โรงพยาบาลแถลงข้อสงสัย หลังสาวเบตงโพสต์สูญเสียคุณพ่อ

โรงพยาบาลแถลงข้อสงสัย หลังสาวเบตงโพสต์สูญเสียคุณพ่อ

Publish 2019-07-09 16:29:28


นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างมาก เมื่อลูกสาวได้เล่าถึงการเสียชีวิตของพ่อตนเอง เพราะพาไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ได้ถูกแซงคิวตรวจ จนอาการพ่อเริ่มแย่ลง แต่เหมือนทางพยาบาลไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร จากจะช่วยชีวิตไว้ทัน กลับเป็นต้องจากกันไปตลอดกาล 

 

โดยในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Jiratchaya Rangsaritwirachot ได้เล่าบรรยายเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่พาคุณพ่อไปโรงพยาบาล พร้อมบอกว่า "ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นภาพสุดท้าย ... ลูกขอโทษนะป๋า ที่ให้ป๋านั่งคอยนาน 2 คิว ถูกแซงคิวไปอีกคิว ป๋าต้องนั่งคอย 



 

 

ลูกไม่น่าเลย ลูกเสียใจ ป๋า ลูกพาป๋าถึงมือหมอช้าไป เพราะจุดคัดกรอง ต้องให้ป๋านั่งรอ ลูกมาดูภาพอีกครั้ง ป๋าไม่ไหวแล้ว ป๋าเหนื่อย ป๋านั่งรอ กว่าจะได้ตรวจ ได้เจอหมอ ใครที่ไม่อยู่จุดนี้ ไม่เข้าใจหรอก พ่อขอให้พามาโรงพยาบาล แสดงว่าพ่อไม่ไหวแล้ว อยากเจอหมอ

 


พ่อจากไปแล้ว เพราะนั่งคอยตรวจนาน ตรวจแล้วไม่ให้เข้าห้องอีก อุตส่าห์ให้แม่วิ่งไปยื่นบัตร จะได้ตรวจไวขึ้น แต่ที่ไหนได้ เจ้าหน้าที่จุดคัดกรอง บอกว่าพ่อไม่หนัก ความดันปกติ ... แต่คุณไม่ได้จับชีพจร คุณไม่ใช่พยาบาล คุณไม่ใช่หมอ คุณมีสิทธิ์บอกว่า พ่อเข้าไม่ได้ได้ไง ให้คนอื่นเข้าก่อนได้ไง #คนไข้นั่งรถเข็น ไม่ได้รับการตรวจรักษา ...นั่งรอ 3 คิว ถูกแซงไปอีก 1 คิว  นั่งรอจนความดันลดลง ความดันต่ำลง 38

 

 


พ่อต้องรอนาน ในห้องฉุกเฉิน ที่ลูกถูกไล่ออกไป แล้วพ่อเข้า ไอซียู ลูกก็เข้าไปไม่ได้ 
พ่อเหนื่อย พ่อหายใจไม่ปกติ หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจเหนื่อย พ่อตายแล้ว ปั้มหัวใจ 40 นาที ไม่ตื่น พ่อเสียแล้ว

 


ทั้งนี้ได้มีชาวโซเชียลเข้ามาแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจสาวคนดังกล่าว พร้อมครอบครัวเป็นจำนวนมาก โดยหลายคนเสนอแนะว่าบ้างครั้งการบริการในโรงพยาบาลก็ยังไม่ทันใจ รวดเร็ว เนื่องจากคนไข้เยอะ แต่เหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ควรเกิด ควรมีการแก้ไขอย่างจริงจัง บางคอมเม้นต์ก็ต่อว่าเจ้าหน้าที่ เพราะหากไม่มีการแซงคิวเกิดขึ้น สาวคนนี้อาจจะไม่ต้องสูญเสียพ่อแบบนี้ 

 

 


อ่านข่าว : สะเทือนใจสุดๆ สาวโพสต์เล่านาทีสูญเสียคุณพ่อ ขณะนั่งรอตรวจ ฟังแต่ละช็อตนาทีถึงจุกอก ถูกลัดคิวตรวจ จนอาการกำเริบแพทย์สุดยื้อชีวิต

 

ต่อมาสาวคนดังกล่าว ได้เล่าเพิ่มเติม ในวันสูญเสียคุณพ่อ ผ่านทางเฟซบุ๊ก Jiratchaya Rangsaritwirachot ระบุว่า "คนตายแล้วไม่ฟื้น แต่การบริการที่แย่ สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ 

 

เรื่องราวของป๋า คงทำให้การบริการคนไข้ดีขึ้น ไม่มากก็ไม่น้อย  ป๋าตายแล้ว ป๋านั่งรถเข็นมาขอพบหมอ แต่จุดคัดกรอง วัดความดัน แล้วให้นั่งรอ มันบอกความดันปกติ ป๋านั่งรอจนป๋าตัวเย็น ความดันลดลง ต้องด่ามัน มันถึงพาเข้า แต่ก่อนพาเข้ามันตรวจความดันโชว์ แม่ง ต่ำ 38 มันกล้ามาก  เรายังมีแม่ มีน้องๆ มีเพื่อนๆ ที่อาจต้องใช้บริการที่นี่ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก 

 

แต่ถ้าคุณเจ้าหน้าที่หรือคนเบตงมาอ่านแล้ว โกรธ โมโห รับไม่ได้ กลัวเบตงจะเสียชื่อเสียง ก็ลองให้เกิดกับพ่อคุณก่อนสิ ให้พ่อคุณตายแบบนี้ก่อน คุณจะเสียใจไหม จะมีเรื่องราวเผยแพร่ ไหม จะเก็บเงียบไหม สำหรับเท้ง ความจริงคือความจริง ไม่สนใจหรอก จะมีใครอาย ถ้าอายก็ปรับปรุงสิ ... อย่าเสนอหน้าโชว์แต่ของดี น่าเบื่อ รู้ไหม ว่า เบื่อ เซ็ง มันโอเคตรงไหนว่ะ  อย่าอายค่ะ เบตง จะโอเค ต้องโอเคทุกเรื่องโว้ย อย่าปิดความจริง ต้องยอมรับให้ได้ ว่า มัน ยังไม่โอเค มันต้องปรับปรุงโว้ย อย่าอายนะ จะมีการเลือกตั้งแล้ว ใช่ไหม จะมีสนามบินแล้วใช่ไหม ดังใหญ่เลยเบตง"

 

 


อ่านข่าว : อย่าอายถ้าเราพูดความจริง!!! สาวเบตงเปิดใจหลังโพสต์เล่านาทีสูญเสียพ่อ รอคิวนานจนเหลืออดต้องด่าจนท. คนท้องถิ่นรวมแฉ..นี่ไม่ใช่เคสแรก
 

 

 



ล่าสุดทางโรงพยาบาลต้นสังกัด ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ออกชี้แจงถึงกรณีนี้ โดยทางด้านนพ.ยุทธนา รุ่งธีรานนท์ นายแพทย์ชำนาญการ อายุรแพทย์โรงพยาบาลเบตง ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของคนไข้ ได้ให้ข้อมูลว่า หลังจากได้รับตัวคนไข้จากห้องฉุกเฉิน มาอยู่ในห้องไอซียู ประเมินอาการโดยรวม คนไข้อาการยังไม่คงที่ มีอาการมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นเร็ว ประมาณ 130 ครั้ง ต่อนาที ความดันต่ำ ทางแพทย์ก็รีบช่วยดูแลรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนสาเหตุที่คนไข้เสียชีวิต เนื่องจากมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ประกอบกับคนไข้มีความดันลดลง

 

ทั้งนี้ทางด้านแพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเบตง จ.ยะลา ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า หลังจากมีข่าว ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการเรียกประชุมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารต่างๆ กล้องวงจรปิด เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อหาสาเหตุ แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เจ้าหน้าที่คัดกรอง ซึ่งเป็นพนักงานเวชกิจฉุกเฉิน ได้ตรวจอาการผู้ป่วยก่อนเพื่อแบ่งระดับความหนักเบาของผู้ป่วย หากผู้ป่วยที่มีอาการหนักก็จะนำเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

ในกรณีที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่จุดคัดกรองได้ตรวจวัดความดันของผู้ป่วยที่เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความดันขณะนั้นอยู่ที่ 144/ 80 ซึ่งถือว่าปกติ จึงจัดเป็นผู้ป่วยในโซนสีเขียว คือ เจ็บป่วยเล็กน้อย จึงได้ให้นั่งคอยตามคิว ส่วนที่ว่ามีการแซงคิว เนื่องจากมีผู้ป่วยอีกคนที่มาทีหลัง แต่ตรวจวัดความดันพบว่าความดันต่ำ อยู่ที่ 75/38 ซึ่งถือว่ามีอาการหนักกว่า เป็นผู้ป่วยในโซนสีชมพู คือ เจ็บป่วยรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวเข้าห้องฉุกเฉินก่อน

 

 

ส่วนที่มีภาพถ่ายว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิต มีความดันระดับต่ำ อยู่ที่ 75/38 ก็ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็น ค่าการวัดความดันของผู้ป่วยที่เจ้าหน้าที่ได้นำเข้าห้องฉุกเฉินไปก่อนหน้านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้กดรีเซตเครื่อง ส่วนที่ว่าบริเวณจุดคัดกรอง ไม่ใช่พยาบาลนั้น

 

 

สำหรับเหตุการณ์นี้ เนื่องจากภายในห้องฉุกเฉินก็มีผู้ป่วยอาการหนักอยู่ วันเกิดเหตุ พนักงานเวชกิจฉุกเฉินโรงพยาบาลเบตง ซึ่งมีหน้าที่ให้การช่วยเหลือคนไข้หรือผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บ เช่น การให้น้ำเกลือ การใช้ท่อช่วยหายใจ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การดูแลคนไข้บนรถพยาบาลฉุกเฉินจนถึงโรงพยาบาล เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เรียนจบทางด้านเวชกิจฉุกเฉิน จะประจำอยู่ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล และในบางครั้ง ออกมาช่วยเหลือผู้ป่วยอาการหนักหรือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุด้วยนอกโรงพยาบาลด้วย จึงได้มาช่วยที่บริเวณจุดคัดกรอง จึงทำให้ญาติคนไข้อาจไม่เข้าใจ ว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

 

 

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์