ตามรอยนาง12 ตามหา "ยาวิเศษ"... "มะม่วงหาว มะนาวโห่" ผลไม้ที่นางยักษ์ใช้เป็นอุบายกำจัดรถเสน...ที่แท้เป็นสมุนไพร ที่แก้ได้สารพัดโรค !!

ตามรอยนาง12 ตามหา "ยาวิเศษ"... "มะม่วงหาว มะนาวโห่" ผลไม้ที่นางยักษ์ใช้เป็นอุบายกำจัดรถเสน...ที่แท้เป็นสมุนไพร ที่แก้ได้สารพัดโรค !!

Publish 2018-05-01 12:29:40

       

มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ พันธุ์ไม้ชื่อแปลกนี้ มีที่มาจากการที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ได้เรียกชื่อผลไม้ชนิดดังกล่าว ให้สอดคล้องกับผลไม้ในวรรณคดีไทย เรื่องนางสิบสอง ตอน พระรถเมรี ซึ่งเป็นตอนที่พระรถสิทธิ์องค์ราชา ได้รู้ว่าพระรถเสนเป็นลูกซึ่งเกิดจากเมียคนที่12 นางยักษ์ซึ่งเป็นเมียใหม่ของพระรถสิทธิ์ จึงหาทางกำจัดรถเสน โดยออกอุบายแสร้งทำเป็นป่วย จนต้องหายาคือ "มะม่วงหาว มะนาวโห่" จากเมืองที่นางเมรี ลูกสาวของตนเองอยู่มากินให้ได้
"มะม่วงหาว มะนาวโห่" ที่กล่าวถึงในเรื่อง คือผลไม้สดชนิดหนึ่ง ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวจัด จนทำให้ผู้ที่กำลังง่วงนอน เมื่อรับประทานผลไม้ชนิดนี้เข้าไปแล้ว จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยและตื่นตัวขึ้นมาทันที

 

 

 

 ในปัจจุบันมีการเรียกชื่อ มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ เพียงสั้น ๆ ว่า มะม่วงหาว มะนาวโห่ รวมถึงผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ได้เริ่มหันมาสนใจผลไม้ชนิดนี้มากขึ้น เนื่องจากวงการแพทย์ได้ระบุว่า มะม่วงหาว มะนาวโห่ มีฤทธิ์ทางยา สามารถนำไปใช้รักษาโรค หรือรับประทานควบคู่กับยาแผนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ยังมีหลายคนที่ไม่ทราบว่า แท้จริงแล้ว มะม่วงหาว กับ มะหนาวโห่ เป็นพืชคนละชนิดกัน โดย มะม่วงหาว คือ มะม่วงหิมพานต์ ขณะที่ มะนาวโห่ คือ หนามแดง 



 

          มะม่วงหิมพานต์ หรือ มะม่วงหาว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Anacardium occidentale) เป็นไม้ดอกยืนต้น ในวงศ์ Anacardiaceae กลุ่มเดียวกับมะม่วง (mango) และถั่วพิสตาชีโอ มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ซึ่งเรียกเป็นภาษาโปรตุเกสว่า "กาฌู" (caju - ผล) หรือ "กาฌูเอย์รู" (cajueiro - ต้น) ปัจจุบันเติบโตแพร่หลายทั่วไปในภูมิภาคเขตร้อน เพื่อใช้ประโยชน์จากเมล็ด และผล นำเข้ามาปลูกครั้งแรกที่ภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง) เป็นพืชที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง ประกอบด้วยโปรตีนที่ย่อยง่าย ไขมันที่ส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว (เมื่อบริโภคเข้าไปจะไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือด) คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ, บี, อี และเกลือแร่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก

          มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นมีความสูง ๑๐-๑๒ เมตร ต้นเตี้ย สยายกิ่งก้านไม่สม่ำเสมอ ใบจัดเรียงเป็นแบบเกลียว ผิวมันลื่น รูปโค้งจนถึงรูปไข่ ความยาว ๔-๒๒ เซนติเมตร และกว้าง ๒-๑๕ เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ส่วนดอกนั้นเกิดจาก ที่ยาวถึง ๒๖ เซนติเมตร แต่ละดอกตอนแรกมีสีเขียวซีด จากนั้นสีสดเป็นแดงจัด มี ๕ กลีบ ปลายแหลม เรียว ยาว ๗-๑๕ มิลลิเมตร ส่วนที่จะปรากฏไปเป็นผลของมะม่วงหิมพานต์นั้น ก็คือ ผลวิสามัญ (accessory fruit) รูปไข่หรือรูปลูกแพร์ ซึ่งจะเติบโตจากฐานดอกขึ้นมา ผลมะม่วงหิมพานต์นี้มีชื่อเรียกในแถบอเมริกากลางว่า "มารัญญอน" (marañón) เมื่อสุกจะมีสีเหลืองหรือส้มแดง มีความยาวประมาณ ๕-๑๑ เซนติเมตร

 

 

สรรพคุณ มะม่วงหาว

ผล : ฆ่าเชื้อ ขับปัสสาวะ พอกดับพิษ แก้โรคลักปิดลักเปิด

เมล็ด : แก้กลากเกลื้อน แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน แก้โรคผิวหนัง แก้ตาปลา แก้เนื้องอก บำรุงไขข้อ บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกำลัง บำรุงผิวหนัง

เปลือก : แก้บิด ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ท้องเสีย แก้กามโรค ทำยาอมรักษาแผลในปาก แก้ปวดฟัน พอกดับพิษ

ยอดอ่อน : รักษาริดสีดวงทวาร

ยาง : ทำลายตาปลา กัดทำลายเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต แก้เลือดออกตามไรฟัน รักษาหูด รักษาขี้กลาก แผลเนื้องอก โรคเท้าช้าง

น้ำมัน : ฆ่าเชื้อ ทาถูนวดให้ร้อนแดง ยาชา รักษาโรคเรื้อน กัดหูด แก้ตาปลา แก้บาดแผลเน่าเปื่อย

 


         

หนามแดง หรือ มะนาวโห่ (ชื่ออวิทยาศาสตร์ Carissa carandas Linn.)  เป็นพรรณไม้พุ่ม ขนาดใหญ่ ลำต้นมีความสูงประมาณ ๒-๓ ฟุต ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา ทั่วลำต้นมีหนามแหลมยาวประมาณ ๒ นิ้ว ใบหนามแดง เป็นใบเดี่ยว ซึ่งจะออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ป้อม หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบมีขนาดกว้างประมาณ ๑-๑.๕ นิ้ว ยาวประมาณ ๑.๕-๓ นิ้ว ริมขอบใบเรียบ ไม่หยัก พื้นผิวใบเกลี้ยงเรียบเป็นมัน ใต้ท้องใบมีเส้นใบมาก และเห็นได้ชัดมาก ดอกหนามแดง ออกเป็นช่อ ตามบริเวณปลายยอด ดอกมีสีขาว หรือสีชมพู กลิ่นหอม ลักษณะของดอกย่อย มีกลีบรองกลีบดอก ซึ่งมีโคนกลีบเชื่อมติดกัน ส่วนปลายกลีบแยกเป็นรูปหอก กลีบดอกมี ๕ กลีบ ยาวประมาณ ๑ ซม. ข้างในหลอดดอกมีเกสรตัวผู้ ๕ อัน และตัวเมีย ๑ อัน ผลหนามแดง มีลักษณะ เป็นรูปรี มีขนาดยาวประมาณ ๐.๕-๑ นิ้วผลอ่อนมีเป็นสีแดง แต่พอผลแก่เต็มที่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ข้างในผลมีเมล็ดอยู่ ๔ เมล็ด

 

สรรพคุณ มะนาวโห่

เนื้อไม้ : ใช้เนื้อไม้ นำมาปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงไขมัน ในร่างกายให้แข็งแรง และเป็นยาแก้อ่อนเพลีย

ใบ : ใช้ใบสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ปวดหู แก้ไข้ แก้เจ็บคอ และแก้เจ็บปาก

ผล : ใช้ทั้งผลสุก และผลดิบ กินเป็นยาแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน และเป็นยาฝาดสมาน

ราก : ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกิน เป็นยาขับพยาธิ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร หรือใช้รากสดนำมาตำให้ละเอียด ผสมกับสุรา นำมาทาหรือพอกแก้คัน และใช้พอกบาดแผล

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์กรสวนพฤกษาศาสตร์ medplant.mahidol.ac.th

https://www.samunpri.com



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไญยิกา เนื่องจำนงค์