"พล.ต.อ.ประทิน" ปัด ร่วมขึ้นเวทีปราศรัย ของกลุ่ม (พธม.) ยื่นศาลรธน.วินิจฉัยพธม.ชุมนุมขัดรธน.หรือไม่!!!

Publish 2018-02-19 17:27:09



พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อายุ 83 ปี อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา พร้อมนายประยงค์ ไชยศรี ทนายความ เปิดบ้านพักส่วนตัวของ
พล.ต.อ.ประทิน ให้สัมภาษณ์กรณีที่ตกเป็นจำเลย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายและอื่นๆรวม 5 ข้อหา จากกรณีร่วมขึ้นเวทีปราศรัย ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เมื่อปี 2551 ว่า การที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพธม.นั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้อง พิทักษ์รัฐธรรมนูญตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 69 ถึง 71 ก็คุ้มครองว่านี่คือสิทธิหน้าที่ของคนไทย มีหน้าที่ทักท้วงรัฐบาลและขับไล่ได้ โดยไม่ได้กำหนดวิธีการ การชุมนุมจึงเป็นการกดดันให้รัฐบาลออกไป เพื่อรักษาความมั่นคง เศรษฐกิจและดินแดนของประเทศ

อดีต อ.ตร.กล่าว ถูกตั้งข้อหา 5 ข้อหา อาทิ มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทั้งที่คนเป็นแสน นี่ไม่ใช่การมั่วสุมแต่เป็นการชุมนุม อีกข้อหาคือการเข้าไปในเคหะสถาน สถานที่ราชการ ทั้งที่ทุกสถานที่ที่เข้าไปเขาเปิดประตูรับ ข้อหาที่ 3 บุกรุกทำลายสนามบิน ข้อ4 กีดขวางจราจร และข้อ 5 ทำให้การสื่อสารสาธารณะขัดข้อง เข้าข่ายก่อการร้าย ซึ่งตลกมาก ทั้งที่เป็นควาามผิดซึ่งหน้า ทำไมตำรวจไม่จับตอนนั้น ต้องรอให้คนของรัฐบาลไปแจ้งความร้องทุกข์แล้วออกหมายจับ โดยไม่มีหลักฐานอะไรเลย จับใส่ ยัดใส่อาวุธ ท่อนไม้อะไรก็กล่าวหาเป็น
ของพธม. อย่างพฤติการณ์ของตนก็เพียงไปขึ้นเวทีชุมนุมเพียง 5 นาที เท่านั้น



ไม่เชื่อมั่นในการทำสำนวนของตำรวจ ที่ตอนนั้นมี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน การทำสำนวนอ้างโน่นนี่ไม่มีเหตุผลพอ แล้วมาลงท้ายด้วยข้อหาก่อการร้ายที่โทษถึงประหารชีวิต แต่ลองดูผู้ที่ไปร่วมชุมนุมแต่ละคนเป็นผู้ก่อการร้ายที่ไหน อายุ 70-80 ปี บางคนเป็นอดีตทูตฯ เป็นนายทหาร ล้วนมีความรู้ความสามารถหรือแม้กระทั่งตนเป็นอดีตอ.ตร.ที่ในชีวิตไม่เคยทำชั่วเลย จะเป็นผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร เป็นหนึ่งใน 98 จำเลย และหลักฐานพฤติการณ์ของตนก็ไม่มีอะไรเลย เพียงแต่ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551ขับรถจะไปบ้านที่ จ.สมุทรปราการ จึงแวะไปเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ชุมนุมร่วมกันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ขึ้นเวที ตอนไปสอบปากคำถามพนักงานสอบสวนก็บอกว่าส่วนของตนมีพยานหลักฐานแค่นี้ ขึ้นไปพูดบนเวทีแค่แป๊บเดียวตามที่สันติบาลบันทึกภาพและเสียงไว้ ตนไม่ได้เดินขบวนมาแต่แรก เพราะช่วงนั้นสุขภาพไม่ดี แต่ถ้าแข็งแรงคงเดินขบวนด้วยแล้วแต่นี่สุขภาพไม่ดี

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตนและกลุ่มผู้ตกเป็นจำเลย อีก 10 คน รวม 11 คนในนามกลุ่ม ยุติธรรมภิวัฒน์ ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัย กรณีนี้เกี่ยวกับการดำเนินคดี

นายประยงค์ กล่าวว่า ในนามกลุ่มได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการชุมนุมของพธม. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยขอศาลวินิจฉัย 2 ประเด็น ว่าการชุมนุมของ พธม. กปปส. และองค์การพิทักษ์สยาม รัฐบาลในสมัยนั้นได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการชุมนุมขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา68 เป็นการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้อง ชี้ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่รัฐกลับดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม จึงต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐจงใจไม่ทำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเด็นที่ 2 ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการชุมนุมของ พธม. กปปส.องค์การพิทักษ์สยาม เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็น อำนาจ สิทธิ หน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญรับรองหรือไม่

