เปิดประวัติ "เบี้ยแก้" สุดยอดของขลังศักดิ์สิทธิ์ จาก "หลวงปู่รอด วัดนายโรง" พุทธคุณเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี แคล้วคลาดคงกระพัน

Publish 2016-09-29 10:37:20


            เบี้ยแก้ คือ เครื่องรางชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุปเท่ห์การใช้มากมายหลายอย่าง ทั้งกันและแก้สิ่งชั่วร้ายเสนียดจัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี บาเบื่อ ยาเมา ทั้งหลาย คณาจารย์ยุคเก่าที่สร้างเครื่องรางประเภทเบี้ยแก้ เอาไว้มีด้วยกันหลายรูป แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เห็นจะมีอยู่เพียง ๒ รูปคือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และหลวงปู่รอด วัดนายโรง โดยวันนี้ทางเราขอนำเรื่อง เบี้ยแก้ ของหลวงปู่รอด วัดนายโรงมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ ...

หลวงปู่รอด

           วัดนายโรง เป็นวัดเก่าแก่สร้างในสมัยรัชการพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ที่ตำบลบางบำหรุ  เขตบางกอกน้อย  กรุงเทพฯ  บริเวณวัดเดิมตั้งอยู่กลางสวนฝั่งธนบุรี  ติดกับคลองบางกอกน้อยอยู่ใกล้กับวัดบางบำหรุ และวัดขี้เหล็ก ซึ่งได้กล่าวกันว่าวัดทั้ง 3 นี้จัดว่าเป็นวัดเก่าแก่ตั้งมา ตั้งแต่ครั้งปลายรัชสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้สร้างวัดนายโรงนี้ปรากฏหลักฐานว่า คือ นายโรงกรับ ซึ่งเป็นเจ้าของคณะละครนอก เดิมทีวัดนายโรงนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดละครเจ้ากรับ หรือวัดนายกรับ ซึ่งก็ใช่เรียก ต่อๆ  กันมา  จนถึงปัจจุบันจึงได้เรียกชื่อวัดกันอย่างเป็นทางการว่า วัดนายโรง

 

           ประวัติความเป็นมาของหลวงปู่รอดนั้น  ไม่สามารถสืบ  ทราบได้อย่างเป็นที่แน่นอน เพียงแต่รู้ได้จากปากของคนเฒ่าคนแก่พูดสืบต่อๆ  กันมา  ว่าแต่เดิมท่านมิใช่คนริมคลองบางกอกน้อย  หากแต่ท่านเป็นชาวบ้านแถบคลองบางพรหม และอยู่ใกล้กับวัดเงิน อีกชื่อคือ วัดรัชฏาธิฐาน

           เมื่อเติบใหญ่ท่านก็ได้อุปสมบทและศึกษาวิปัสสนาธุระ ณที่วัดเงินแห่งนี้     เมื่อท่านอุปสมบทได้หลายพรรษา   จึงได้ออกรุกขมูลเพื่อฝึกจิตและปฏิบัติภาวนาอยู่หลายปี  จนกระทั่งท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดนายโรง  และได้ถูกแต่ตั้งให้ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสในที่สุด

      ทางด้านพุทธาคมที่หลวงปู่ใช้ในการสร้างเบี้ยแก้จนเป็นที่อยากได้กันมาก  ในมวลหมู่ลูกศิษย์ลูกหานั้น  ได้กล่าวกันว่าหลวงปู่ท่านได้ไปศึกษากับหลวงปู่แขก  แห่งวัดบางบำหรุ  ซึ่งเป็นพระเถระที่แก่กล้าสรรพวิชาโบราณมากมาย  หลวงปู่ได้ร่ำเรียนจนแตกฉานในด้านการสร้างเบี้ยแก้     นอกจากนั้นหลวงปู่ท่านยังมีพระสหธรรมมิกที่ได้ร่ำเรียนวิชาเบี้ยแก้มาด้วยกันคือ  หลวงปู่ฉาย  ซึ่งต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางบำหรุต่อจากหลวงปู่แขกนั่นเอง



     ในด้านวัตถุมงคลที่ท่านสร้างส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องรางประเภท  ตะกรุด  ผ้าประเจียด ผ้ายันต์ และที่สำคัญก็เบี้ยแก้  และชานหมากของหลวงปู่  ซึ่งหลวงปู่มักจะฉันในตอนทำพิธีปลุกเสกเบี้ยแก้  เมื่อท่านคายชานหมากออกมาหมู่ลูกศิษย์ลูกหาต่างแย่งกันขอหลวงปู่เพื่อไปสักการบูชา

ของขลัง

     กรรมวิธีในการสร้างเบี้ยแก้  สิ่งแรกที่ต้องหามาก็คือ  ตัวเบี้ยที่ใช้บรรจุปรอทจะต้องคัดสรรตัวเบี้ยที่มีอาการครบ 32 กล่าวคือ ถ้าหงายท้องเบี้ยขึ้นดูจะพบว่าใต้ท้องเบี้ยจะมีร่องปาก  ซึ่งมีลักษณะเหมือนฟันซี่เล็กๆ อยู่จะต้องนับให้ได้ข้างละ 16 ซี่  จึงจะครบตามตำรานอกจากนั้นแล้วหลังเบี้ย จะต้องมีเส้นนะปัดตลอด อยู่บนหลังเบี้ยอีกด้วย เส้นนะปัดตลอดนั้นจะเป็นเหมือนเส้นบางๆ วิ่งตัดผ่านจาก หัวเบี้ยไปท้ายเบี้ย  ในส่วนนี้ลูกศิษย์ลูกหาจะต้องหามาให้หลวงปู่  เพื่อนำมาบรรจุปรอท วัสดุที่สำคัญอีกอย่างที่ใช้บรรจุเข้าไปในเบี้ยก็คือ ปรอท ปรอทซึ่งเป็นวัตถุธาตุ อย่างหนึ่งมีลักษณะเป็นโลหะเหลวสีขาวมีลักษณะแวววาว  เชื่อกันว่าสารปรอทนี้เป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีความวิเศษในตัว ใช่ว่าจะนำมาเป็นปรอทที่ใช้บรรจุเบี้ยเพียงอย่างเดียวเกจิอาจารย์

