คนละเรื่องเดียวกัน!! รมว.พาณิชย์ยันญี่ปุ่นไม่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรใบกระท่อมในไทย ฟังแล้วมึนตึ๊บ แจงแบบนี้เพื่อ...???

Publish 2016-09-05 17:32:01

วันนี้ (5 ก.ย.)   นางอภิรดี ตันตราภรณ์  รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า  จากกรณีที่มีข่าวนักวิจัยญี่ปุ่นได้วิจัยใบกระท่อมและนำไปจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมทั้งในไทยนั้น  ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง  เพราะตามพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมของไทย ไม่อนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรพืช หรือสารสกัดจากพืช แต่พ.ร.บ.สิทธิบัตรไทยจะรับจดเฉพาะกระบวนการหรือวิธีการที่ใช้ในการสกัดที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ หรือต่อยอดไปจากวิธีการเดิมทั่วๆ ไปเท่านั้น
       

นอกจากนี้ พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทยยังไม่อนุญาตให้บุคคลใดถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวกับสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  ซึ่งกระท่อมเป็นพืชพื้นเมืองทั่วไปที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องกังวลว่าไทยจะรับจดสิทธิบัตรให้นักวิจัยทั้งไทย และต่างชาติ  และจากการตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่พบนักวิจัยญี่ปุ่นยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสารสกัดใบกระท่อมในไทย  อีกทั้งกระท่อมอยู่ในบัญชีสารเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามผู้ใดผลิตนำเข้า จำหน่าย ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง หากจะดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีก่อน

 


       

สำหรับข้อกังวลเรื่องต่างชาติเอาพืชไทยไปพัฒนาต่อยอดโดยไม่ขออนุญาตก่อน และไม่แบ่งปันผลประโยชน์นั้น  ไทยมีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งกำหนดว่าใครจะเอาพันธุ์พืชไทยไปใช้ต้องขออนุญาตก่อนและต้องเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ สอดรับกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biodiversity หรือ CBD) ที่ไทยเป็นสมาชิก
       

"ถ้าบริษัทยาข้ามชาติ ซึ่งเป็นสมาชิก CBD เช่น อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้นจะเอาใบกระท่อมเป็นพืชพื้นเมืองของไทยไปพัฒนาต่อยอดก็ต้องขออนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้ไทยในฐานะเป็นสมาชิก CBD เช่นกัน แต่บริษัทของประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถตั้งฐานการผลิตยาจากใบกระท่อมในไทย  หรือส่งออกมาไทยได้  หากไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.สาธารณสุข เพราะกระท่อม ซึ่งใบมีสารเสพติดให้โทษถือว่าห้ามผลิตจำหน่ายในประเทศและห้ามนำเข้าด้วย" นางอภิรดี กล่าว

 


         
 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมการรองรับการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ด้านการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมนั้น ไทยได้ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาผลักดันให้มีการกำหนดเงื่อนไขการบอกแหล่งที่มาการขออนุญาตก่อนใช้ และแบ่งปันผลประโยชน์กับประเทศ หรือชุมชนเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรม กรณีการนำสมุนไพร ทรัพยากรพันธุกรรมแ ละภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ก่อนยื่นขอรับจดทะเบียนสิทธิบัตร
      

"เมื่อเร็วๆนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่ข้องไทยแล้ว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลพืชสมุนไพร ทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย เพื่อให้ภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใช้เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อติดตามตรวจสอบ และบังคับใช้ตามเงื่อนไขการขออนุญาตก่อนใช้ และแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประเทศ/ชุมชน ภายใต้ระบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต " นางอภิรดี กล่าว

 


       

อย่างไรก็ดี ขณะที่ เว็ปไซต์ biothai.net  ระบุว่า กรณีที่นักวิจัยญี่ปุ่นยื่นจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกระท่อมนั้น  เป็นความร่วมมือในการศึกษาวิจัยของนักวิจัยญี่ปุ่นร่วมกับนักวิจัยไทย  โดยได้นำผลงานการวิจัยดังกล่าวไปยื่นขอจดสิทธิบัตรที่สหรัฐฯและญี่ปุ่นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วใน 2 ประเทศ ล่าสุดนักวิจัยญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการยื่นขอจดสิทธิบัตรผ่านสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PCT) โดยยื่นขอจดที่ประเทศเดียว แต่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ในทุกประเทศที่เป็นสมาชิก PCT ซึ่งรวมถึงไทยด้วย