หน้าประวัติศาสตร์สุดดำมืด!! ๕ บุคคลสำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยาที่ "ถูกลอบวางยาพิษ" เพื่อแย่งชิงอำนาจ !!

หน้าประวัติศาสตร์สุดดำมืด!! ๕ บุคคลสำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยาที่ "ถูกลอบวางยาพิษ" เพื่อแย่งชิงอำนาจ !!

Publish 2018-04-30 17:14:43

 

         การชิงอำนาจในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา นอกจากจะมีการยกพลเข้าสู้รบกันจนเลือดนองแผ่นดินแล้ว ยังมีการเอาชีวิตศัตรูอีกรูปแบบหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องสู้รบกันให้เปลืองชีวิตไพร่พล นั่นคือการ "ลอบวางยาพิษ" ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาของเรานั้น มีบุคคลที่ถูกบันทึกชื่อไว้ว่าสิ้นชีวิตด้วยการถูกลอบวางยาพิษหลายคนด้วยกัน ทั้งขุนนาง และกษัตริย์ ในที่นี้ เราจะมาดูกันว่า ผู้เคราห์ร้ายเหล่านั้น มีใครกันบ้าง



๑. ขุนราชอาษา 

           พงศาวดารฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ หรือพงศาวดารฉบับปลีก เปิดเรื่องมาก็เป็นเหตุการณ์ขุนนางคนสำคัญของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ถูกวางยาพิษ โดยมีบุคคลผู้หนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าใคร นำ “เป็ดอั่ว” (เป็ดยัดไส้..? : ผู้เขียน) มาให้ขุนราชอาษา พอกินเข้าไปก็ไอเป็นอันมาก บุตรและภรรยานำเสลดมาดูก็พบว่ามี “หนวดเสือ” (น่าจะเป็นสมุนไพรพิษชนิดหนึ่ง : ผู้เขียน) อยู่ในนั้น ไปสืบหาก็ไม่ทราบว่าผู้ใดนำเป็ดอั่วมาให้ ไม่นานขุนผู้นี้ก็ไอเป็นโลหิตและก็ถึงแก่กรรม สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ก็ทรงแต่งตั้งนายทองก้อน อายุ ๑๙ ปี ผู้เป็นบุตรขึ้นเป็นขุนราชอาษาแทนพ่อที่ตายไป
 

 

๒. สมเด็จพระไชยราชาธิราช

            แฟร์นัน เมนเดส ปินโต้ นักผจญภัยชาวโปรตุเกส เป็นเพียงผู้เดียวที่บันทึกว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช ถูกพระมเหสีของพระองค์ คือแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ วางยาพิษจนสิ้นพระชนม์ นายปินโต้เล่าว่า...

“...และครั้นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จกลับมา พระนางรู้สึกพระองค์ว่า ได้ทรงมีพระครรภ์กับออกขุนชินราชได้ ๔ เดือนแล้ว พระนางทรงกลัวว่าพระเจ้าแผ่นดินจะทรงทราบการกระทำของพระนาง ดังนั้นเพื่อรักษาตนให้ รอดพ้นจากอันตรายที่พระนางจะทรงรับ จึงทรงแก้ปัญหาโดยจะวางยาพิษพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นสวามีของพระนางเสีย ดังนั้นพระนางจึงได้กระทำการตามเจตนาร้ายโดยไม่รอช้า พระนางถวายน้ำนมให้พระเจ้าแผ่นดินเสวย ซึ่งแสดงฤทธิ์ยาได้ผลเพราะพระเจ้าแผ่นดินได้สวรรคตภายใน ๕ วันหลังจากเสวยน้ำนมไปแล้ว...”


๓. สมเด็จพระยอดฟ้า

             นายปินโต้ บันทึกต่อไปว่า หลังจากที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ วางยาพิษพระสวามีของตนสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ต่อมา พระนางก็ได้วางยาพิษ สมเด็จพระยอดฟ้า พระราชโอรสในสมเด็จพระไชยราชา เป็นรายต่อไป นอกจากนี้ บันทึกของวัน วลิต พ่อค้าชาวฮอลันดา ที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ก็บันทึกไว้สอดคล้องกับปินโต้ด้วยว่า สมเด็จพระยอดฟ้า ทรงถูกวางยาพิษ นายวัน วลิต เล่าว่า...

“เมื่อหมอผี(หมายถึงขุนชินราช : ผู้เขียน) ได้ใช้เวทมนตร์คาถาสะกดพระเจ้าแผ่นดินได้แล้ว พระสนมก็นำยาพิษมาถวาย โดยกล่าวว่าเป็นพระโอสถรักษาพระองค์ ดังนั้นพระเจ้าแผ่นดินก็สิ้นพระชนม์ลง ท่ามกลางความโศกเศร้าของพสกนิกรทั้งปวง”

 

๔. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

             ไม่มีหลักฐานหรือพงศาวดารของไทยฉบับไหนที่เล่าว่าสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมถูกลอบวางยาพิษ แต่เรื่องราวนี้กลับไปปรากฏอย่างบังเอิญใน “ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๙ จดหมายเหตุวันวลิต ฉบับสมบูรณ์” นายวัน วลิต เล่าถึงความทะเยอทะยานของออกญากลาโหม ที่วางแผนสังหารพระศรีศิลป์ ผู้เป็นพระอนุชาและรัชทายาทที่ถูกต้องตามกฏหมาย ก่อนจะยกราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระเชษฐาธิราช พระโอรสวัย ๑๕ พรรษา ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

               สมเด็จพระเชษฐาธิราช ทรงครองราชได้ไม่นาน ก็ถูกกลลวงของออกญากลาโหม ทำให้ต้องมีเรื่องบาดหมางกันเกิดขึ้นจนกษัตริย์เด็กน้อยกล่าวหาว่าออกญากลาโหมเป็นกบฎ เมื่อภัยจวนตัว ออกญากลาโหมจึงรวมพลบุกเข้าตีพระราชวัง จับสมเด็จพระเชษฐาธิราชสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามโบราณราชประเพณีนายวัน วลิต บันทึกจากปากคำของคนที่เล่านี้ว่า ก่อนที่จะทำการประหาร สมเด็จพระเชษฐาธิราช ได้ตรัสแก่ออกญากลาโหมโดยเฉพาะว่า...

