จริงหรือไม่?? 5 อาชีพที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

Publish 2017-07-22 18:46:08

อย่างที่หลายท่านได้ทราบว่าเมื่อวานนี้ (21 ก.ค) มีข่าวช๊อกโลกนั่นก็คือนักร้องนำวง linkin park ได้ฆ่าตัวตายดดยการแขวนคอในบ้านพัก ทุกครั้งที่มีข่าวว่าศิลปินเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ เรามักจะได้ยินคนตั้งคำถามอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมอาชีพศิลปินถึงฆ่าตัวตายกันมากกว่าอาชีพอื่น ทั้งที่จริงๆ แล้ว ยังมีอาชีพอื่นๆ อีกมากที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่า หรือพอๆ กัน และนี่คือ 5 อาชีพที่ตัวเลขสถิติและงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่คนในอาชีพนั้นจะฆ่าตัวตายสูงกว่าอาชีพอื่นๆ รวมถึงอาชีพศิลปินด้วย

 




1.หมอ
อาชีพที่มีหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตคนโดยตรงกลับมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าอาชีพอื่นๆ ถึงเกือบ 2 เท่า นอกจากนี้ ความรู้ทางการแพทย์ยังส่งผลให้ความพยายามในการปลิดชีวิตตัวเองของบุคลากรในอาชีพนี้มีโอกาสที่จะสำเร็จมากกว่าคนทั่วไปถึง 2.5-4 เท่า อัตราการฆ่าตัวตายของอาชีพนี้ส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าของบุคลากรสาขานี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12% ในเพศชาย และสูงถึง 19.5% ในเพศหญิง ส่วนวิธีที่หมอจำนวนไม่น้อยเลือกใช้ก็คือการกินยาเพื่อฆ่าตัวตาย ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะว่าลักษณะงานทำให้สามารถเข้าถึงยาที่ใช้ได้ อีกวิธีหนึ่งก็คือการกรีดร่างกาย

2.เกษตรกร
สำหรับในเมืองไทยอาจจะยังไม่มีสถิติเรื่องนี้เกี่ยวกับอาชีพนี้เท่าใดนัก แต่ในอีกหลายๆ ประเทศ อัตราการฆ่าตัวตายของเกษตรกรถือเป็นปัญหาที่เข้าขั้นวิกฤตมานานหลายทศวรรษ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสหรัฐฯ รากของปัญหาความเครียดในเกษตรกรเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปี 1960s ที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำการเกษตรมากขึ้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงกู้เงินมาเพื่อขยายกิจการ แต่เมื่อถึงช่วงปี 1980s ปัญหาเศรษฐกิจ ความแห้งแล้ง และนโยบายของรัฐที่ห้ามส่งออกสินค้าทางการเกษตรบางชนิดไปยังโซเวียต ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบถึงขนาดที่ทุกๆ ชั่วโมงจะมีฟาร์มปิดกิจการมากถึง 250 แห่ง และนั่นจึงเป็นที่มาของปัญหาฆ่าตัวตายของคนในอาชีพนี้ โดยหลายคนเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดจากไซโลในฟาร์ม มาถึงยุคนี้ แม้ว่าสถานการณ์หลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่อัตราการฆ่าตัวตายของเกษตรกรก็ยังสูงกว่าคนทั่วไปถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาในอีกหลายประเทศเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในอินเดียที่มีเกษตรกรฆ่าตัวตายมากกว่า 270,000 คนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในฝรั่งเศสที่สถิติบ่งชี้ว่ามีการฆ่าตัวตายของคนในอาชีพนี้ทุกๆ 2 วัน หรือในอังกฤษที่อัตราการฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้น 10 เท่าช่วงที่โรคปากและเท้าเปื่อยในปี 2001 เป็นต้น

 


3.ตำรวจ
จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่อาชีพตำรวจเท่านั้นที่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายค่อนข้างสูง เพราะยังรวมไปถึงอาชีพที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตให้กับประชาชนอย่างเจ้าหน้าที่ดับเพลิงด้วย เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาทั้งฝั่งอังกฤษและฝั่งสหรัฐฯ เริ่มจากอังกฤษก่อนที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติชี้ให้เห็นว่า เฉพาะช่วงปี 2009 – 2013 นั้น จำนวนตำรวจที่ปลิดชีพตัวเองเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ขณะที่ข้อมูลจากสหภาพนักดับเพลิงระบุว่า ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา มีนักผจญเพลิงฆ่าตัวตายมากขึ้นทุกปี  ส่วนที่สหรัฐฯ นั้นเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับอัตราการฆ่าตัวตายของตำรวจในเมืองใหญ่อย่างชิคาโก ที่ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 60% ซึ่งเป็นผลมาจากการละเลยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อดูจากภาพรวมทั้งประเทศเฉพาะปี 2016 จะพบว่า จำนวนตำรวจที่เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายสูงกว่าการเสียชีวิตเพราะอุบัติทางท้องถนนและอุบัติเหตุจากอาวุธปืนรวมกัน

4.นักการเงิน
ความเครียดและความกดดันที่มาจากลักษณะงานเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่ทำงานในสายงานนี้มีความเสี่ยงในการจบชีวิตด้วยตัวเองโดยเฉลี่ยมากกว่าคนทั่วไป 1.5 เท่า ทั้งนี้ ตัวเลขนี้ยังมีตัวแปรเป็นสภาพเศรษฐกิจด้วย หากเศรษฐกิจดี อัตราการฆ่าตัวตายของคนในอาชีพนี้ก็จะลดลง แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราการฆ่าตัวตายก็จะพุ่งสูงขึ้น กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดก็คือนักการเงินที่ทำงานในตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ซึ่งมีการแข่งขันกันสูงและคนทำงานเองก็มีความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ เมื่อผลลัพธ์ของงานไม่เป็นอย่างที่ตัวเองคาดหวัง นักการเงินจำนวนไม่น้อยจะเกิดความเครียดที่มาจากความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเพื่อนร่วมอาชีพและอาจถูกปลดจากตำแหน่งได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นความเครียดที่เพิ่มเติมจากเนื้องาน และถึงแม้หลายคนจะไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการจบชีวิตตัวเอง แต่ความเครียดจากสาเหตุเหล่านี้ก็ทำให้นักการเงินในวอลล์สตรีทแก้ปัญหาด้วยการใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ใช้แอลกอฮอล์ หรือใช้ยา แทนที่จะปรึกษานักจิตวิทยา

5.สถาปนิก
เมื่อปี 2016 วารสาร The Architect's Journal ได้ทำการสำรวจโดยให้นักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมที่กำลังศึกษาอยู่ในอังกฤษ จำนวน 450 คน ทำแบบสอบถามเชิงลึกที่เน้นถามในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างเรียนในสาขานี้ ผลปรากฎว่า 1 ใน 4 ของนักศึกษาที่เข้าร่วมงานวิจัยมีปัญหาด้านสุขภาพจิต ซึ่งมาจากปริมาณงานและภาระหนี้ที่มาจากการเรียนถึงจะไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรง แต่ตัวเลขทางสถิตินี้ก็พอจะทำให้เห็นภาพได้บ้างว่าทำไมสถาปนิกถึงเป็นอาชีพที่อยู่ในอันดับ 5 ของอาชีพที่มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายจากการสำรวจของ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ในสหรัฐฯ ที่รวบรวมจากการฆ่าตัวตาย 12,312 ราย ใน 17 รัฐ ที่เกิดขึ้นในปี 2012 และเผยแพร่ข้อมูลในปี 2016 นอกจากความเครียดที่มาจากงานโดยตรงแล้ว มีการวิเคราะห์ว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในอาชีพนี้มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายมากกว่าอีกหลายอาชีพเป็นเพราะความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์จนกดดันตัวเองมากกว่าคนปกตินั่นเอง

แล้วศิลปินยังมีแนวโน้มฆ่าตัวตายมากกว่าอาชีพอื่นอยู่จริงหรือไม่
หากดูจากตัวเลขที่มาจากสถิติการฆ่าตัวตายโดยแบ่งตามอาชีพต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ศิลปินก็ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าเฉลี่ยอยู่ดี เพราะจากการสำรวจของ CDC นั้น อาชีพศิลปินซึ่งครอบคลุมทั้งคนที่ทำงานด้านศิลปะ งานออกแบบ งานในวงการบันเทิง และงานในอุตสาหกรรมสื่อ ก็ยังติดท็อปเทนโดยอยู่ในอันดับ 7 แต่ก็ยังห่างจากอันดับ 1 อย่างอาชีพเกษตรกรที่มีตัวเลขการฆ่าตัวตายที่สูงกว่าอาชีพศิลปินถึงเกือบ 3 เท่า

ขอบคุณข้อมูล http://www.noozup.news



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กนกวรรณ โอวาส