“ตำนานนางเงือก” เรื่องเล่ารุ่นตายาย เมื่อเงือกสาวไม่ได้สวยอย่างในจิตนาการ เรื่องสยองขวัญในคืนเดือนหงาย #ประสบการณ์ในคลองบางกอกน้อย

Publish 2018-01-15 15:25:18


เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่มีผู้คนในสมัยก่อนเล่าต่อๆกันมาตั้งแต่โบราณ เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางเงือกในเมืองไทย โดยเฉพาะถือว่าเป็น เรื่องเล่าหนึ่งในตำนาน “นางเงือกในคลองบางกอกน้อย” ที่มีการเล่าถึงการพบนางเงือกตลอดลำคลองบางกอกน้อย ซึ่งมีหลายจุดที่มีการบอกเล่ากันว่าพบเจอนางเงือก เช่น ที่ท่าเรือสถานีรถไฟบางกอกน้อย ฯลฯ โดยมีการเล่าต่อๆกันมาว่า
 



(ภาพคลองบางกอกน้อยในสมัยก่อน)
ในคืนเดือนหงาย พระจันทร์เต็มดวง ยามนั้น ที่แม่และยายเล่า ที่แพยายหนอมสุวรรณเตมีย์ ที่ขายยาไทย ประจำคลองบางกอกน้อย ที่ตอนนั้นเป็นแพลูกบวบ ( ไม้กระบอกจากลำไผ่ผึ่งแห้ง ) มีบ้านไทยทรงจั่วแหลมตั้งอยู่บนแพนั้น ขายยาไทย รับกวาดคอเด็กเล็ก ที่เป็นยาไทย ..นอกแพก็จะมีแพลูกบวบเป็นมัดๆ ไว้กันคลื่นตลอดแนวแพ แพนี้ตั้งฝั่งเดียวกับบ้านผม เยื้องกับวัดสุวรรณคีรี ห่างจากบ้านคุณยายชมข้ารับใช้ ใน ร.๖ ที่เป็นญาติทางแม่และยายเล็กน้อย..
ในคืนเดือนหงาย ได้มีสิ่งที่ปรากฏอยู่หน้าแพยายหนอม ที่แพลูกบวบหน้าแพ คือ มัดลูกบวบเปล่า มีเสียงหัวเราะ พูดคุยด้วยเสียงที่เล็กๆ ไม่คุ้นหู..พูดคุย เล่น ที่เสียงมีความรื่นเริง ทำให้ยายหนอมตื่นขึ้นมา ดูว่าเสียงริมแพหน้าบ้านคือเสียงอะไร...จากนอน ลุกมานั่ง และเพ่งไปข้างหน้า สิ่งที่เห็น ทำให้ยายหนอม ตกใจมาก เพราะเห็น......
นางเงือกเป็นหญิงสาวสวย ผมยาว กำลังใช้มือยันแพ ขึ้นจากน้ำ มาคว้ากระจกส่องหน้า ส่องตัวเอง ข้างในน้ำนั้น ยังมีเงือกอีกสองตัว กำลังขึ้นจากน้ำเช่นกัน เป็นเงือกตัวพ่อ กับแม่ ขึ้นมานั่งบนแพ หางที่เป็นปลาก็พัดโบกในน้ำทำให้มีเสียงดัง เหมือนปลาตัวใหญ่ๆว่ายฮุบเหยื่อบนผิวน้ำ หางโบกไปมาทั้งสองสาม ตัวเงือกนั้น เสียงพูดคุยเล่นก็มาจากเงือกนี่เอง..ยายหนอมว่าแทบสิ้นสติ ปากก็ร้องไม่ออก ตกตะลึง ว่าเงือกมาอยู่บนแพนี่ไง...
ลุกขึ้นยืน..ตะโกนถามด้วยความตกใจ...ว่า...ใคร เล่นน้ำหน้าบ้าน น่ะ......เงือกหันมาทางเสียงยายหนอม..เมื่อสบตา ..ยายหนอมเล่าว่า..ตาเงือกเป็นสีแดงประกาย..โดดลงน้ำจากแพลูกบวบนั้นทันที เสียงดัง น้ำกระจาย เปียกแพลูกบวบนั้น...และเห็นหัวเงือกทั้งสาม ผลุบโผล่ว่ายน้ำ ไปทางวัดขี้เหล็ก สุวรรณคีรี ปากแม่น้ำสามแพร่ง สองสามครั้ง ที่ว่ายน้ำเรียงๆไปทางหน้าวัดขี้เหล็ก มองจนลับตาไปกับเงือกทั้งสาม.....
รุ่งขึ้น ยายหนอมไม่หลับนอนมาทั้งคืน..มาดูแพหน้าบ้านที่เงือกมาเล่นน้ำอยู่เมือคืนนี้..พบกระจก ที่นางเงือกลืมทิ้งไว้...จึงเก็บเข้าบ้านมา...วันต่อไปยายหนอม ว่าเอาไปคืนที่เดิม แต่นางเงือก ไม่มาอีกแล้ว...หายจากไปเลย จากวันนั้นที่ว่าไม่รู้ปีใดที่แม่เล่า เรื่องเงือกหน้าวัดขี้เหล็กนี้...
ส่วนกระจก ยายหนอม เอามาให้แม่และยายดู แม่ว่าทำมาจากทองเหลือง สวยมาก มีด้ามจับ มีลวดลายที่งดงาม ......ที่ ทิ้งไว้ ให้ยายหนอม ดูต่างหน้าจนเป็นเรื่องเล่ามานี้......



