อธิบายโคตรดี มีหลักการ !!! จวก...รายการ และ เพจดัง "ทรงเจ้า" เป็นเรื่อง "ความเชื่อ" อย่าเอาความ "ไม่เชื่อ" มาเรียกเรทติ้งโง่ๆทางทีวี !!!

อธิบายโคตรดี มีหลักการ !!! จวก...รายการ และ เพจดัง "ทรงเจ้า" เป็นเรื่อง "ความเชื่อ" อย่าเอาความ "ไม่เชื่อ" มาเรียกเรทติ้งโง่ๆทางทีวี !!!

Publish 2018-06-04 16:04:47

วันที่ 4 มิ.ย. 61 สมาชิกเฟสบุ๊คชื่อ Sri Maha Lakshmi Perumal Narayana kovil ได้โพสต์เรื่องราวสุดยอดเยี่ยม เกี่ยวกับร่างทรงในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสาระที่อ่านแล้วสนุดได้ความรู้เป็นอย่างมาก โดยได้โพสต์ข้อความดังต่อไปนี้...

 




สวัสดียามสายแฟนเพจทุกๆท่านนะครับ ตามสัญญาที่ให้กันไว้นะครับ วันนี้ อ.จะมา ไขเงื่อน เคลื่อนปม กับบางคำพูด บางช่วงบางตอนของรายการต่างคนต่างคิดต่อ ในคำพูดของพระคุณเจ้าในรายการว่า "คนอินเดียไม่มีการทรง" อันนี้ อ.ต้องขอแยกประเด็นเป็นเรื่องๆก่อนนะครับว่า ขอคุยในประเด็นของคนฮินดูทรงก่อน ว่าการทรงของคนฮินดูมีด้วยกันหลายแบบ ซึ่งจริงๆแล้ว เป็นความเชื่อของชาวฮินดูบางกลุ่ม ที่เชื่อถือและศรัทธา ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถ้าพูดตามภาษาไทยคือการ "ดำรงพลังของพระเป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ "เพียงชั่วขณะ

...การทรงแบบแรก อาจจะไม่ดูเป็นการทรง และไม่เรียกว่าการทรงเลย เพราะทางฮินดูไม่มีการนำมหาเทพ มหาเทวีมาทรง แต่หากเป็นการยกย่อง ของศิษยาสาวก ว่าพลังของพระเจ้าองค์ดังกล่าวมาอยู่กับคนผู้นี้โดยจริงๆ มีพลังเหนือธรรมชาติกว่ามนุษย์ทั่วไป หรือ มีคุณาประโยชน์ต่อมนุษย์โลกด้วยกัน หรือ เป็นผู้สอนธรรมให้รู้แจ่มแจ้งในศาสนา อย่างเช่น ท่านอธิศังกราจารย์ ท่านไศบาบา และท่านสัตยาไศบาบา (ดำรงพลังพระศิวะ) ท่านศักติอัมมา (ดำรงพลังของพระแม่มหาลักษมี ผู้สร้างมหาวิหารทองคำศรีปุรัม) และอีกหลายๆท่าน ซึ่งความเชื่อดังกล่าว เป็น ความเชื่อ "เฉพาะกลุ่ม" ซึ่งอาจจะมีคนเชื่อ และไม่เชื่อก็ได้ ซึ่งถ้ามองดูแล้ว ท่านก็จะทำกิจเหมือนร่างทรง แต่ไม่ใช่ร่างทรง แต่เป็นการถูกยกย่องสรรเสริญโดยผู้อื่นนั่นเอง

