว่าสิงโตนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีและสามารถคุ้มครองป้องกันภยันตรายได้ เมื่อนำมาตั้งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเช่นนี้จึงเป็นที่เคารพบูชาแก่ผู้เดินเรือ โดยจะเห็นว่าเมื่อมีเรือขับผ่าน ผู้ที่สัญจรทางเรือนั้นจะยกมือขี้นมาพนมไหว้เพื่อขอให้ปลอดภัยในเดินเรือ หรือมั่งคั่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ และด้วยความศักดิ์สิทธิของศาลสิงห์โตทองแห่งนี้ที่มีชื่อเสียงด้านความรัก อีกทั้งยังตั้งอยู่ในบริเวณของมหาวิทยาลัยจึงส่งผลให้เป็นที่พึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการขอเรื่องโชคลาภ ความรักและการเรียนแก่นักศึกษาและประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการจะเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นการได้มาขอพรถึงที่นับว่าเป็นต่อเลยทีเดียว

นอกจากนี้สำหรับนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ยังมีเรื่องเล่ากันปากต่อปากอีกว่าหากอธิษฐานถึงสิงโตทองและปักธูปไว้ที่หนังสือหน้าใดก็ตามหน้านั้นก็จะออกสอบอีกด้วย

อ้างอิง :   นิตยสารหญิงไทย , เรื่องโดย : สายทิพย์
ฉบับที่ ๗๔๔ ปีที่ ๓๑ ปักษ์แรก เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ปิยะนัย เกตุทอง