(ภาพคลองบางกอกน้อยในปัจุบัน)
และเรื่องจริงในวัยเด็กของผม (ผู้เล่า)นั้น...เมื่อจะต้องไปคลองบางระมาดที่แม่จะต้องไปตัดเสื้อผ้า ที่แพ น้าเพ็กเฮียง วันที่พวกเด็กแพ พวกนี้ จะเป็นบ้านแล้ว คือตั้งเสา และยึดบ้านจากแพมาเป็นเสา ที่เตรียมปักเสาในหน้าร้อน ยามน้ำลง เมื่อน้ำขึ้นสุดก็เปลี่ยนจากแพ มาเป็นบ้าน จากบ้านมายามน้ำขึ้น ผ่านแพยายหนอมที่วันนี้เป็นบ้านแล้วเช่นกัน ต้องรีบพาย มีน้ำวนแถวนี้ แม่มาคนเดียวไม่ได้ ต้องมีผมเป็นเพื่อนพายเรือมาด้วยกัน ต้องนั่งพูดคุย เป็นเพื่อนน้าเพ็กเฮียงจนน้ำลง ค่อยพายเรือกลับบ้าน พายเรือผ่านนี่ ยามโพล้เพล้ ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก...
ทำให้นึกถึงเรืองนางเงือกที่วัดขี้เหล็กไม่หาย....
อีกทั้ง เมื่อผมโตจากวัยเด็กเล็ก เมื่อเกาะเรือมาที่บริเวณนี้ ผมจะไม่ยอมลงน้ำจากเรือเด็ดขาด ต้องไปลงแถววัดไก่เตี้ย หรือก่อนนั้น หรือถ้าเรือไปทางบางใหญ่ ก็ลงแถววัดชะลอ หรือเรือผ่านกลับอีกฝั่งก็โดดลง เกาะเรือกลับ จะไม่ลงหน้าวัดขี้เหล็ก ในตอนนั้น น้ำจะวน เชี่ยว แรง มากๆ ...เรื่องเงือก จะเป็นเรื่องที่ดูน่ากลัวและ หวาดเสียว ชวนหวาดระแวงมาก ที่จะได้พบเห็น เป็นความกลัว ของเด็กวันนั้นครับ....
เรื่องเงือก ในคลองบางกอกน้อย เป็นเรื่องเล่าหลายๆที่ ตลอดลำคลองนี้ มีเรื่องเล่ากันที่ไม่อยากเจอะเจอ ..มีเงือกแถววัดสุวรรณาราม เงือกแถวบันได้ท่าน้ำหน้าหลวงพ่อโบสถ์น้อยสถานีรถไฟก็มี...
แพยายหนอมที่เป็นร้านขายยา สุวรรณเตมีย์ .ริมคลองบางกอกน้อย เยื้องวัดขี้เหล็ก .ต่อมา เปิดร้านที่วัดสามปลื้ม ที่เมื่อก่อนเลี้ยงจระเข้ตัวใหญ่ๆ เลี้ยงมานานมาก จนตายจากไป เด็กๆเมื่อก่อนมาวัดนี้ ต้องไปดูจระเข้ให้ได้... วัดอยู่ในสำเพ็ง ประมาณนั้น เปิดเป็นร้านขายยาไทย คือร้าน เจ้ากรมเป๋อ ที่ขายยาไทย จากวันนั้น จนทุกวันนี้ ครับ......
ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วน ที่มาจาก FB : เพจChach Hutanavin
 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กิตติ จิตรพรหม