ยอดเขาคิชฌกูฏ สถานที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาท” ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย!!มากด้วยความมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์!!.

ยอดเขาคิชฌกูฏ สถานที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาท” ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย!!มากด้วยความมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์!!.

Publish 2018-02-24 08:53:33

หากกล่าวถึง ยอดเขาคิชฌกูฏ ผู้เขียนเชื่อว่าคงไม่มีใครในประเทศไทยเรา ที่จะไม่รู้จักอย่างแน่นอนเพราะยอดเขาคิชฌกูฏ นั้นเป็นสถานที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาท”ที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทยโดยมีความสูงกว่า ๑,๐๔๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล และจัดว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี   เขาคิชฌกูฏ ขึ้นชื่อและมีชื่อเสียงที่ขจรขจายในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์ โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้แสวงบุญที่ต่างก็นิยมเดินทางมาถือศีลปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมากในทุกๆปีคิชฌกูฏ ยอดเขาแห่งศรัทธา



ซึ่งทุกๆปีในช่วงที่เปิดให้มีการขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้น จะมีพุทธศาสนิกชนจารึกแสวงบุญมายังยอดเขาแห่งนี้เป็นจำนวนมากเพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์
ด้วยความศรัทธาและความเชื่อในอานิสงส์ที่แรงกล้าว่าการได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ถือเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและชีวิต ทำให้ในแต่ละปีมีผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามที แต่ผู้คนที่มีความศรัทธาต่างก็รอคอยเวลาที่จะขึ้นไปสักการบูชาบนยอดเขาแห่งนี้

รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏมีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่ มีรอยบุ๋มลึกประมาณ ๒ เมตรเศษ กว้าง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร ค้นพบที่ยอดเขาพระบาท ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว ๔ กม. และต้องเดินเท้าไปสู่ยอดเขาอีกราว ๓ กม. มีประวัติว่า รอยพระพุทธบาทนี้ ค้นพบโดยนายพรานหาของป่า แต่ก็พบว่ายังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่เล่าแตกต่างกันออกไป หนึ่งในนั้นได้กล่าวไว้ว่านายพรานได้ออกหาของป่า โดยเดินขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๗

บังเอิญได้พบกับแหวนนาคขนาดใหญ่ และแผ่นหินที่มีขดก้นหอยคล้ายรอยเท้า เมื่อเห็นดังนั้นจึงได้นำเรื่องแจ้งกับหลวงพ่อเพชร เจ้าคณะจังหวัด ให้ทราบเรื่องราวทั้งหมดที่ตนนั้นได้ไปประสบพบเจอมา เมื่อมีการตรวจสอบตามคำบอกเล่าของนายพราน ก็พบนายพราน ก็พบรอยพระพุทธบาทนั้นจริง ทำให้ทราบว่ารอยพระพุทธบาทที่อยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นมีอยู่จริงตามที่พรานป่าได้บอกเอาไว้ เรื่องราวนั้นก็ได้แพร่สะพัดไปทั่ว

ทำให้ชาวบ้านต่างเวียนกันขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาทด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า กลายเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้น บริเวณยอดเขาคิชฌกูฏยังมีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับตำนานและความเชื่อทางพระพุทธศาสนา เช่น ก้อนหินขนาดใหญ่มีรูปคล้ายกับบาตรพระคว่ำ ใกล้กับหินรูปรอยพระพุทธบาท ศิลาเจดีย์รอยพระหัตถ์ รอยเท้าพญามาร ถ้ำฤาษี ลานแข่งรถพระอินทร์ หินที่มีรูปร่างคล้ายเต่า และช้างขนาดยักษ์ เป็นต้น

ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ในแต่ละปีจะมีผู้คนจำนวนมากเดินทางมานมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต และความเชื่อกันว่า หากใครได้มาขอพรที่พระพุทธบาทแห่งนี้จะสมความปรารถนาทุกประการ จึงอาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมากมายต่างขึ้นมานมัสการรอยพระพุทธบาท เพราะความปรารถนาและสิ่งที่ตนเองนั้นอยากให้บังเกิด หรือเกิดขึ้น และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งที่ผู้คนหลั่งไหลมาทั่วทุกสารทิศ ที่เป็นสิ่งหนึ่งอันแรงกล้าเหมือนกันนั่นก็คือ “ความเชื่อและศรัทธา” ที่เปี่ยมล้น

เดิมทีนั้นพระพุทธบาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า“พระบาทพลวง” แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ พระครูธรรมสรคุณ หรือ (หลวงพ่อเขียน) ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพระบาทพลวง ได้เสนอให้นำชื่อของเขาคิชฌกูฏจากพุทธประวัติมาใช้ ซึ่งเป็นชื่อของภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์ ซึ่ง คันธกุฏีเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีต และตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งนั้น เพื่อให้เป็นที่รำลึกถึงพระพุทธองค์ และแสดงถึงความเจริญทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทย จึงทำให้”เขาพระบาทพลวง”เปลี่ยนชื่อมาเป็น เขาคิชฌกูฏ นับแต่นั้นเป็นต้นมา รวมถึงโรงเรียนมัธยมที่ผู้เขียนได้ศึกษาอยู่ในช่วงนั้น ก็ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียน จากชื่อเดิมตามชื่อของ เขาคิชฌกูฏ อีกด้วย ซึ่งแต่เดิมโรงเรียนมัธยมแห่งนี้มีชื่อว่า “โรงเรียนพลวงวิทยา”ค่ะ ส่วนปัจจุบัน ก็คือ

“โรงเรียนคิชฌกูฏวิทยา” ค่ะ 
ซึ่งรอยพระพุทธบาทนั้นอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ประมาณ ๕ กิโลเมตร ตามเส้นทางแยกเข้าวัดพลวง และเดินเท้าสู่ยอดเขาอีก ๓ กิโลเมตร บนยอดเขาคิชฌกูฏหรือเขาพระพุทธบาทนี้มีปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่ถูกนำมาเกี่ยวพันกับตำนานทางพระพุทธศาสนา อาทิ ศิลาเจดีย์ รอยพระพุทธบาท หินรูปบาตรคว่ำ ถ้ำฤาษี ลานแข่งรถพระอินทร์ หินเป็นรูปคล้ายเต่า และช้างขนาดยักษ์ ในระหว่างวันมาฆบูชาและเทศกาลตรุษจีน จะมีประชาชนมานมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นแบบนี้เป็นประจำทุกปี

ตามความเชื่อที่ว่า ผู้ใดได้เดินทางไปสักการะรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏแล้วนั้นจะสามารถอธิฐานขอพรกับรอยพระพุทธบาทได้สิ่งหนึ่ง ซึ่งจะสามารถขอได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นและสิ่งที่ขอนั้นส่วนมากก็มักจะได้ตามที่เราขอไว้ ตามบุญบารมีที่เราได้สั่งสมและได้ทำเอาไว้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมาที่ยอดเขาแห่งนี้นั่นก็คือ ความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา นั่นเอง ค่ะ


 


แสวงบุญมุ่งหน้าสู่เขาคิชฌกูฏ

สิ่งที่เราจะต้องมีเป็นอย่างแรกในการขึ้นเขาคิชฌกูฏนั่นก็คือ “ศรัทธา” เพื่อเป็นสิ่งที่จะทำให้เรานั้นมีกำลังใจที่จะฟันฝ่าต่อเส้นทางที่สุดแสนหฤโหด ต้องมีการวางแผน และเตรียมตัวล่วงหน้า โดยต้องมีการสวมรองเท้าสำหรับขึ้นเขาที่ใส่สบายไม่กัดเท้า เพื่อสะดวกต่อการเดินทาง ใส่เสื้อยืด กางเกงขายาวหรือกางเกงสามหรือสี่ส่วนที่ไม่รัดจนเกินไป (เตรียมชุดสำหรับเปลี่ยนตอนกลับอีก ๑ ชุด)

มีอุปกรณ์อาบน้ำ เพื่ออาบน้ำตอนลงจากเขาและจัดเตรียมดอกไม้ (เป็นช่อและกลีบดอกไม้สำหรับโรยตรงรอยพระพุทธบาท) ธูปเทียน และ สร้อยไข่มุก สำหรับถวายเจ้าแม่กวนอิม จะซื้อตรงบริเวณนั้นก็ได้ (แต่เป็นสร้อยแบบเวียน) แลกเหรียญบาทไปสัก ๑๐๐ บาท เอาไว้วางตรงทางที่เราเดินผ่านไปตามสถานที่ต่างๆ และที่สำคัญเพื่อให้การเดินทางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะพร้อมสำหรับการปีนเขา เพราะเส้นทางก่อนขึ้นถึงเขานั้นชันพอสมควร เราจึงควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้เตรียมพร้อมสำหรับศึกหนักบนเส้นทางที่สุดแสนหฤโหด

นอกจากนั้น ยังจะต้องเจอกับผู้คนจำนวนมากที่ขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเช่นเดียวกับเรา ดังนั้น สุขภาพร่างกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือ “ใจ” ที่มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะต่างคนก็ต่างมีความปรารถนาที่ต้องการเหมือนกันนั่นก็คือ “ความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา” นั่นเอง

ความตั้งมั่นและศรัทธา

คนเรานั้นถ้าจะทำสิ่งใดให้สำเร็จและเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องมีความตั้งใจและตั้งมั่น เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานทุกอย่าง เรียกว่าหากมีความตั้งใจแล้วเรื่องยากมากจนเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ก็อาจสำเร็จได้โดยง่าย ความตั้งใจนั้นต้องประกอบไปด้วยความมุ่งมั่นในความเป็นไปได้จึงจะสำเร็จผล และสิ่งที่ออกมาก็จะมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงมีประสิทธิผลด้วยเช่นกันอาจจะมีอยู่หลายครั้งที่เราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง แต่เกิดท้อ เกิดอุปสรรค และปัญหา สิ่งหนึ่งที่เราต้องยึดเหนี่ยวไว้ให้มั่นก็คือ ความตั้งใจ เชื่อแน่ว่าเมื่อใดที่เรายังยึดมั่นอยู่กับความตั้งใจ เราย่อมประสบความสำเร็จได้โดยง่าย รวมทั้งศรัทธาที่เรามีต่อสิ่งนั้นๆ สิ่งที่เราตั้งใจไว้ก็จะประสบความสำเร็จแน่นอนค่ะ 

การขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏก็เช่นกัน มีหลายต่อหลายคนพอขึ้นมาแล้วเกิดถอดใจไม่ขึ้นไป เพราะความว่าการเดินทางนั้นลำบาก บางคนถึงแม้ว่าจะนั่งรถขึ้นไปก็ตามทีก็ยังคิดว่าเป็นสิ่งที่ลำบากสำหรับตนเอง ทำให้ศรัทธาและความตั้งใจในตอนแรกนั้นหายไป สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเราเป็นคนที่มีความตั้งใจมากหรือน้อยเพียงใดนั่นก็คือ การเดินเท้า เพื่อขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาท

เพราะนั่นเปรีนบเสมือนเหมือนตัววัดค่าความตั้งใจความอดทนที่จะสามารถบ่งชี้ให้เห็นได้ว่า คุณมีความตั้งใจมากหรือน้อยเพียงใด อย่าคิดว่า หนทางที่ขึ้นไปเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ให้คิดว่าที่เราขึ้นไปนั้นเพื่อไปนมัสการ เพื่อไปกราบพระพุทธเจ้า ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้มานมัสการ และหนึ่งปีจะมีเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีความมานะบากบั่นขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงตระหง่านฟ้า ด้วยศรัทธาที่มีอย่างแรงกล้าต่อองค์ตถาคต
หลายต่อหลายคนนั้นปรารถนาที่จะได้มานมัสการรอยพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสักครั้งในชีวิต ผู้ที่มีโอกาสได้มายังสถานที่แห่งนี้ขอให้จงตั้งใจนึกถึงแต่สิ่งที่ดีที่เป็นกุศล เป็นเหมือนสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพและบูชาเป็นการสร้างบุญบารมี เพื่อให้ชีวิตของเราและครอบครัวประสบสิ่งที่ดี คิดสิ่งใดก็สมปราถนาทุกประการ ได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าสู่มรรคผลนิพพานโดยเร็วเถิด

ประเพณีการนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ

ประเพณีการนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏเป็นเทศกาลเดือน ๓ ที่ปฏิบัติกันมานานแล้ว เดิมเริ่มขึ้นไปนมัสการในวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ รวม ๑๕ วันของทุกปี แต่มาระยะหลังเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงได้เพิ่มเวลาให้นมัสการมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นต้นมาค่ะ

รอยพระพุทธบาทแห่งนี้เปิดให้นมัสการ ๖๐ วัน และยังคงยึดเดือน ๓ เหมือนเดิม ก่อนการนมัสการจะเริ่มขึ้นคือ ในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๒ จะมีการทำพิธีเปิดพระบาทเรียกว่า “เปิดป่า” แล้วจึงเริ่มให้ขึ้นนมัสการพระบาทจนครบ ๖๐ วัน จึงมีพิธีเปิดป่าสำหรับการเดินทางไปนมัสการ ในสมัยแรกต้องเดินด้วยทางเท้า โดยเริ่มตั้งแต่วัดพลวงไปจนถึงพระพุทธบาทแต่กลับไม่ทันในวันเดียว คนที่ขึ้นไปนมัสการต้องพักค้างคืน

แต่ในปัจจุบันสามารถไปกลับได้ภายในวันเดียว การขึ้นก็อาจจะเดินทางด้วยเท้า ใช้เวลาในการขึ้นรวมทั้งพักระหว่างทางด้วยประมาณ ๕ ชั่วโมง แต่ถ้าไม่เดินจะมีรถให้บริการเป็น ๒ ช่วงแล้วเดินทางต่อด้วยเท้าอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง แต่การเดินทางด้วยเท้าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศอันร่มรื่น ความงดงามของป่าตามธรรมชาติได้มากกว่า

เมื่อขึ้นไปถึงรอยพระพุทธบาทแล้วจะหายเหน็ดเหนื่อยทันที เพราะอากาศจะเย็นสบาย และสามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่งดงามของเมืองจันทบุรีได้ส่วนหนึ่ง นับว่าคุ้มค่าต่อการอดทนเดินทางขึ้นมา ซึ่งเป็นการเดินทางที่ยาวนาน ระหว่างทางจะมีเจดีย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมีถ้ำหลายถ้ำให้เข้าไปชม เช่น ถ้ำน้ำ ถ้ำวิมาน และถ้ำฤาษี ระหว่างการเดินทางจะพบกับผู้คนหลายวัย แม้ว่าจะมาจากต่างถิ่นต่างที่ แต่ก็จะแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันค่ะ 

ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก(อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ!! ขอบคุณที่มาของภาพข้อมูลจาก:วิกิพีเดีย, ขอขอบคุณ :หนังสือบูชารอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ / สำนักพิมพ์ Think Beyond Belive นำ ศรัทธา สู่ ปัญญา,และข้อมูลเพิ่มเติม,(บางส่วน)
จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย: โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน