๑๘ ต.ค.วันพระราชสมภพ ร.๔ “ผู้ที่ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา” มาวันนี้.. ต้องกลับมาฟื้นฟูอีกครั้ง! เพราะมีคนบางจำพวกมุ่งหากินกับวัดและศาสนา..!! (รา

Publish 2017-10-18 08:33:04

สำหรับ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 วันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสวยราชสมบัติเมื่อปี 2394 รวมดำรงสิริราชสมบัติ 16 ปี 6 เดือน ทรงมีพระราชโอรส-พระราชธิดาทั้งหมด 82 พระองค์ ทรงผนวชอยู่นานตลอดรัชกาลที่ 3 ระหว่างนั้นทรงศึกษาวิชาการทางพุทธศาสนาจนแตกฉานในรพระไตรปิฎก ทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทอดพระเนตรเห็นวัตรปฏิบัติอันหย่อนยานของสงฆ์บางส่วนในสมัยนั้น จึงได้ทรงตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นเพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ อีกทั้งยังสนพระทัยในวิชาการแขนงต่างๆ โดยเฉพาะดาราศาสตร์ ทรงทำนายการเกิดสุริยุปราคาที่บ้านหว้ากอได้อย่างแม่ยำ ภายหลังจึงมีการยกย่องพระองค์ให้เป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" และในปี 2525 ได้กำหนดให้วันที่ 18 ตุลาคม ของทุกปีเป็น "วันวิทยาศาสตร์ไทย" อีกด้วย




พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  ท่านทรงทำนุบำรุงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้น ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่สําคัญในการทํานุบํารุงพุทธศาสนา คือ ทรงให้กําเนิดธรรมยุติกนิกาย มีการสร้างพระอารามหลวง มี 5 พระอารามได้แก่ วัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวิหาร วัดประทุมวนาราม วัดราชประดิษฐ์สถิตย์มหาสีมาราม วัดมกุฎกษัตริยาราม 

แต่หากมองมาในยุคปัจจุบันนี้ บ้านเมืองก็เกิดการทุจริตขึ้นให้เห็นกันทุกหย่อมหญ้า รวมไปถึงการทุจริตเกี่ยวกับวงการพระพุทธศาสนาก็มีเกิดขึ้นให้เห็น ที่แม้แต่ข้าราชการระดับสูงก็มีส่วนเกี่ยวโยงกับการทุจริตด้วยเช่นกัน ภายหลังจากที่ พันตํารวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ได้เข้ารับตำแหน่ง ผู้อํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ก็เรียกได้ว่าเดินหน้าตรวจสอบขบวนการทุจริตงบประมาณอุดหนุนวัดต่างๆ และได้ขยายผลตรวจสอบการทุจริตการเรียกรับเงินคืนจากงบประมาณอุดหนุนวัดในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบเบาะแสการทุจริตครั้งแรกที่ จ.สงขลาเมื่อตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2558

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบย้อนหลังปีงบประมาณ 2557-2558 พบมีการทุจริตหลายโครงการทั้งโครงการบุรณะปฏิสังขรณ์, โครงการครอบครัวอบอุ่นด้านการปฏิบัติธรรม และงบประมาณส่งเสริมความมั่นคงสถาบันพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น โดยพบเจ้าหน้าที่จากสำนักพระพุทธศาสนาฯ และผู้ร่วมกระทำผิดมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณและเรียกคืนจากวัดเป็นเงินทอนเริ่มต้นร่วม 100 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งสิ้น 218 ล้านบาท และเกิดขึ้นกับวัดมากกว่า 80 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้


จากการเดินหน้าตรวจสอบเรื่องทุจริตเงินทอนวัด จนไปสู่การนำเสนอให้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของวัดต่างๆ จากทางคณะกรรมการธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เรื่อง การพัฒนาระบบการบริหารทรัพย์สินของวัดให้เป็นไปตามมาตรฐานตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ 

โดยมีข้อเสนอให้วัดจัดทำบัญชีทรัพย์สินตามเกณฑ์มาตรฐาน ครอบคลุมทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ตลอดจนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ศาสนวัตถุ โดยให้มหาเถระสมาคม(มส.) หรือสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กำหนดหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการบริหารจัดทรัพย์สินของวัดทั่วประเทศ 37,000 แห่ง ทั่วประเทศ และรูปแบบวิธีการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัดที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนติดตามตรวจสอบการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัด และรายงานผลการตรวจสอบ 

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)นำเสนอมหาเถระสมาคม(มส.) เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอาทิ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2505 และกฎกระทรวงปี 2511 กฎมหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่งต่างๆให้ทันสมัย บังคับใช้ได้จริง อาทิ การกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนามีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัด และรายงานผลการตรวจสอบให้มหาเถรสมาคม นายกรัฐมนตรี และสาธารณชนรับทราบ หากการตรวจสอบพบว่า มีความไม่โปร่งใสให้ดำเนินการตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา และลดการทุจริตที่มีมากในวงการพระพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไป



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ภัคพิชาณัฐ เหง้าแก้ว