          สมัยก่อนอาทิ หลวงปู่ภู  วัดท่าฬอ  ก็ได้ใช้ปรอทมาผสมกับตะกั่ว  และดีบุกเพื่อสร้างวัตถุมงคล  รวมถึงตะกรุดต่างๆ  ของท่านอีกด้วย  ปรอทนี้สามารถหาได้โดยการไปดักตามป่าช้า ซึ่งกรรมวิธีแบบโบราณที่เรียกกันว่าการดักปรอทนี้ ปัจจุบันนี้ไม่แน่ใจว่าจะมีเกจิอาจารย์ท่านใดทำได้บ้างหรือเปล่า

         ตามโบราณ  ท่านว่าจะต้องนำไข่เน่าไปวางแช่ลงในน้ำขัง หรือตามที่ชื้นแฉะทิ้งไว้หลายๆ วัน จะปรากฏเจ้าปรอทนี้ลง ไปกินไข่เน่า



   

  จากปากคำของคนเฒ่าคนแก่ในคลองบางกอกน้อย  ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อหลวงปู่ได้ตัวเบี้ยที่ลูกศิษย์นำ มาถวายพร้อมกับดอกไม้ธูปเทียนแล้ว  หลวงปู่ท่านจะใช้เวลาในช่วงค่ำทำพิธีสร้างเบี้ยแก้  โดยการปลุก เสกลงอาคมที่ตัวปรอทจะกระทั่งเคลื่อนไหวไปมาได้  หลวงปู่ก็จะเรียกปรอทให้ไหลเข้าไปบรรจุลงในตัว เบี้ย  แล้วจึงใช้ชันโรงเฉพาะที่ทำรังอยู่ในดินเท่านั้นมาอุดที่ปากท้องเบี้ย เพื่อกันไม่ให้ปรอทไหลออกมา ภายนอกได้  จากนั้นหลวงปู่จะนำแผ่นตะกั่วมาหุ้มตัวเบี้ยไว้อีกทีหนึ่ง  ซึ่งในทุกขั้นตอนนั้นหลวงปู่ท่านจะบริกรรมคาถาปลุกเสกไปด้วย  เป็นอันเสร็จพิธี

        เมื่อลูกศิษย์มารับเบี้ยแก้จากหลวงปู่นั้น  บางคนก็ให้หลวงปู่จารอักขระบนตัวเบี้ยให้  บางคนก็รับไปทั้งอย่างนั้น  ส่วนการถักเชือกนั้นพวกบรรดาลูกศิษย์หลวงปู่  ได้นำไปจ้างให้ชาวบ้าน และพระที่อยู่ในวัดช่วยถักเชือกปิดตัวเบี้ยให้อีกที  ทั้งเพื่อความสะดวกในการเก็บรักษา  และในการพกพาติดตัวเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง  ด้านการถักเชือกนั้นถ้าจะพิจารณาดีๆ จะพบว่าเมื่อถักเชือกเสร็จแล้วจะมีการลงรักเพื่อรักษาสภาพของเชือกให้อยู่คงทน  แต่จากสภาพพื้นที่ของวัดนายโรงนั้น   คงจะหารักได้ยากเต็มที  เพราะชาวบ้านแถบวัดนายโรงนั้นมักจะใช้ยางไม้ชนิดอื่น  อาทิเช่น  ยางลูกมะพลับ มาใช้แทนรักในการชุบเพื่อรักษาสภาพเชือกแทน  และบางตัวก็ยังไม่ได้ลงรักอีกด้วย เบี้ยแก้ เป็นเครื่องรางของขลังที่แทบ จะเรียกได้ว่า  ครบทุกรส คือ ถ้าจะนับในด้านพุทธคุณของเบี้ยแก้แล้ว  ครบทุกด้าน และจะโดดเด่นกว่าเครื่องรางของขลังชนิดอื่นก็คือ ใช้ป้องกันภยันตรายต่างๆ กันคุณไสย์ กันของต่ำที่ถูกคนทำใส่ อาราธนาทำน้ำมนต์แก้ยาสั่งหรือแม้แต่ผีเข้า  นอกจากนั้นยังสามารถบูชาติดตัว  เพื่อขอพุทธคุณช่วยให้กับร้ายกลายเป็นดี  แคล้วคลาดคงกระพันอีกด้วย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ของขลัง 9 อย่าง ควรมีไว้ในบ้าน ช่วยเสริมความโชคดี ไม่มีวันดวงตก
- วิธีโบราณ บูชาให้วัตถุมงคล "ของขลัง" ในบ้านใหม่มี "อิทธิฤทธิ์" เต็มที่

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.phangpra.com/teacher10-rod.html และ http://board.palungjit.org


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

จินต์จุฑา เจนสระคู