ย้อนดูสิทธิข้าราชการบำนาญ หลังกรมบัญชีกลางชี้แจงเพิ่มเงิน 40,000 บาท / เดือน ไม่เป็นความจริง

ย้อนดูสิทธิข้าราชการบำนาญ หลังกรมบัญชีกลางชี้แจงเพิ่มเงิน 40,000 บาท / เดือน ไม่เป็นความจริง

Publish 2018-09-24 16:05:44


 

      หลังจากเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2561 สหพันธ์ข้าราชการบำนาญแห่งประเทศไทย กว่า 30 คน นำโดย นายชัยวัฒน์ อุตอิ่นแก้ว เลขาธิการฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ โดยกล่าวว่าในตอนนี้ขอให้ สนช. พิจารณาสนับสนุนให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน เพื่อให้ข้าราชการบำนาญนั้นมีรายได้เพิ่ม เนื่องจากในตอนนี้ข้าราชการบำนาญเกือบทุกสังกัดในประเทศ จำนวน 654,634 คน กำลังได้รับความเดือนร้อน จากค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามสภาพเงินเฟ้อ แต่เงินบำนาญนั้นเท่าเดิมจึงไม่เป็นที่เพียงพอในการใช้จ่าย หากข้าราชการมีรายได้จากเงินบำนาญเพิ่มขึ้นจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลดีขึ้นด้วย

 

    "ข้าราชการบำนาญถือเป็นคนจนรุ่นใหม่ ได้เงินบำนาญเดือนละ 20,000 บาท หักค่าใช้จ่ายอื่น เหลือ 18,000 บาทต่อเดือน ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อข้าราชการปัจจุบันอีก 2 ล้านคน แล้วคนไทยรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบข้าราชการ ทำงานเพื่อประเทศชาติ" กฎหมายฉบับนี้นายพีระศักดิ์ ค่อนข้างเห็นด้วยกับผู้ทำคุณประโยชน์ แต่กฎหมายฉบับนี้เข้าข่ายกฎหมายทางการเงิน จึงต้องมีการเห็นชอบจากรัฐบาลก่อนเสนอต่อ ทาง สนช.จะเสนอต่อไม่ได้ ทั้งนี้จะให้ทาง กมธ. พิจารณาควบคู่กัน 

 

เงิน

 

     ทั้งนี้หลังการยื่นหนังสือเสนอขอปรับเงินบำนาญข้าราชการเพิ่มไปนั้น ส่งผลให้เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2561 น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ในตอนนี้ยังไม่ทราบว่ามีการขอเรื่องแก้ไขบำนาญให้สูงขึ้น เพราะในตอนนี้มีการประกัน รายได้ขั้นต่ำของข้าราชการบำนาญอยู่แล้ว 9,000 บาท/เดือน ตามค่าแรงขั้นต่ำของบุคคลทั่วไป ดังนั้นการที่ข้าราชการบำนาญได้รับรายได้ 20,000 /เดือน ถือว่าเกินกว่ารัฐบาลประกันไว้ และเกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำ

 

 



 

 

กรมบัญชีกลาง

 

        ด้าน น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าวอีกว่าคงต้องถามกลับไปว่าทำไมคนที่ใช้แรงงานและได้รับค่าแรงขั้นต่ำเพียง 9,000 บาทต่อเดือนถึงพอกิน และต้องถามว่าเขามาขออะไร เพราะคนที่ได้รับบำนาญคือคนที่ไม่ได้ทำงานแล้ว ซึ่งคนที่ทำงานบางคนยังได้เงินน้อยกว่าที่เขาได้รับการบอกว่าได้รับเงิน 2 หมื่นบาทต่อเดือนไม่พอใช้ เหตุผลคืออะไร คนยากจนกว่าเขาได้รับเงินน้อยกว่านี้อีกมาก ทำไมเขาอยู่ได้ คนได้เงิน 2 หมื่นบาทนำเงินไปใช้อะไรกันบ้าง กิจกรรมไม่ต้องไปทำกันเยอะสิ และตรงนี้ถือเป็นเรื่องการใช้ชีวิต ทุกคนต้องบริหารจัดการชีวิตของตนเองคงไม่มีข้อแนะนำอะไร ทั้งนี้ น.ส.สุทธิรัตน์ ยังกล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า ปกติต้องขึ้นเงินเดือนข้าราชการก่อน จึงจะขึ้นเงินบำนาญได้ เนื่องจากเป็นเรื่องผูกติดกันไว้ แต่จะมาขอขึ้นบำนาญก่อนจึงถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้น

 

      ซึ่งจากกรณีการขึ้นเงินเดือนเพิ่มให้ข้าราชการบำนาญนี้ กลายเป็นกระแสขึ้นหลังโลกโซเชียลมีการแชร์ข่าว บิ๊กตู่ดันเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ 40,000 บำนาญหลังเกษียณ หวั่นกลัวไม่พอใช้ตอนแก่ โดยข่าวดังกล่าวได้อ้างว่าเมื่อวันที่ 22 กันยายน ได้ข้อสรุปหลังการประชุมด่วนของคณะรัฐบาล และได้ประกาศอย่างเป็นทางการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการหลังเกษียณ จาก 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท มีผลทันทีวันที่ 1 ตุลาคม 2561 นั้น ทางกรมบัญชีกลางได้ออกมายืนยันแล้วว่าข่าวดังกล่าวที่ถูกเผยแพร่อยู่ไม่เป็นความจริงซึ่งประเด็นการปรับเพิ่มเงินบำนาญทางกระทรวงการคลังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการ และไม่ได้มีการนำประเด็นนี้เข้าเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งนี้จึงมีความเป็นกังวลว่าข่าวที่แชร์ออกไปจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน ซึ่งกรมบัญชีกลาง ได้ชี้แจงทำความเข้าใจมาโดยตลอด ดังนั้น จึงขอให้ช่วยแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกันต่อๆ ไปด้วย

 

 



 

คนชรา

โดยตอนนี้สิทธิประโยชน์ของข้าราชการทั้งเกษียณบำเหน็จและเกษียณบำนาญมีดังนี้

1. ได้รับเงินเดือนตามจำนวนเงินเท่าฐานเงินเดือนสุดท้ายตอนเกษียณอายุราชการโดยต้องนำเงินเดือนมาคูณกับอายุราชการแล้วหารด้วย 50 ก็จะได้บำนาญของทุกเดือน ข้อนี้จะต่างจากข้าราชการผู้ขอรับบำนาญตรงข้าราชการผู้มีความประสงค์จะขอรับเงินบำเหน็จจะได้รับเป็นเงินก้อนโดยจะต้องนำเงินเดือนสุดท้ายตอนเกษียณมาคูณกับอายุงานราชการจะได้เป็นจำนวนเงินบำเหน็จสามารถรับได้เลย

     ตัวอย่างเช่นกรณีเลือกเงินบำเหน็จหากเงินเดือน เดือนสุดท้ายที่ได้รับอยู่ที่ 75,000 บาท และมีอายุราชการ 25 ปี เงินบำเหน็จที่จะได้รับ คือ 1,875,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่ผู้เกษียณสามารถรับไปได้ทันที

 

    ส่วนตัวอย่างของกรณีเลือกเงินบำนาญ ให้ผู้เกษียณนำเงินเดือนที่ตนเองได้รับเดือนสุดท้ายมาคูณกับอายุราชการของตนเอง แล้วหารด้วย 50 ยกตัวอย่างเช่น หากเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ผู้เกษียณได้รับ มีจำนวน 75,000 บาท และมีอายุราชการ 25 ปี จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 37,500 บาท

 

สองตายาย

 

2. ผู้เกษียณจะได้รับเงินค่ารักษา (เบิกได้) ให้กับตนเอง พร้อมภรรยาหรือสามี พ่อแม่ รวมไปถึงลูกที่อายุไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ทั้งบำเหน็จและบำนาญ

 

3. ผู้เกษียณจะได้รับเงินค่าการศึกษาของลูกที่เบิกได้จนถึงอายุ 25 ปีบริบูรณ์ ทั้งบำเหน็จและบำนาญ

 

4. หากอยู่ในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จะได้รับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เงินประกันชีวิตและเงินช่วยเหลือจากสหกรณ์

 

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง "กรมบัญชีกลาง" จ่ายวงเงินฉุกเฉินเยียวยา ช่วยเหลือปชช. ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจาก"พายุปาบึก"จังหวัดละ20ล้านบาท)

 

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง รู้หรือยัง..ดียังไง!!"กรมบัญชีกลาง" แจ้งแล้วสิทธิประโยชน์บัตรสวัสดิการคนจน เริ่มใช้ต.ค.60 ดูแลส่วนลดค่าน้ำ-ไฟ ฯลฯ ยอดล่าสุดกว่า 4 ล้านคน!?!)

ขอบคุณข้อมูล  moneyhub  , sanook

 

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย