ผลของกรรมเก่า!! ด้วยแรงอธิษฐาน พญานาคแปลงกายเป็น "กระรอกเผือก" สู่..ตำนานพญานาคถล่มเมือง "ท้าวผาแดงกับนางไอ่คำ" รักสะท้านหนองหารล่ม !!

Publish 2018-01-22 17:34:37

 

            ความเชื่อเรื่องพญานาคมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ หลายคนศรัทธาในองค์พญานาค มีตำนานมากมายเกี่ยวกับพญานาคหนึ่งในนั้นคือ " ตำนานผาแดงนางไอ่" หมู่บ้านที่อยู่ติดริมหนองหานและอยู่ในอาณาบริเวณรวมแล้วประมาณ ๖๐ หมู่บ้านจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนองหานมีความกว้างใหญ่เพียงใดและมีตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาคที่มีชื่อเสียงว่า ตำนานผาแดงนางไอ่ ซึ่งคนในชุมชนยังมีความเชื่อในตำนานเรื่องนี้สืบต่อกันมายาวนาน เรื่องมีอยู่ว่า 

“พระยาขอม” ผู้ครองเมืองเอกชะธีตา มีธิดานางหนึ่งชื่อ “นางไอ่  ซึ่งป็นหญิงที่มีรูปร่างงดงาม เลื่องลือไปทั่วแดนไกล เจ้าชายหลายหัวเมืองต่างหมายปองอยากได้มาเป็นคู่ครองกันทุกคน จน ท้าวผาแดง เจ้าชายเมืองผาพง ทราบข่าวความงดงามของ นางไอ่ ก็เกิดความหลงไหล จึงวางแผนสานสัมพันธ์ไมตรีด้วยการส่งแก้วแหวนเงินทอง และผ้าแพรพรรณเนื้อดีไปฝาก นางไอ่ เมื่อมหาดเล็กนำเอาสิ่งของไปมอบให้ แถมยังได้บอก นางไอ่ ถึงความรูปหล่อ องอาจ ผึ่งผายของ ท้าวผาแดง ให้ฟัง นางก็เกิดความสนใจและฝากเครื่องบรรณาการไปให้ท้าวผาแดง เป็นการตอบแทน และก่อนที่มหาดเล็กจะเดินทางกลับ นางไอ่ ได้ฝากคำเชิญ  ท้าวผาแดง ซึ่งตั้งทัพรออยู่นอกเมืองให้เข้าพบนางที่วังพระยาขอม จะคงเป็นด้วยบุพเพสันนิวาส บวกกับเจ้ากามเทพได้แผลงศรรักไปปักอกคนทั้งสองเข้า ก็ทำให้คนคู่นี้รักกันอย่างมาก 




              แต่ยังมี “ท้าวพังคี” ลูกชาย พญาศรีสุทโธ พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ที่เป็นอีกหนึ่งผู้ที่มีความใฝ่ฝันอยากยลโฉมของ นางไอ่ แต่ต้องใมีอันเป็นไป เพราะเวรกรรมในอดีตชาติ โดยเรื่องมีอยู่ว่า

 

