อย่านิ่งนอนใจ!!! ประจำเดือนมาไม่ปกติบางทีอาจไม่ใช่แค่เครียด แต่คุณกำลังเสี่ยงเป็นมะเร็งหรือเปล่า เช็คอาการด่วนเลย!!!

Publish 2018-01-30 17:50:04

มะเร็งมดลูกพบได้ไม่บ่อยเท่ามะเร็งปากมดลูกก็จริง แต่สำหรับสาววัยหมดประจำเดือนไปแล้ว หรือแม้แต่สาววัย 30 ปลาย ๆ ต้องระวังโรคนี้ไว้ให้ดีไม่น้อยไปกว่าโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งปีกมดลูกเลย

หลายคนไม่รู้ว่ามะเร็งมดลูกเป็นคนละที่กับมะเร็งปากมดลูก เพราะโดยสถิติแล้วมะเร็งปากมดลูกเริ่มพบได้น้อยลง แต่กลับพบแนวโน้มโรคมะเร็งมดลูกมากขึ้นในหญิงวัย 30 ปลาย ๆ ซึ่งทางการแพทย์สันนิษฐานสถานการณ์นี้ไว้ว่า ผู้หญิงเข้าใจและเข้าถึงการป้องกันมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น รวมทั้งยังคงมีความเข้าใจผิดคิดว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกก็คือการตรวจคัดกรองมะเร็งมดลูกไปด้วย ทั้งที่จริงแล้วการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไม่ใช่การตรวจมะเร็งในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ที่ครบถ้วน ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลก็คือ ผู้หญิงจะละเลยการตรวจมะเร็งมดลูก และยังเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งมดลูกกันอยู่

มะเร็งมดลูก คือโรคมะเร็งนรีเวช หรือมะเร็งในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง โดยมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นในตัวมดลูก พบได้เป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะเพศสตรี รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ โดยจากสถิติของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ พบว่ามีสตรีไทยเป็นมะเร็งมดลูกปีละประมาณ 920 คน เสียชีวิต 288 คน หรือร้อยละ 32 โดยส่วนใหญ่ของมะเร็งมดลูกร้อยละ 95-97 เป็นมะเร็งที่เยื่อบุโพรงมดลูก และอีกร้อยละ 3-5 เป็นมะเร็งของกล้ามเนื้อหรือผนังมดลูก
 



สาเหตุการเกิดมะเร็งมดลูกนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงโรคมะเร็งมดลูกได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่ว่าก็มี 14 อย่างดังนี้
1.อายุที่มากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะพบในสตรีสูงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน ในช่วงอายุ 51-60 ปี
2.มีน้ำหนักตัวเกิน และอ้วน
3.ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีบุตรน้อย เพียง 1-2 คน
4.มีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ คือเป็นประจำเดือนตอนอายุน้อยกว่า 12 ปี


5.หมดประจำเดือนช้ากว่าคนทั่วไป คือหมดประจำเดือนตอนอายุเกิน 55 ปี
6.เป็นโรคเบาหวาน
7.เป็นโรคความดันโลหิตสูง
8.กินยาฮอร์โมนเพศหลังหมดประจำเดือนแล้ว
9.กินยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่เรียกว่ายาทามอกซิเฟน (Tamoxifen)
10.เคยได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน เอสโตรเจนเป็นเวลานาน หรือเคยได้รับการฉาย รังสีที่บริเวณเชิงกราน
11.กินอาหารไขมันสูงต่อเนื่องเป็นประจำ
12.เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม และ/หรือโรคมะเร็งรังไข่
13.มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด โดยเฉพาะหากมีคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และ/หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
14.เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเกินปกติ ชนิดเจริญนอกแบบ (Complex atypical endometrial hyperplasia)


โดยอาการของผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกจะแสดงออกมาได้ 9 ลักษณะดังนี้
1.มีเลือดออกทางช่องคลอด ในสตรีวัยหมดประจำเดือนแล้ว หรือมีเลือดออกผิดปกติในสตรีที่ยังคงมีประจำเดือนอยู่
2.ประจำเดือนมาไม่ปกติ เช่น มาบ้างไม่มาบ้าง หรือมาเกินกว่าปกติที่เคยมี
3.ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
4.คลำพบก้อนที่บริเวณท้องน้อย
5.ปวดท้องน้อย ปวดหลัง เนื่องจากมดลูกโตไปกดแผงประสาท
6.รู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธุ์
7.คลื่นไส้ รู้สึกเหนื่อย เบื่ออาหาร 
8.ปวดหลัง ปวดขา หรืออุ้งเชิงกราน 
9.ไอ หอบ ต่อมน้ำเหลือโต หรือปวดกระดูก มักพบในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ทั้งนี้อาการสำคัญของโรคมะเร็งมดลูกคือมีประจำเดือนผิดปกติ มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งหากพบภาวะนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ควรละเลยเด็ดขาดนะคะ และควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุโดยเร็วที่สุด

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุของมะเร็งมดลูกที่แน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ทำได้คือ หยุดความเสี่ยงอันเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรคนี้ได้ เพียงสังเกต 6 อาการดังต่อไปนี้
1. หากมีประจำเดือนผิดปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือน
2. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน 
3. ดูแลสุขภาพไม่ให้เสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
4. หลีกเลี่ยงการรับฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) โดยไม่เหมาะสม
5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากรู้ตัวเร็วมะเร็งมดลูกก็สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ ฉะนั้นหากสาวๆรู้ตัวว่ามีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ อย่างนิ่งนอนใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันการเกิดโรคร้าย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งสมอง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต