บุ๋ม ปนัดดา มอบเงินช่วยหนุ่มใต้พลเมืองดี ทั่วประเทศแสดงน้ำใจช่วยหางานให้ทำพร้อมซื้อโทรศัพท์ให้ใหม่

"บุ๋ม ปนัดดา" มอบเงินช่วยหนุ่มใต้พลเมืองดี ทั่วประเทศแสดงน้ำใจช่วยหางานให้ทำพร้อมซื้อโทรศัพท์ให้ใหม่

Publish 2018-12-04 13:26:30


จากกรณีชายพลเมืองดีให้ความช่วยเหลือเด็กหญิงอายุ 15 ปีที่ถูกคุณตาแท้ๆซึ่งอยู่ในอาการเมาสุราแล้วล่อลวงหลานสาวไปพยายามข่มขืนในป่าละเมาะ ในพื้นที่ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เคราะห์ดีที่หลานสาวร้องตะโกนเสียงดังจนพลเมืองดีได้ยินและรีบไปช่วยเหลือจนรอดมาได้ คุณตาถูกจับตัวดำเนินคดี

อ่านข่าว : ตาแท้ๆ เมาได้ที่ พาหลานในไส้ ลวงเข้าป่าขึ้นคร่อมพยายามขืนใจ!

 

 



โดยเด็กสาววัย 15 ปี ตอนนี้สภาพจิตใจยังย่ำแย่และตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่อยากกลับไปอยู่ที่บ้านของตากับยาย เจ้าหน้าจึงนำตัวไปพักที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จังหวัดสงขลา ชั่วคราวเนื่องจากพ่อกับแม่ก็แยกทางกัน และกำลังประสานให้ทั้งพ่อและแม่มารับไปดูแลตามความต้องการของเด็กว่าจะอยู่กับใคร จากนั้นจะได้ประสานทีมสหวิชาชีพมาร่วมทำการสอบสวนตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป

 

 

ส่วนคุณตายังปฎิเสธว่าไม่ได้ลงมือข่มขืน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีใน 3 ข้อหา คือ พาบุคคลอื่นไปกระทำการอนาจาร,กระทำอนาจารบุคคลอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน18 ปี,และความผิดตาม พรบ.ความรุนแรงและครอบครัว ขณะนี้ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ห้องขัง สภ.หาดใหญ่ เพื่อเตรียมนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดสงขลา

จากนั้นนายทิพกร ทองขาว อายุ 30 ปี พนักงานส่งน้ำของโรงงานผลิตน้ำดื่มแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นพลเมืองดีที่เข้าไปช่วยเหลือเด็กวัย 15 ปีได้ทันนั้น ได้เดินทางไปที่สภ.หาดใหญ่ เพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังต้องเป็นพยานจนถูกนายจ้างไล่ออกจากงาน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา และตอนนี้ต้องเดือดร้อนเพราะไม่มีที่ไปและไม่มีที่พัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็อาศัยอยู่ที่บ้านของเถ้าแก่ หลังจากที่มาทำงานส่งน้ำได้ 2 เดือนแล้ว 

 

อ่านข่าว : หนุ่มใต้ช่วยด.ญ.รอดถูกตาแท้ๆขืนใจ โดนนายจ้างไล่ออก บอกทำเสียเวลางาน

อ่านข่าว :  หนุ่มใต้ลั่นไม่เสียใจที่ได้ช่วยเด็กหญิงจากถูกขืนใจ แม้ถูกไล่ออกจากงาน

 

 



นายทิพกร เปิดเผยว่าวันเกิดเหตุตนได้ขับรถไปส่งน้ำที่แคมป์คนงานก่อสร้างบริเวณจุดเกิดเหตุ และได้ยินเสียงเด็กหญิงร้องขอความช่วยเหลือมาจากในป่าจึงได้วิ่งเข้าไปดู และพบว่าผู้ชายกำลังจะข่มขืนเด็กหญิง จึงเข้าไปช่วยเหลือเด็กเอาไว้ได้ และรีบแจ้งตำรวจให้มาจับกุมคนร้าย หลังเกิดเหตุตำรวจได้ขอเบอร์โทรศัพท์ตน เพื่อเป็นพยานในคดีนี้เพราะเป็นคนเดียวที่เข้าไปช่วยและเห็นเหตุการณ์ ตนจึงได้ให้เบอร์โทรที่ทำงานไปเพราะโทรศัพท์เสีย จนถูกเถ้าแก่ต่อว่า ว่าทำให้งานเสียหาย 

"ผมไม่เหลืออะไรแล้ว เมื่อวานผมโดนเถ้าแก่เนี๊ยไล่ออก คือวันเกิดเหตุผมขับรถไปส่งน้ำแล้วได้ยินเสียงเด็กหญิงร้องให้ช่วย จึงจอดรถแล้วตามหาต้นเสียง ไปเจอเหตุการณ์เข้าแบบคาตา ชายแก่กำลังจะข่มขืนเด็ก จึงเข้าไปช่วยเอาไว้ หลังเสร็จเรื่องตำรวจได้ขอเบอร์โทรไว้ เพราะผมเป็นพยานเพียงคนเดียว จึงให้เบอร์โทรที่ทำงานไป แลัวในวันนั้นผมก็ไปส่งน้ำให้ลูกค้าไม่ทันรวม 50 ถัง จากลูกค้า 50 เจ้า"

 

 

หลังข่าวที่นายทิพกรถูกไล่ออกได้เผยแพร่ไปกระแสโจมตีของสังคมก็กระหน่ำไปที่ตัวเถ้าแก่ของนายทิพกรว่าเขาได้ทำความดีครั้งใหญ่แต่ทำไมต้องมาได้รับผลตอบแทนเป็นการไล่ออกจากงาน และพากันตำหนิเถ้าแก่ของนายทิพกรกันครั้งใหญ่

ด้านเถ้าแก่จึงต้องออกมาอธิบายว่าสาเหตุที่ไล่นายทิพกรออกไม่ได้เป็นเพราะนายทิพกรไปเป็นพยานแล้วส่งน้ำไม่ทันแต่เป็นเรื่องที่นายทิพกรนำรถคันใหม่ออกไปใช้แต่กลับมาไม่ตรงเวลาและเถ้าแก่มีความจำเป็นต้องใช้รถไปขนของย้ายหอให้กับลูกสาว แต่นายทิพกรขับรถไปหาญาติที่ต่างจังหวัดกว่าจะกลับมาก็4ทุ่ม ทำให้ตอนเย็นที่เถ้าแก่ต้องใช้รถจึงไม่มีรถขับ สาเหตุนี้เองทำให้เถ้าแก่เนี๊ยโกรธมาก เถ้าแก่บอกด้วยว่าตอนทราบข่าวยังชื่นชมนายทิพกรอย่างมากด้วย

อ่านข่าว : เถ้าแก่น้ำดื่มโอดตกเป็นจำเลยสังคม ใจดำไล่"หนุ่มใต้" พลเมืองดีออกจากงาน ความจริงโมโหเอารถไปบ้านญาติ

 

สำหรับนายทิพกรนั้นตอนนี้มีคนไทยจากทั่วประเทศต่างแสดงน้ำใจให้กับเขาโดยการช่วยเสนองานให้ทำ ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้ นอกจากนี้ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดียังได้มอบเงินสนับสนุนให้กับนายทิพกรเป็นเงินกว่า 10,000 บาทอีกด้วย

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล