บิ๊กโจ๊ก รวบ นายดาบตร. ออกราชการ ฐานมีความผิดเอี่ยว 5 ต่างชาติปลอมตราประทับอยู่ไทย

"บิ๊กโจ๊ก" รวบ นายดาบตร. ออกราชการ ฐานมีความผิดเอี่ยว 5 ต่างชาติปลอมตราประทับอยู่ไทย

Publish 2019-01-09 14:16:36


กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เมื่อเวลา 11.30 น. ในวันที่ 9 มกราคม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พร้อมตำรวจ สตม. ตำรวจท่องเที่ยว และชุดสืบสวน ศปอส.ตร. แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย
 



 

1.นายโอลาวาเล ลาอิมี่ (Mr.OLAWALE RAIMI) อายุ33 ปี สัญชาติไนจีเรีย
2.นายโจนาส ซิลวา (Mr.JONAS SILVA) อายุ39 ปี สัญชาติกีนีบีสเซา
3.นายริเชส อองบอนน่า โอนู (Mr.RICHES OGBONNA ONU) อายุ 44 ปี สัญชาติไนจีเรีย
4.นายชาโพ ซูมา(Mr.TSHEPO ZUMA) อายุ37 ปี สัญชาติแอฟริกาใต้
5.นายโอควาทาร่า เบน อิบราฮิบ(Mr.OUATTARA BEN IBRAHIM) อายุ 21 ปี สัญชาติไอวอรีโคสต์


 

โดยทั้ง 5 ราย เป็นแก๊งต่างชาติใช้หนังสือเดินทางที่ประทับตราโดยผิดกฎหมายเพื่อลักลอบอยู่ในประเทศไทย ปลอมตราประทับโดยผิดกฎหมาย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย มีรูปแบบการกระทำความผิด 2 ลักษณะ คือ


1.ผู้ต้องหาหนึ่งคนถือหนังสือเดินทางหนึ่งเล่ม ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการประทับตราเดินทางออกนอกประเทศและเดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกกลับพบว่า ผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางเข้าออกประเทศตามที่มีการประทับตราอนุญาตแต่อย่างใด จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาและกระทำความผิดในลักษณะนี้ทั้งหมด 12 คน แต่จับกุมได้ 5 คน ที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตาม

2. ผู้ต้องหาหนึ่งคนถือหนังสือเดินทางมากกว่าหนึ่งเล่ม โดยแต่ละเล่มเป็นหนังสือเดินทางคนละประเทศ อีกทั้ง หนังสือเดินทางแต่ละเล่มนั้นมีข้อมูล ชื่อ นามสกุล สัญชาติ และรายละเอียดอื่นๆแตกต่างกัน แต่ภาพใบหน้าซึ่งปรากฏในหนังสือเดินทางเล่มนั้นกลับเป็นบุคคลเดียวกัน ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกประกอบกับการประทับตราอนุญาตหนังสือเดินทางเล่มที่ผู้ต้องหาถือล่าสุดพบว่า ผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางเข้าออกประเทศตามที่มีการประทับตราแต่อย่างใด

 



 

ด้าน ผบช.สตม. กล่าวว่าสำหรับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องถูกดำเนินคดี จากการตรวจสอบพบว่ามีตำรวจยศนายดาบ สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เกี่ยวข้องในการแสตมป์ตราประทับให้กับผู้ต้องหา ซึ่งรับสารภาพว่ากระทำความผิดจริง ได้ค่าจ้างครั้งละ5พันบาทต่อคน โดยช่วงบ่ายวันนี้จะมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และจะมีการตรวจสอบย้อนหลังว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พร้อมกันนี้จะมีการตรวจสอบนายหน้าที่นำพาเข้ามาด้วย ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า สำนักงานตำรวจคนเข้าเมือง ทำงานประสานข้อมูลในเรื่องต่างๆร่วมกันกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ในการสกัดกั้นคนไม่ดีเข้าประเทศ พร้อมกันนี้จะนำระบบเทคโนโลยีในการตรวจสอบเข้าบุคคลเข้าออกประเทศมาใช้ เช่น ระบบสแกนม่านตา สแกนใบหน้า รวมทั้งปรับแก้ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ให้มีความครอบคลุมในทุกเรื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองคนเข้าออกประเทศ

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วรรณิดา อักษรเพ็ชร

ติดตามข่าวอื่นๆ