..ในแบบที่สอง ซึ่งมีมาแต่โบราณ และเป็นเค้า เป็นกอ มาสู่ผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ ทั้งในวัฒนธรรมจีน และไทยเอง คือการทรง ครามะเทวตา ของอินเดียทางตอนใต้ คือการนำเทวดาพื้นเมือง ที่เชื่อว่าเป็นพลังที่ถ่ายทอดมาจากมหาเทพมาแล้วนั้น เป็นเทพเจ้าพื้นเมือง ผู้พิทักษ์ต่างๆเช่น "พระแม่กาลี พระแม่มารีอัมมัณ พระแม่เปจีอัมมัณ(เชื่อว่าเป็นอวตารของศักติ) พระกัตตวรายัน พระมุนิสวารัน พระกุรุปปันสวามี (เชื่อว่าเป็นอวตารจากพระศิวะ) พระอิดุมบัน (สาวกพระขันธกุมาร ตำนานแห่งการแบกกาวาดี) ซึ่งคนฮินดูที่จะทรง ส่วนใหญ่จะเป็นคนพื้นบ้าน วัดบ้านๆ จะไม่มีปรากฏในวัดใหญ่ๆระดับเทวสถาน ซึ่งการทรงแบบนี้ ทรงเพื่อ รักษาคนในหมู่บ้าน / ทรงเพื่อบอกเหตุ /ทรงเพื่อตัดบาปกรรมล้างบาป และอีกมากมาย และจะทรงในเทศกาลของวัด หรือมีเหตุที่จำเป็นเท่านั้น อย่างเช่น การทรงพระแม่มารีอัมมัณเทินกาลากัม ทรงพระแม่กาลี ในเทศกาลนวราตรีติรุวิฬาห์ของวัดแขกสีลม เป็นต้น

ซึ่งการทรงในแบบที่สองนี่เอง จะมีการแสดงอภินิหาร ในการกินไฟ กรีดลิ้น แทงเข็ม ที่เรียกว่าการกวาดี การลุยไฟ(ธีมิติ) เป็นต้น และเป็นเค้า ในการทรงในแบบของเชื้อสายจีนในเทศกาลกินเจ ในโซนภาคใต้ของบ้านเรา เพราะปรากฏหลักฐานหลายๆอย่างที่คล้ายกัน และมีความเป็นไปได้ เนื่องจากมีหลักฐานการอพยพของชาวอินเดียใต้ มาขึ้นฝั่ง มาเลเซีย และตอนใต้ของประเทศไทย ซึ่งการทรงแบบทรมานร่างกายเพื่อตัดเคราะห์ตนเองนั้น จึงมีให้เห็นมาก ในมาเลเซีย และตอนใต้ของไทย และหลักฐานการทรงคล้ายๆกัน คือ

-การยกเสาปัณฑกาล หรือเสาโกดิมารัม กับ การยกเสาโกเต๊ง ของจีนทางใต้
-การกวาดีทรมารกาย กับ การเอาของแหลมคมแทงตามร่างกายของจีน
-การแห่พระ 
-การลุยไฟ
ซึ่งคล้ายกันเกือบจะทุกอย่าง 
เช่นเดียวกัน ว่าการทรงในแบบที่สองก็เป็นความเชื่อ "เฉพาะกลุ่ม" เช่นเดียวกัน เพราะพราหมณ์บางคนไม่เห็นด้วย ชาวจีนบางคนก็ไม่เห็นด้วย

ย้อนมองในการทรงในแบบของไทยๆเรา ที่มีมาด้วยตัว อ.เองยอมรับตรงๆว่าเคยผ่านจุดจุดนี้มา และอยู่เห็นมาตั้งแต่เกิด (คุณย่า คุณป้า ของ อ.เป็นร่างทรงนะครับ) ตั้งแต่โบราณ เดิมทีคนโบร่ำโบราณ จะทรงพระอินทร์เป็นใหญ่ และ ปู่ฤษี นางไม้ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เทพเจ้าจีนต่างๆ ที่มีมายุคหลัง ประมาณไม่น่าเกิน 50-60 ปีมานี้ กระแสของเทพเจ้าแขก ได้เข้ามา ทำให้มีการนำเทพ มหาเทพ มหาเทวีทางฮินดูมาทรง ซึ่ง ถามหาความเป็นไปได้ ว่ามีมั้ย ก็ขอบอกว่า "อาจจะมี" แต่อยู่ที่การปฏิบัติ การเข้าถึง เพราะเราไม่สามารถพิสูจน์สิ่งดังกล่าวได้ เพราะเรื่องดังกล่าวนี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคลเฉพาะกลุ่ม" เท่านั้น ซึ่งสุดแล้วแต่ความเชื่อ ที่มีมานาน ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้มีมิจฉาชีพ แฝงตัวอยู่ในคำว่าร่างทรง ทั้งๆที่ร่างทรงคนดีๆ ก็มีนะครับ ที่เขาสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ช่วยเหลือคนมากมาย

 


แต่ถ้ามีคนตั้งคำถามที่ว่า 
ทำไม "พระแม่ พระพ่อองค์เดียว ไปทรงได้หลายคน???" จากรายการต่างคนต่างคิด ที่คุณผู้ชายได้ตอบว่า "เพราะทางฮินดู มี 108 ภาค 108 ปาง" ตรงนี้ อ.ขออธิบายเพิ่มเติม ให้เข้าใจ เพื่อไม่ให้ใครจำอะไรผิดๆแบบนี้ 108 1008 เป็นพระนามใช้สวดสรรเสริญ ไม่ใช่ปาง และถ้าเขานำคนที่เป็นพราหมณ์เป็นบัณฑิต มางัดท่าน ท่านอาจจะเป็นโจทก์สังคมกันไปตลอดกาล ถ้าจะตอบในข้อนี้อย่างชัดเจน และถูกต้องตามหลักความคิดของชาวฮินดู จะต้องขอพูดว่า พระเจ้านั้นมีอณู แยกย่อยไปแสนโกฏิล้านโกฏิ พลัง ซึ่งไม่สามารถนับได้ ซึ่งไม่แปลก ถ้าจะมีการทรงคนมากกว่าหนึ่งคน (ไม่ได้แนะให้ทรง แต่แนะให้ตอบตามความจริง)

สุดท้ายนี้ ถ้าอยากให้เรื่องดังกล่าวสงบ ทั้งรายการ ทั้งพระ ทั้งร่างทรง ทั้งผู้ไม่เชื่อ ควรงดที่จะนำเสนอสิ่งดังกล่าว ร่างทรงหลายๆท่านที่ชอบโพสต์รูป ไลฟ์สดเวลาทรง เวลาเดินงาน ก็ต้องยั้งสติ ยั้งมือในการไลฟ์ หรือ ขึ้นสเตตัสไปเลยว่า ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจจารณญาณ ในการชม หรือเป็นไปได้ งดออกสื่อสังคมออนไลน์ไปเลย เพราะเรื่องที่พิสูจน์กันไม่ได้ด้วยตาเปล่า ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาโลกแตกเหมือ ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อน อย่าให้คำว่า

"ความเชื่อ" และ "ความไม่เชื่อ" มาเรียกเรตติ้งโง่ๆทางทีวี และเป็นรอยร้าวของสังคมอีกต่อไปเลยครับ สุดท้ายแล้ว สื่ออยู่ได้ คนออกรายการเป็นโจทก์สังคม ผลที่ได้มีแต่เสียหาย เพราะสุดท้าย

คุณพุทธ คุณบีฟักโกสต์ คุณหมอปลา คุณพระมหาไพรวัลย์ คุณร่างทรงทั้งหลาย ก็ล้วนแล้ว เป็น มนุษยชนทั้งสิ้น ซึ่งมนุษยชน คือการมีสิทธิและเสรีภาพ ที่จะคิด ที่จะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ที่จะทำในสิทธิ์ของตนได้ โดยที่ต้องไม่เดือดร้อนใคร ไม่ผิดกฏหมายต่อบ้านเมือง ถ้าเราต่างไม่เคารพในสิทธิส่วนตนส่วนบุคคลเช่นนี้แล้ว เพราะถ้าฉะนั้นแล้ว ก็คือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ของกันและกันนั่นเอง..

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ปิยะนัย เกตุทอง