             เมื่อชาติก่อน ท้าวพังคี เกิดเป็นชายหนุ่มที่ยากจนและเป็นคนใบ้ ที่ยวเดินทางเขอทานไปตามหมู่บ้านต่างๆ จนมาถึงหน้าบ้านเศรษฐีคนหนึ่ง ก็ได้ขอเข้าไปอาศัย โดยช่วยทำงานให้บ้านของเศรษฐีอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทำให้เศรษฐีมีความเอ็นดูเป็นอย่างมาก ถึงกับยกลูกสาวสวยนางหนึ่งให้เป็นภรรยา ลูกสาวของเศรษฐีนางนี้คือ นางไอ่ ในชาตินี้นั่นเอง ท้าวพังคี ในชาตินั้นเป็นคนไม่เอาไหน แทนที่จะรักภรรยา กลับไม่สนใจใยดี ไม่ยอมหลับนอนด้วยกันฉันสามี – ภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว ภรรยาก็ไม่ปริปากบอกใครทราบ ปรนนิบัติสามีเยี่ยงภรรยาที่ดีเสมอมา อยู่มาวันหนึ่ง ชายใบ้ก็คิดถึงญาติพี่น้องที่บ้านเกิดของตน จึงพาภรรยากลับไปเยี่ยม เศรษฐีผู้เป็นบิดาได้จัดแจงให้ลูกสาวหาบเสบียงอาหารตามสามีไป หนุ่มใบ้ก็ไม่เคยหาบแทนเลย นางทนลำบากหาบของหนักข้ามห้วยและป่าเขา จนกระทั่งเสบียงอาหารหมดลงกลางทาง หนุ่มใบ้เห็นมะเดื่อสุกเต็มต้น จึงขึ้นไปเก็บกินแทนข้าว ฝ่าย ภรรยา ชะเง้อคอแหงนหน้าขึ้นมองสามีหวังให้โยนลูกมะเดื่อลงไปให้กินบ้าง แต่หนุ่มใบ้กลับไม่ใส่ใจเนื่องจากเป็นคนใจแคบ กินอิ่มคนเดียวแล้วก็ลงจากต้นมะเดื่อเดินหนีไป นางจึงขึ้นเก็บกินเอง เมื่อนางกินอิ่มแล้วก็ลงมาแต่ไม่พบสามี จึงออกเดินตามหา แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ นางได้รับความลำบากเป็นอย่างมาก พอเดินทางถึงต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ นางจึงลงอาบน้ำและดื่มกินจนมีความสดชื่นขึ้นมา จึงตัดสินใจแล้วอธิษฐานว่า “ชาติหน้าขอให้สามีตายอยู่บนกิ่งไม้ และอย่างได้เป็นสามี – ภรรยากันอีกเลย”  ด้วยแรงอธิษฐานของนาง ชาติต่อมา “เจ้าใบ้” จึงเกิดมาเป็น “ท้าวพังคี” ส่วนนางเองได้เกิดมาเป็น “นางไอ่”

 

            จากนั้นฝ่าย พระยาขอม เห็นว่า นางไอ่ โตเป็นสาวแล้ว จึงมีใบฎีกาแจ้งไปยังหัวเมืองน้อยใหญ่ ให้ทำบั้งไฟมาจุดแข่งขันกันที่เมืองเอกชะธีตา (เมืองหนองหาน ต้นลำน้ำปาวในปัจจุบัน) เพื่อจุดถวายพญาแถนให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่งเป็นการแข่งขัน หากบั้งไฟเมืองไหนขึ้นสูงกว่า ก็จะได้ นางไอ่ ผู้เลอโฉมไปเป็นคู่ครอง  โดยกำหนดให้ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือนหก เป็นวันงาน ทำให้เจ้าชายเมืองต่างๆ ทำบั้งไฟมาจุดแข่งขันกันอย่างมากมาย บุญบั้งไฟครั้งนั้นนับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่มโหฬารมาก พอถึงวันงานผู้คนต่างหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ทั้งยังมีการแข่งขันตีกลอง ซึ่งคนอีสานเรียกว่า “เส็งกอง”  กันอย่างครึกครื้น หนุ่ม - สาวต่างเกี้ยวพาราศรีกันอย่างสนุกสนาน งานบุญบั้งไฟในครั้งนี้ แม้ ท้าวผาแดง จะไม่ได้รับฎีกาบอกบุญเชิญให้นำเอาบั้งไฟไปร่วมงานด้วยก็ตาม แต่ว่าที่พ่อตา ก็ให้การต้อนรับท้าวผาแดงเป็นอย่างดี

