ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษ ก๊วนโจ๋ใจบาป คดีชายพิการ ขายขนมปังเลี้ยงชีพ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษ ก๊วนโจ๋ใจบาป คดีชายพิการ ขายขนมปังเลี้ยงชีพ

Publish 2019-11-19 12:13:44


จากกรณีที่ ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์  นายพีรพล หรือ "เปา" กับพวก รวม 7 คน จำเลยในคดีพรากชีวิตชายพิการ อาชีพขายขนมปัง ร้าน "ปังเว้ยเฮ้ย" จนถึงแก่ชีวิต ภานในซอยโชคชัย 4  ย่านลาดพร้าว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2559 ซึ่งวันนี้ (19 พฤศจิกายน 2562) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิดตัว  นายพีรพล หรือ เปา ยศพงศ์อนันต์  กับพวก รวม 7 คน จำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่xผู้อื่นฯ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร  มายังศาลอาญา



เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีพรากชีวิตชายพิการ หมายเลขดำ อ.2186/2559 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นายพีรพล หรือ เปา  ยศพงศ์อนันต์  กับพวก รวม 7 คน เป็นจำเลยในความผิดฐาน "ร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ"  จากกรณีเมื่อวันที่ิ1 พ.ค. 2559  พวกจำเลยได้ร่วมกันใช้อาวุธมีดแทง ฟัน และก้อนอิฐ ทำร้าย นายสมเกียรติ  ศรีจันทร์  ชายพิการอาชีพขายขนมปังร้าน "ปังเว้ยเฮ้ย" จนถึงแก่ชีวิต ภายในซอยโชคชัย 4  ย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ ที่ห้องพิจารณาคดี 813  ในเวลา 09.00 น. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

 

 

สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก นายพีรพล หรือ "เปา" และนายมนต์มนัส หรือ "เต้ย" คนละ 18 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนนายอัครเดช หรือ "อั๋น" และนายอรินทร์ หรือ "เตอร์" รวมโทษจำคุกคนละ 19 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท  สำหรับนายจตุพร หรือ เบียร์   นายเมฆ  และ น.ส. ณัฐณิชา หรือ เกมส์ จำคุกคนละ 12 ปี ปรับนายจตุพร และนายเมฆ  คนละ 1,000 บาท นอกจากนี้ให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงินให้กับโจทก์ ร่วมค่าขาดไร้ผู้อุปการะและอื่นๆ จากการกระทำละเมิดรวม  5 แสนบาท และชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมเป็นค่าปลงศพอีก 2.5 แสนบาท

 

 



ล่าสุด อุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 12-19 ปี ก๊วนโจ๋พรากชีวิตชายพิการขายขนมปังย่านโชคชัย 4 ซึ่ง ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งหมดซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันถูกจับกุมมาฟังคำพิพากษา ขณะที่ฝ่ายโจทก์ร่วมซึ่งเป็นญาติผู้เสียชีวิตก็เดินทางมาฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา ซึ่งปรากฏว่าฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ต่อสู้คดีในหลายประเด็น ด้วยท่วงทำนองปฏิเสธเสียงแข็งไม่ได้กระทำผิด เช่น การอ้างว่าคดีถูกกดดัน ฝ่ายผู้เสียชีวิตมีอาวุธมีดยาวกว่า เคยมีประวัติต้องคดี ไม่ได้ขว้างอิฐ ไม่ได้ตะโกนหมายจะเอาชีวิต เป็นต้น

 


โดยศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานโจทก์ที่เบิกความเป็นประจักษ์พยาน รวมถึงภาพถ่ายและกล้องวงจรปิด มีน้ำหนักหนักแน่น ไม่มีเหตุที่พยานโจทก์จะปรักปรำพวกจำเลย ไม่มีเหตุกดดัน กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา พวกจำเลยทั้งเจ็ดอยู่ร่วมกันในที่เกิดเหตุ ในลักษณะเป็นพวกกัน เป็นกำลังใจให้ฮึกเหิม รุมทำร้ายผู้ตายที่อวัยวะสำคัญ ตำรวจมาก็ไม่หยุด ขณะที่ผู้ตายต่อสู้เพื่อป้องกันชีวิตมากกว่ามีเจตนาทะเลาะ ประวัติของผู้ตายไม่ใช่ข้ออ้างในคดี ส่วนที่จำเลยที่ 6 อ้างไม่ได้ขว้างอิฐ และจำเลยที่ 7 อ้างไม่ได้พูดว่าเอาให้ตาย เป็นการอ้างลอยๆ ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากมีประจักษ์พยานหลายปาก พวกจำเลยเป็นลูกตำรวจ หากไม่ใช่เรื่องจริงพยานคงไม่กล้าเบิกความให้ร้ายปรักปรำ

 


ในส่วนที่จำเลยขออุทธรณ์ให้ศาลลงโทษในสถานเบา เนื่องจากขณะเกิดเหตุยังเป็นเยาวชนที่มีอายุ 18-22 ปี และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ส่วนโจทก์อุทธรณ์ให้ลงโทษสถานหนัก ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพวกจำเลยอยู่ในวัยหนุ่มสาว กระทำโดยไม่คิดรอบด้าน และทำผิดโดยง่ายนำมาสู่การสูญเสีย แต่จากพฤติการณ์ที่ร่วมกันก่อเหตุพรากชีวิตผู้อื่น ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

 


ด้านนายเมธัส ผลประเสริฐ หลานของผู้เสียชีวิต เปิดเผยหลังร่วมเข้ารับฟังคำพิพากษาว่า คงจะไม่ฎีกา ปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมาย พอใจแล้ว ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คนๆ หนึ่งเป็นที่รักจากไป สร้างบาดแผลให้เรา ตนอยากฝากเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยกระทำความผิดขณะที่อายุ 18-22 ปี ศาลก็มองว่าจำเลยไม่บรรลุนิติภาวะ แต่เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป จึงไม่ลดโทษให้ อยากฝากให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเตือนใจ 

 


ขณะเดียวกัน น.ส.ธันยชนก ศรีจันทร์ พี่สาวของผู้เสียชีวิต กล่าวเสริมว่า อยากให้พ่อแม่ดูแลลูกให้ดีกว่านี้ ไม่อยากให้เดินตามรอยนี้

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์