"เจ้าเกิดมาในโลกนี้เพื่อทำลายล้างประเทศบ้านเมือง เจ้าปลงพระชนม์พระชนกของข้าด้วยการวางยาพิษ และด้วยอุบายชั่วร้ายของเจ้า เจ้าเป็นต้นเหตุให้พระมหาอุปราชพระปิตุลาของข้าต้องสิ้นพระชนม์อย่างน่าสังเวช ขณะนี้เจ้ากำลังจะล้างเลือดกษัตริย์ของข้า และข้าขอสาบานว่า ข้าจะตายโดยไม่เสียใจเลย ถ้าหากการหลั่งเลือดของข้าสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นกันที และถ้าหากว่าการฆ่าฟันที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้เข้าใจกันว่าเนื่องมาจากตัวข้า แต่เจ้าจะเป็นผู้นำความพินาศมาสู่บ้านเมืองและราษฎร ข้าจะอ้อนวอนต่อปวงเทพเจ้าให้ทรงแก้แค้นทดแทนในความตายของข้า และขอให้ปิศาจจงมาจิกหัวของเจ้าไป ตามที่เจ้าได้ทำกรรมไว้และซึ่งเจ้าจะทำต่อไปอีก"

           นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ที่บ่งบอกว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม อาจจะถูกวางยาพิษสิ้นพระชนม์ จากแผนการชิงอำนาจของออกญากลาโหม ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพระเจ้าปราสาททอง ในภายหลังนั่นเอง


 

๕. ออกญาเสนาภิมุข (ยามาดะ นางามาสะ)

             ขุนนางชาวญี่ปุ่นผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์วงศ์พระร่วง และผู้ที่บรรดาคนไทยทั้งหลายล้วนเกรงขามในอำนาจและฝีมือการรบ เขาผู้นี้ เป็นที่เกลียดชังของออกญากลาโหม ซึ่งมีแผนการณ์ที่จะกำจัดขุนนางญี่ปุ่นผู้นี้ แต่เมื่อไม่สามารถที่จะฆ่าด้วยการรบอย่างซึ่งๆ หน้า ออกญากลาโหมจึงวางแผนอย่างแยบยล กล่าวทูลยุยงให้สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ มีพระบรมราชโองการส่งออกญาญี่ปุ่นผู้นี้นำกำลังทหารอาสาญี่ปุ่นในสังกัดลงไปครองเมืองนครศรีธรรมราช

           ระหว่างที่ออกญาเสนาภิมุขครองนครศรีธรรมราช เขาได้รับภารกิจไปปราบกบฎเมืองปัตตานี การรบครั้งหนึ่ง เขาได้รับบาดเจ็บจากการถูกฟันที่ขา เมื่อออกญากลาโหมทราบข่าว ก็ให้ขุนนางที่ชื่อออกพระมะริด นำโอสถลงไปเพื่อรักษาบาดแผลให้แก่ออกญานครฯ แต่หารู้ไม่ว่า โอสถที่นำมานั้นเป็นยาพิษ วัน วลิต เล่าไว้ว่า

“ออกพระมะริดได้ใช้ผ้าพันแผลอาบยาพิษปิดให้ที่ขาซึ่งทำให้ออกญานครถึงแก่ความตายในเวลา ๒-๓ ชั่วโมงต่อมา”

 

           นี่คือบุคคลสำคัญทั้ง ๕ ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ที่ถูกสังหารโดยการลอบวางยาพิษ และการชิงอำนาจตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ลงมาจนกระทั่งเสียกรุง ก็ไม่ปรากฏหลักฐานถึงการวางยาพิษผู้ใดอีก แต่จริงๆ แล้ว อาจจะมีผู้เคราะห์ร้ายนี้อีกหลายคน เพียงไม่ได้ถูกบันทึกไว้เท่านั้นเอง

 

 

           นอกจากนี้มีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่ง ที่เคยถูกลอบวางยาพิษ แต่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เขาผู้นั้นคือ "ออกพระศักดิสงคราม" (คอมต์ เดอ ฟอร์แบง : Claude de Forbin) ท่านผู้นี้เป็นนายทหารฝรั่งเศส ผู้บัญชาการกองทหารไทยฝึกหัดแบบฝรั่ง ๔๐๐ นาย ประจำป้อมเมืองบางกอก ด้วยความเก่งกาจและฉลาดเฉลียว จึงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ด้วยความที่ทรงโปรดปรานนี้เอง ฟอร์แบงจึงเป็นที่อิจฉาของฟอลคอน (ออกญาวิชเยนทร์) จนครั้งหนึ่ง ขุนนางกรีกผู้นี้ลอบใส่ยาพิษในอาหาร แล้วให้คนนำไปให้ที่เรือนของฟอร์แบง แต่ทว่า บ่าวไพร่ของฟอร์แบงดันลอบแบ่งอาหารนั้นมากินกันเสียก่อน บ่าวไพร่คนไทยจึงต้องมารับเคราะห์แทนฟอร์แบงอย่างน่าสงสาร

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