พล.ต.อ.ประทิน ยังกล่าวถึงรัฐบาลปัจจุบัน มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลยังดีอยู่ การชุมนุมที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งในกทม.โดยกลุ่มอยากเลือกตั้ง และวี วอล์กมองว่ารัฐบาล ต้องการให้คนเหล่านี้ได้ระบายบ้าง การชุมนุมจุดไม่ติด ไม่สามารถเป็นชนวนล้มรัฐบาลได้หรอก ไม่ส่งผลกระทบกระอะไร แม้แต่หลายๆเรื่องที่รัฐบาลกำลังเผชิญ เช่นกรณีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่กระทบรัฐบาล ปัจจัยเดียวที่กะทบรัฐบาลทหารซึ่งแข็งแกร่งได้ คือปัจจัยภายใน ในเรื่องการบริหารประเทศ ธรรมมาภิบาล และการเล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งรัฐบาลนี้ยังไม่พบปัญหา เรื่องสนับสนุนพรรคพวกเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนปัจจัยภายนอกการเรียกร้องอยากเลือกตั้งของมวลชนไม่มีผล ประเทศยังต้องการรัฐบาลทหารมาดูแล รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องฝากอะไร โตๆกันแล้ว รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรควรทำหรือไม่ อย่างไรก็ตามอยากให้มองเห็นคุณงามความดีของทหารที่เอารัฐบาลไม่ดีลงได้ การปฏิวัติจะต้องมีอีก เมื่อมีรัฐบาลชั่ว ประชาชนเอาไม่อยู่ต้องปฏิวัติ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนรับฟังจากประชาชนในช่วงนี้คือปัญหาของแพง อาหารแพง ปากท้องประชาชน อยากให้รัฐบาล กระทวงพาณิชย์ เข้าไปกำกับดูแลแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้

พล.ต.อ.ประทินกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลคือการปฏิรูปตำรวจ โดยเสนอให้ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตั้งตำรวจส่วนกลางและตำรวจจังหวัด ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด เช่นเดียวกับรูปแบบในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ตำรวจเติบโตได้ในท้องถิ่น แก้ปัญหาการวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งตนมองว่าการซื้อขายตำรวจในการแต่งตั้งเป็นเรื่องที่ชั่วร้ายมาก

 



พล.ต.อ.ประทิน กล่าวถึงกรณีที่
พล.ต.อ.สมยศ อดีตผบ.ตร.ออกมาพูด ว่าอาชีพตำรวจเป็นอาชีพไซด์ไลน์ ว่า ไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นถึงผู้นำตำรวจ ทำให้ภาพของสถาบันตำรวจเสียหายทั้งหมด คนมองไม่ดี อีกทั้ง ยศ และตำแหน่งที่ได้มา ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ การพูดเช่นนี้หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย สร้างความเสียหาย ควรเสนอถอดยศด้วยซ้ำ คนที่เป็นตำรวจต้องทุ่มเท เสียสละ โดยเฉพาะผู้นำยิ่งต้องทำงานตำรวจอย่างเต็มที่ คนที่เอาอาชีพตำรวจเป็นไซด์ไลน์ ซึ่งในกรณีนี้ตนไม่ได้บอกว่าความหมายดีหรือไม่ดี แต่คนที่เอาอาชีพไปหากิน มีรายได้หลักจากธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น บ่อน ซ่อง เพราะอาชีพพวกนี้กลัวตำรวจ แล้วคนที่เอาความเป็นตำรวจไปหากินกับพวกนี้ แบบนี้ชั่วร้าย ทั้งนี้แม้ พล.ต.อ.สมยศ ออกมาขอโทษ บอกไม่เจตนาดูถูกดูหมิ่นอาชีพ ก็เป็นเพียงการแก้ตัวกับคำพูดที่ออกไปแล้วเท่านั้น และการที่ตนออกมาพูดประเด็นนี้ไม่ใช่การดิสเครดิต
พล.ต.อ.สมยศ ที่ทำคดีที่ตนเป็นจำเลย ต้องย้อนถามว่า
พล.ต.อ.สมยศพูดจริงหรือไม่ แล้วไปยืมเงินคนที่ทำธุรกิจแบบนั้นทำไม เสียหายหรือไม่ คนเป็นผู้นำตำรวจสมควรทำหรือไม่

 

--------------------------
ขอบคุณ : สำนักข่าวตรงประเด็น


HASTAG : พธม.  

เรียบเรียงโดย

Jakkrit


Recommend News