                ฝ่าย ท้าวพังคี เจ้าชายเมืองบาดาล ก็อยากมายลโฉม นางไอ่ และวางแผนในใจว่า บุญบั้งไฟครั้งนี้ข้าต้องไปให้ได้ แม้พ่อข้าจะห้ามอย่างไรก็ตาม จากนั้นก็พาไพร่พลส่วนหนึ่งออกเดินทางขึ้นมาเมืองมนุษย์ ก่อนโผล่ขึ้นเมืองเอกชะธีตาของพระยาขอม ท้าวพังคี ก็พาบริวารแปลงร่างเป็นมนุษย์บ้าง สัตว์บ้าง ส่วนท้าวพังคี ได้แปลงร่างเป็นกระรอกเผือก ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า กะฮอกด่อน ได้ออกติดตามลอบชมโฉมนางไอ่ในขบวนแห่ของพระยาขอมไปอย่างหลงไหลในความงามของนาง การจุดบั้งไฟแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน ทุกคนใจจดจ่ออยากรู้ว่าบั้งไฟเจ้าชายเมืองไหนจะชนะและได้ นางไอ่ ไปครอบครอง ซึ่งการจุดบั้งไฟครั้งนั้น ท้าวผาแดงและพระยาขอม มีเดิมพันกันว่า ถ้าบั้งไฟท้าวผาแดงชนะบั้งไฟพระยาขอม แล้วก็จะยก นางไอ่ ให้ไปเป็นคู่ครอง แต่ผลปรากฎว่า บั้งไฟของ พระยาขอม ไม่ขึ้นจากห้าง ส่วนของ ท้าวผาแดง แตก(ระเบิด) คาห้าง คงมีแต่บั้งไฟของ “พระยาฟ้าแดด” เมืองฟ้าแดดสูงยาง และของ “พระยาเซียงเหียน” แห่งเมืองเซียงเหียนเท่านั้นที่ขึ้นสู่ท้องฟ้า นานถึง 3 วัน 3 คืน จึงตกลงมา แต่พระยาทั้งสองนั้นเป็นอาของนางไอ่ เป็นอันว่าเธอจึงไม่ตกเป็นคู่ครองของใคร

 

                เมื่องานบุญบั้งไฟเสร็จสิ้นลง ท้าวผาแดง และ ท้าวพังคี ต่างฝ่ายก็ต่างกลับบ้านเมืองของตน แต่ในที่สุด ท้าวพังคี ก็ทนอยู่บ้านเมืองตนไม่ได้ เพราะหลงไหลในความงดงามของนางไอ่ จึงพาบริวารขึ้นมายังเมืองเอกชะธีตาอีกครั้ง โดยแปลงร่างเป็น กระรอกเผือก อย่างเดิม ส่วนที่คอแขวนกระดิ่งทอง เฝ้าคอยไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้หน้าต่างห้องนอนของนาง เมื่อเสียงกระดิ่งทองดังกังวาลขึ้น นางไอ่ ได้ยินก็เกิดความสงสัยจึงเปิดหน้าต่างออกไปดู เห็นกระรอกเผือกวิ่งและเต้นไปเกาะกิ่งไม้ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู นางก็เกิดอยากได้ขึ้นมาจึงสั่งให้นายพรานฝีมือดีออกติดตามจับกระรอกเผือกให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดนายพรานก็จับไม่ได้ เพราะความว่องไวของกระรอกตัวนั้น นางไม่พอใจขึ้นมา สั่งให้นายพรานจับให้ได้ ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย นายพรานออกติดตามกระรอกเผือกเริ่มตั้งแต่บ้านพันดอน บ้านน้ำฆ้อง ก็ไม่มีโอกาสที่จะจับกระรอกเผือก จึงไล่ติดตามมาถึงบ้านนาแบก บ้านเหล่าหมากบ้า บ้านเหล่าแชแลหนองแวง บ้านเหล่าใหญ่ บ้านเมืองพรึก บ้านคอนสาย บ้านม่วง ก็จับยังไม่ได้ ในที่สุดผลกรรมแต่ชาติปางก่อนตามมาทัน เมื่อกระรอกเผือกตัวน้อยหนีนายพรานมาถึงต้นมะเดื่อที่มีผลสุกเต็มต้น เจ้ากระรอกน้อยก็ก้มหน้าก้มตากัดกินลูกมะเดื่อด้วยความหิวโหย นายพรานไล่ตามมาทันก็เกิดความโมโหที่จับเป็นไม่ได้ จึงตัดสินใจใช้หน้าไม้อาบยาพิษยิงถูกร่างเจ้ากระรอกเผือกเต็มๆ ท้าวพังคี รู้ตัวดีว่าต้องตายแน่ๆ จึงสั่งให้บริวารกลับเมืองบาดาลเพื่อนำเอาความไปเล่าให้บิดาทราบ และก่อนจะสิ้นใจ ก็แสดงอิทธิฤทธิ์ โดยร่ายมนต์อธิษฐานว่า “ขอให้เนื้อของตนมีมากมาย 8,000 เล่มเกวียน มากพอเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมืองอย่างทั่วถึง” เมื่อกระรอกเผือกสิ้นใจตาย นายพรานกับพวกก็นำเอาร่างของกระรอกเผือกไปชำแหละเอาเนื้อที่บ้านเชียงแหว เมื่อนายพรานปาดเอาเนื้อแบ่งให้ผู้คนทั้งบ้านใกล้บ้านไกลได้กินกัน ก็ปรากฏว่าเนื้อของกระรอกน้อยก็เพิ่มขึ้นมาอย่างทวีคูน ผู้คนในเมืองต่างพากันกินเนื้อกระรอกอย่างอิ่มหมีพลีมัน ยกเว้นผู้คนที่บ้านดอนแม่หม้ายไม่มีผัว หรือ “บ้านดอนแก้ว”  ซึ่งอยู่กลางทุ่งหนองหานเท่านั้นที่พวกพรานไม่ได้แบ่งปันให้กิน

 

                ฝ่ายบริวาร ท้าวพังคี เมื่อกลับถึงเมืองบาดาลก็เล่าเหตุการณ์ที่ลูกชายถูกนายพรานฆ่าตายให้พญานาคราชผู้เป็นบิดาฟัง พญาศรีสุทโธ ก็เกิดความกริ้วโกรธโกรธา สั่งจัดบริวารเป็นริ้วขบวนกำลังยกพลโยธาทัพขึ้นไปอาละวาดที่เมืองพระยาขอมถล่มทลายให้หายแค้น พร้อมประกาศก้องว่า “ใครกินเนื้อลูกพังคีของข้าพวกมึงอย่าไว้ชีวิต” เหล่านาคบริวารออกอาละวาดไปทั่วแดนเมืองเอกชะธีตา เสียงดังครืนๆ ฆ่าผู้คนตายไปอย่างมากมาย แผ่นดินเมืองพระยาขอมก็ล่มทลายลงเป็นหนองหานต้นลำน้ำปาว ส่วนบ้านดอนแก้ว หรือดอนแม่หม้ายแห่งเดียวที่ผู้คนไม่ได้กินเนื้อท้าวพังคี จึงไม่ได้ล่มทลายลง ดังที่เห็นในปัจจุบัน ขณะที่บ้านเมืองกำลังล่มทลายเพราะอิทธิฤทธิพญานาคอยู่นั้น “ท้าวผาแดง” พระเอกของเรื่องนี้ ก็ขี่ม้า “บักสาม” เหยาะย่างมุ่งหน้าไปหา “นางไอ่” ท้าวผาแดงเห็นนาคเต็มไปหมดและได้เล่าเรื่องที่พบเห็นให้นางฟัง นางกลับไม่สนใจแต่ได้ทำอาหารที่มีกลิ่นหอมหวลเป็นพิเศษมาให้รับประทาน ท้าวผาแดงจึงถามว่า เนื้ออะไรจึงหอมนัก ก็ได้รับคำตอบจากนางว่า เนื้อกระรอก ถูกนายพรานยิงตายนำมาให้ เท่านั้นเอง ท้าวผาแดงก็ทราบในทันทีว่าเป็นเนื้อของท้าวพังคีชายเจ้าพญานาค จึงไม่ยอมกินอาหาร ที่นางยกมาให้ พอตกตอนกลางคืนในขณะที่ผู้คนกำลังหลับสนิท เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้น เสียงครืนๆ แผ่นดินถล่มดังมาแต่ไกล ท้าวผาแดงก็รู้ในทันทีว่าเป็นการกระทำของพญานาค จึงคว้าร่างนางไอ่ขึ้นหลังม้าบักสามควบหนีออกจากเมืองอย่างสุดกำลัง เพื่อให้พ้นภัย แต่นางไอ่ได้กินเนื้อกระรอกด้วย แม้ว่าท้าวผาแดงจะควบม้าหนีไปทางไหน นาคก็ดำดินติดตามมา แผ่นดินก็ถล่มทลายไปด้วย ท้าวผาแดงควบม้ามุ่งไปภูพานน้อยต้นลำห้วยสามพาดเพื่อหนีไปยังเมืองผาพง พญานาคก็ติดตามอย่างไม่ลดละและแปลงร่างเป็นขอนไม้ขนาดยักษ์ขวางเส้นทางไว้ ม้าบักสามก็กระโดดข้ามอย่างสุดฤทธิ์ สองขาหน้าข้ามขอนไม้ไปได้ แต่สองขาหลังข้ามไม่พ้น จึงทำให้ม้าเสียหลักล้ม อวัยวะเพศของม้าไปกระแทกกับภูพานน้อย เป็นร่องลึกลงไปและกลายเป็นต้นลำห้วยสามพาดมาตั้งแต่บัดนั้น ในที่สุดนางไอ่ก็ถูกพญานาคใช้หางฟาดตกลงจากหลังม้า และจมลงในน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาท้าวผาแดง ด้วยเหตุสุดวิสัยที่จะช่วยนางเอาไว้ได้ เมื่อท้าวผาแดงกลับถึงเมืองผาพง ก็คิดถึงนางไอ่ จนไม่กินข้าวกินปลา ร่างกายผ่ายผอม เกิดล้มป่วยลงและตรอมใจตายตามนางไปในที่สุด


