ผบ.เรือนจำอัพเดทอาการป่วยอดีตสงฆ์ติดคุก.. "พุทธะอิสระ" หลายโรครุมแต่เอ่ยทนได้ ไม่กินอาหารเย็น.. โดนร้องคดีแล้วตร.ชุดตลบมุ้งบุกปืนจ่อหัว!??

Publish 2018-05-28 16:33:58

จากที่มีข่าวว่า นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจร และปลอมพระปรมาภิไธย ป่วยจนต้องนั่งรถเข็น ภายหลังถูกคุมตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครนั้น (คลิกชมคลิปวิดีโอคุมตัวด้านล่าง)

 

 



 

 

 

 

กฤช กระแสร์ทิพย์  ผู้บัญชาการพิเศษกรุงเทพมหานคร (แฟ้มภาพ)

 

 

ล่าสุด นายกฤช กระแสร์ทิพย์  ผู้บัญชาการพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงอาการป่วยของ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ต้องหาคดีอั้งยี่ ซ่องโจรและปลอมและใช้พระปรมาภิไธยโดยไม่ได้รับอนุญาต ว่า ได้ประสานแพทย์ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เข้าไปตรวจแล้ว เพื่อเข้าไปประเมินอาการว่าต้องส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลรทัณฑ์หรือไม่ และเพื่อให้การรักษาอย่างถูกต้อง

 

 


 

 

 

โดยพบว่าอดีตพระพุทธะอิสระ มีอาการปวดหลัง จากเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากการพูดคุยสอบถามอาการจากอดีตพระพุทธะอิสระ ซึ่งย้ายไปคุมขังยังแดน 4 เจ้าตัวระบุว่าไม่ต้องการออกจากเรือนจำเพื่อไปพบแพทย์ภายนอก เพราะไม่อยากตกเป็นเป้า และยังบอกว่าทนได้ ขณะเดียวกันพบว่า อดีตพระอรรถกิจโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา เลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพ มีอาการป่วยด้วยโรคหัวใจเต้นผิดปกติ จึงนำตัวมาให้แพทย์ด้วยอาการด้วยเช่นกัน

 

สำหรับอดีตพระทั้ง 6 ราย ภายหลังถูกส่งตัวเข้ามาคุมขังในเรือนจำ ขณะนี้เรือนจำได้จำแนกคัดย้ายทั้ง 6 ราย  จากแดนแรกรับ  โดยได้คัดย้ายไปคุมขังยังแดน 3 แดน 4 และแดน 6 เพื่อลดการเผชิญหน้ากัน โดยในส่วนของอดีตพระพุทธะอิสระ ได้แยกการคุมขังออกจากนายจตุพร พรหมพันธุ์  แกนนำนปช. ส่วนอดีตพระเถระชั้นใหญ่ทั้ง 5  ราย ได้กระจายไปคุมขังยังแดนต่างๆ ตามความเหมาะสม โดยผู้ต้องขังใหม่ทั้ง 6 ราย ปฏิบัติกิจวัตรตามปกติ รับอาหารเช้า-กลางวัน แต่ยกเว้นมื้อเย็นไม่ได้รับประทานอาหาร

 

ทั้งนี้ อดีตพระพุทธะอิสระ ฝากไปถึงลูกศิษย์ว่า ไม่ต้องเป็นห่วงอย่าไปโกรธแค้น คสช.หรือตำรวจกองปราบฯ การชำระพระพุทธศาสนา ฝากเราทำเองไม่ได้แต่คสช.ทำได้ จึงต้องให้กำลังใจ การเข้ามาในเรือนจำยังไม่ทำให้พ้นจากความเป็นพระ เพราะยังไม่ได้เปล่งวาจาสึก รออีกไม่นาน ก็จะได้ออกไปห่มผ้าเหลืองเหมือนเดิม การเข้าคุกเป็นภาระกิจปราบอลัชชี ให้คิดว่ามาติดคุกขำๆ ในช่วงวันวิสาขบูชา อยากให้กลุ่มศิษย์ไปทำบุญที่วัดอ้อน้อยจ.นครปฐมกันมากๆ

 

 

 

 

ขณะเดียวกัน ทางด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายฐนภณ ธนวชิรนนท์ เจ้าหน้าที่สอบสวนอาวุโสระดับสูง เป็นผู้รับเรื่องแทน ร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ ในการเกี่ยวกับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่พระภิกษุโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ รวมทั้งตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมยุษยชน และเสนอแนะมาตราการหรือแนวทางที่เหมาะสม ในกรณีการดำเนินการของเข้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธครบมือ กองบังคับการปราบปราม ในการเข้าจับกุมอดีตพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ซึ่งถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจมีความผิดในลักษณะเหยียดหยามศาสนาตามบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา

 

 

 

 

โดยนายศรีสุวรรณ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นการทั่วไปในการดำเนินการของของเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธครบมือ ในการเข้าจับกุมอดีตพระพุทธอิสระ ซึ่งมีคลิปวิดีโอเผยแพร่ทางโซเชียมีเดีย เห็นมีการทุบประตู และเข้าจับกุมขณะอยู่บนที่นอน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์อย่างล้นหลามต่อเนื่องว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจมีความผิดในลักษณะเหยียดหยามศาสนา ตามบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 และเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 27, 29 วรรคสอง , 31, 67 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยชัดแจ้ง

 

 

 

 

 

กรณีของอดีตพระพุทธอิสระ นั้นในทางกฎหมาย บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อดีตพระพุทธอิสระ ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีเลยแต่อย่างใด ยังคงเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ ณ กองปราบปราบฯในหลายๆ กรณี และไปขึ้นศาลในคดีความต่างๆ เรื่อยมา เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจพึงที่จะต้องมีหมายเรียกผู้ต้องหามาสอบปากคำก็เพียงพอแล้ว มิใช่ใช้อำนาจบาตรใหญ่โดยใช้กองกำลังคอมมานโดนับร้อยเข้าดำเนินการเข้าจับกุม ทำลายทรัพย์สิน และใช้วาจาในลักษณะเดียวกันกับบุคคลทั่วไปที่เป็นผู้ก่อการร้ายหรือผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง

 

 

 

 

แม้นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะออกมากล่าวขอโทษต่อประชาชนและศิษยานุศิษย์ของพระพุทธอิสระแล้วก็ตาม แต่ทว่าคำขอโทษก็เป็นเพียงลมปากที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในทางกฎหมายถึงการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไปในอนาคตไม่ได้

 

 

 


ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จำต้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 50(1) เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งศาสนา จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้มีการปรับปรุงกฎหมาย, กฎ, ข้อบังคับ, ระเบียบหรือคําสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ ในการเกี่ยวกับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่พระภิกษุโดยไม่จําเป็น หรือเกินสมควรแก่เหตุ รวมทั้งตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีดังกล่าว และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย


หลังจากนั้น นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางไปสำนักงานคณะกรรมสิทธมนุษยชน ชั้น 6 พบนายบุญเกื้อ สมนึก รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อยื่นหนังสือ โดยทั้ง 2 หน่วยงานรับเรื่องไว้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป.

 

 

คลิปสัมภาษณ์

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กำพลาภร พุฒิพุทธ