ปลัดสธ.เมินทุกกระแส ลุยสอบหมอชาญชัย  ฉ้อราษฎร์บังหลวง

ปลัดสธ.เมินทุกกระแส ลุยสอบหมอชาญชัย ฉ้อราษฎร์บังหลวง

Publish 2020-06-09 22:23:55


ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับการลุกขึ้นปกป้องการทำหน้าที่ผู้อำนวยการ  รพ.ขอนแก่น ของ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล  หลังจากถูกบัตรสนเท่ห์กล่าวหากระทำการทุจริต  ก่อนที่ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะออกคำสั่งย้ายให้มาปฏิบัติราชการกองบริหารการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข  พร้อมกับมอบให้   นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ  ผอ.รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี มารักษาการแทน ผอ.รพ.ขอนแก่น  เป็นครั้งที่สอง หลังเคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เมื่อปี  2561 


(คลิกอ่านข่าวประกอบ  :   บุคลากรแพทย์ขอนแก่น ลุกฮือป้องผอ.รพ.โดนรังแก ยัดข้อหาทุจริต )




ทั้งนี้กรณีดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในแวดวงสาธารณสุข  ด้วยผลการทำงานของ นพ.ชาญชัย  ที่สามารถพลิกฟื้นสภาพการขาดทุนของ รพ.ขอนแก่นให้กลับมายืนอยู่ในจุดที่สามารถดูแลตัวเองได้  ในขณะที่ข้อหาในคำสั่งย้ายรุนแรงเกินกว่า  เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของรพ.ขอนแก่น และบุคลากรการแพทย์จำนวนไม่น้อย ที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นพึงจะรับได้  

 

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 


โดยสาระที่ปรากฎในหนังสือสั่งย้าย   ลงนามโดย   นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข   ระบุว่า ด้วยมีผู้ร้องเรียนกล่าวหา นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (แพทย์) ประเภทอำนวยการระดับสูง โรงพยาบาลขอนแก่น สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดขอนแก่น  มีพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง   (พบการเรียกรับเงินจากบริษัทยา ร้อยละ 5 ซึ่งเข้าข่ายเรียกรับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่างเดือน มี.ค. - ต.ค. 2561)  

 

ประกอบกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 1161/2562 ลงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562  ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว พบว่ามีมูลที่ควรกล่าวหา และศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่ามีพฤติกรรมข่มขู่ จูงใจให้เกิดพยานหลักฐานที่เป็นเท็จ จึงเห็นควรให้ย้ายออกจากโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อให้การดำเนินการสอบสวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่เป็นอุปสรรคและเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่เกิดผลกระทบต่อการบริหารงานราชการที่ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
 



ในทางตรงข้าม   นพ.ชาญชัย   ให้ความเห็นถึงข้อกล่าวหา  เรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง  ถือเป็นข้อหาความผิดที่ร้ายแรง    ขณะที่ตั้งแต่มาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ  ไม่เคยสั่งให้เจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรท่านใดเรียกรับเงิน  แม้แต่การสั่งซื้อยา  ก็ไม่รู้จักกับบริษัท ไม่รู้จักกับคนขาย ทุกขั้นตอนของการรับบริจาค  หรือ การบริหารจัดการเงินในกองทุน รพ.ขอนแก่น โปร่งใส ตรวจสอบได้    การรับบริจาคก็ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีงบประมาณน้อย การจะสร้างหรือดำเนินการในเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ สร้างอาคาร และการจ้างแพทย์ ก็ต้องมีงบประมาณ ซึ่งเงินบริจาคทั้งหมด ได้นำเข้ากองทุนพัฒนา รพ.ขอนแก่น ส่วนบริษัทยา รพ.ไม่เคยเรียกร้องงผลประโยชน์ใดๆ เช่นเดียวกับขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง  ที่ยืนยันว่าเป็นไปตามระเบียบพัสดุ

 

 

ขณะเดียวกันในโลกโซเชียลก็มีการเปิดเผยข้อมูลอีกด้าน  พร้อม ๆ กับความรู้สึกของบุคลากรทางการแพทย์  ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ  ต่อคำสั่งย้าย นพ.ชาญชัย      อาทิเช่น ผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่ง  โพสต์ข้อความว่า "ผมอยากทราบว่า คำว่า  ชมรมแพทย์ชนบท  หมายถึงใคร? มีสมาชิกกี่คน? วัตถุประสงค์ของการมีชมรมนี้ มีเพื่ออะไร? ผมเป็นแพทย์ที่อยู่ในชนบทมาตลอดตั้งแต่เรียนจบจนเกษียณ  ตั้งแต่เป็นแพทย์ประจำ รพ.,เป็นผู้อำนวยการ รพ., ผมแทบจะไม่เคยไปร่วมสังฆกรรมกับชมรมนี้เลย  

 

 

เพราะผมแทบไม่เห็นเลยว่าพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อันใดกับชมรมนี้ เห็นมีแต่การรวมกลุ่มของหมอไม่กี่คน ตั้งประธานกันยังไงผมยังไม่รู้เลย เกาะกันเป็นกลุ่ม สร้างภาพ,สร้างpowerเหมือนมีหมอชนบททั้งประเทศหนุนหลัง (ทั้งท่ี่ไม่จริง) จนนักการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวงเกรงอกเกรงใจกัน เท่าที่เห็นก็คือเอาไว้ต่อรองผู้มีอำนาจในกระทรวง ผมอยากเตือนท่าน รมว|รมช|ปลัด ว่าอย่าหลงคารม อย่าหูเบา อย่าถูกหลอกใช้ ผมเชื่อว่า ถึงไม่มีชมรมนี้เลย งานของกระทรวงก็สามารถดำเนินการได้เหมือนเดิม เผลอๆจะดีกว่าเดิม มีธรรมาภิบาลมากขึ้น"


หรือแม้แต่ข้อความในลักษณะเป็นข้อกล่าวหา ปมเบื้องลึกเบื้องหลังของคำสั่งย้าย นพ.ชาญชัย  ..." สิ่งที่สังคมอยากรู้ อะไรคือ มูลเหตุจูงใจ ที่หมอเกรียงศักดิ์ต้องกลับมาขอนแก่น... มีบัตรสนเท่ห์ ทยอยส่งข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ จะค่อยๆประมวลให้ทราบทั่วกันนะครับ รพ.ขอนแก่น สมัยเดิมก่อนยุคใหม่ (ก่อน ต.ค.2557) มีบัตรสนเท่ห์ใบหนึ่งส่งมาโดยมีข้อมูลว่าด้วย การใช้เงินรพ.ขอนแก่นในยุคนั้นแบบผิดปกติ ไม่ผ่านกรรมการ จ่ายเงินแบบไม่มีใครรู้ ถึงรู้ก็ไม่รู้เหตุผล (ฟังดูต่างจากยุคหมอชาญชัย)

 

พร้อมกับแนบเอกสารที่อ้างเป็นตัวอย่าง "ทะเบียนการจ่ายเงินสวัสดิการรพ.ขอนแก่น"  มีการจ่ายเงินให้ "ชมรมแพทย์ชนบท" ครั้งเดียวถึง 500,000 บาท !!  โอ้ว!!! เอ ใครรับเงินก้อนใหญ่นี้นะ  อ๋อ ประธานชมรมแพทย์ชนบทช่วงเวลานั้นคือ หมอเกรียงศักดิ์ที่อยากมาอยู่รพ.ขอนแก่นถึง 2 รอบนั่นเอง  นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่หมอเกรียงศักดิ์ต้องกลับมาเป็น ผอ.รพ.ขอนแก่นให้ได้หรือเปล่า มีเงินรพ.เหลือตั้ง 400 ล้านบาท  บัตรสนเท่ห์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ให้สาธุชนพึงวิเคราะห์ต่อ  ปล : เอ แล้วใครเป็นคนอนุมัติจ่ายน้า...

 


ยังไม่นับรวมประเด็นว่าด้วยการโอนเงินสวัสดิการเข้าบัญชีส่วนตัว   จำนวนหลายร้อยล้านบาท   ที่ถูกมองว่าเงินส่วนนี้ไปอยู่ไหน  ในช่วงที่รพ.ขอนแก่นต้องประสบภาวะวิกฤตขาดทุน  ก่อนที่ นพ.ชาญชัย จะเข้ามาแก้ปัญหาให้ระบบการเบิกจ่ายเงินเป็นไปโดยโปร่งใส  ตามข้อมูลข่าวที่ระบุว่า นับ 10 ปีที่รพ.ขอนแก่น ขาดทุนกว่า  200 ล้านบาท  กระทั่งเมื่อ นพ.ชาญชัย เข้ามาบริหารงานเมื่อเดือน พ.ย. 2558  รพ.ขอนแก่นจึงเริ่มพลิกกลับมามีกำไร   มีเงินบำรุงคงเหลือกว่า 200 ล้านบาท นับตั้งแต่ปี  2560  

 

"ตนขอยืนยันว่าเรื่องที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากกระทรวงสาธารณสุขประกาศห้ามรับเงินต่างตอบแทนในเดือน มี.ค. 61 ก็ได้ทำหนังสือเวียนไปทุกแผนกของโรงพยาบาลเพื่อไม่ให้รับเงินต่างตอบแทน หรือผลประโยชน์ใด โดยก่อนที่จะมีการประกาศห้ามดังกล่าว โรงพยาบาลขอนแก่น  ได้นำเงินในลักษณะดังกล่าวเข้าไว้ในกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น มีระบบการลงบัญชีชัดเจน ตรวจสอบได้"  :  นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล  

 

ล่าสุด  นพ.สุขุม กาญจนพิมาย  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข   ยืนยันว่า การพิจารณาสอบความผิด  นพ.ชาญชัยเป็นไปอย่างถูกต้อง   โดยก่อนหน้าเคยได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562   จึงได้มีการพิจารณา ว่า บัตรสนเทห์มีความน่าเชื่อถือหรือไม่  จนมีการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบ  ตั้งแต่เดือนต.ค. 2562 ที่มี นายแพทย์ อภิชาติ รอดสม สาธารสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 6  เป็นประธานสอบข้อเท็จจริง และใช้เวลากว่า   8  เดือนในการสอบสวน ด้วยการลงพื้นที่ไปพูดคุยในรายละเอียด

 

 

"อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องถือว่า นพ.ชาญชัย  ยังไม่มีความผิด  ส่วนคำว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหา   เช่นเดียวกับการสั่งย้ายออกจากพื้นที่  ก็ไม่ได้ทำหลังจากได้รับบัตรสนเท่ห์ทันที    แต่การสอบสวนนี้ดำเนินมานานกว่า 8 เดือนแล้ว  ส่วนการย้ายออกพื้นที่นั้นตนไม่เคยระบุว่ามีการข่มขู่พยานเลย และในเอกสารก็ไม่เคยระบุ แต่ย้ายเพราะเนื่องจากมีมูล และต้องมีการสอบสวนเพิ่ม ไม่ใช่แค่บัตรสนเท่ห์ใบเดียวแล้วย้ายออก"

 

 


ทางด้าน   นพ.อภิชาติ รอดสม ในฐานะประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง ระบุว่า กรณีการสอบสวนที่ผ่านมาทำตามกฎหมายทั้งหมด   เป็นไปตามกฎ กพ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ข้อ 4 (1) (2) ว่า หากการร้องเรียนเป็นบัตรสนเท่ห์ที่ไม่มีการลงชื่อ แต่ถ้ามีข้อมูลที่เชื่อถือและสามารถถือเป็นเบาะแส 

 

กรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยที่จะดำเนินการตามกฎ ก.พ. นี้ อาจมีลักษณะดังนี้

(1) มีการกล่าวหาที่ไม่ได้ระบุชื่อผู้กล่าวหา ไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้กล่าวหา แต่ระบุชื่อหรือตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา หรือข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นเพียงพอที่จะทราบว่ากล่าวหาข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดและข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์นั้นเพียงพอที่จะสืบสวนสอบสวนต่อไปได้ หรือ
(2) มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย โดยมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสืบสวนสอบสวนต่อไปได้
 

 

ขณะที่การสอบพยานบุคคล สอบพยานหลักฐาน  ก็มีพยานบุคคลมาให้การ  รวมถึงมีการลงพื้นที่ขอนแก่นไปตรวจสอบ 2 รอบ  ให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง   โดยกรรมการตรวจสอบได้รวบรวมหลักฐานจากพยานบุคคล  เรื่องการรับเงินจากบริษัทยา พบว่า มีมูลชัดเจน ทั้งจากพยานบุคคล พยานเอกสาร ที่ได้รับมา จึงต้องเสนอสิ่งที่มีมูลกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาให้ทราบ  พร้อมยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง  ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตามกฎระเบียบของทางราชการทุกประการ

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;