              เมื่อท้าวผาแดงตายเป็นผี ก็ยังมีความอาฆาตเคียดแค้นพญานาค พอได้โอกาสเหมาะ ผีผาแดง ก็เตรียมไพร่พลเดินทัพผีไปรบกับพวกพญานาคให้หายแค้น บริวารผีท้าวผาแดงมีเป็นแสนๆ เดินเท้าเสียงดังอึกทึกปานแผ่นดินจะถล่ม เข้าล้อมเมืองพญานาคเอาไว้ทุกด้าน ต่างฝ่ายต่างใช้อิทธิฤทธิ์รบกันนานถึง 7 วัน 7 คืน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ฝ่ายเจ้าเมืองบาดาล ซึ่งแก่ชรามากแล้ว ก็ไม่อยากก่อกรรมก่อเวรอีก เพราะต้องการไปเกิดในแผ่นดินพระศรีอาริยเมตตรัย จึงไปหาท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นใหญ่ให้มาตัดสิน ท้าวเวสสุวรรณจึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาโดยให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบ ท้าวเวสสุวรรณจึงบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นผลของกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อนที่ตามมาในชาตินี้ และทั้งสองฝ่ายก็มีเหตุผลกล้ำกึ่งกัน จึงให้ทั้งสองเลิกลาไม่ต้องเข่นฆ่ากันอีก ขอให้มีเมตตาต่อกัน และให้ทั้งสองฝ่ายรักษาศีลห้า ปฏิบัติธรรม และให้มีขันติธรรม เมื่อท้าวผาแดงและพญานาคได้ฟังคำสั่งสอนของท้าวเวสสุวรรณก็กลับมีสติ เข้าใจในเหตุและผล ต่างฝ่ายต่างเลิกลากันไป เหตุการณ์ร้ายจึงยุติลงด้วยความเข้าใจ มีการให้อภัยกันในที่สุด

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://payanakara.blogspot.com

              https://sites.google.com/site/lovenumpo/tanan-phyanakh-meuxng-lmcm-badal-thi-hnxnghan

ขอบคุณจาก : ละคร นาคี



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