- 03 ก.ค. 2560
รำลึก 7 ตุลา ทมิฬ "โบว์ อังคณา เหยื่อแห่งความรุนแรง วีรสตรีถูกป้ายสีโดยจตุพร (เจอดี-มีคลิป)
ใกล้เข้ามาทุกที สำหรับการตัดสินของศาลอาญาในวันที่ 2 สิงหา หลังจากศาลฎีกาไต่สวน"สมชาย วงศ์สวัสดิ์" คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรปี 2551 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งหลังไต่สวนพยานเสร็จสิ้น นายสมชาย ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรและแถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหน้าที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน หลังได้รับการโปรดเกล้า ประธานรัฐสภากำหนดให้รัฐบาลแถลงนโยบายในวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งช่วงค่ำวันที่ 6 ต.ค. 2551 ผู้ชุมนุมได้เริ่มเคลื่อนตัวมาปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบาย ตนเห็นว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ หากถูกขัดขวาง ครม.ก็ไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้ และศาลปกครองได้วินิจฉัยว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ที่โจทก์กล่าวหาว่าตนกระทำผิดมาตรา 157 นั้น ตนไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามที่ถูกกล่าวหา ตนไม่กระทำอันใดที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายกับผู้ชุมนุม และไม่มีพยานใดชี้ว่าตนกระทำโดยมีเจตนาให้เกิดความบาดเจ็บเสียหายกับผู้ชุมนุม
ซึ่งนายสมชาย กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาตนได้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับราชการมาหลายปี เป็นทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เคยมุ่งร้ายให้ใครเดือดร้อน มีแต่ทำงานด้วยความประนีประนอม มีหน้าที่ดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้เลือกปฏิบัติ จึงขอความเป็นธรรม ได้โปรดพิจารณาต่อไปด้วย
โดยความรุนแรงในเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หรือ "ตุลาทมิฬ" ที่บริเวณหน้ารัฐสภา นับเป็นโศกนาฏกรรม ครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองไทย อีกคราว ที่จะต้องถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะการปฏิบัติการของตำรวจในครั้งนั้น ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถ่ายทอดไปสู่ทั่วโลก ถึงความรุนแรงในการปฏิบัติการครั้งนั้น รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งเครื่องยิงลูกระเบิด และแก๊สน้ำตาที่กระหน่ำยิงเข้าใส่ประชาชน ทั้งคนแก่ สตรี และเด็ก
ทั้งนี้จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมพันธมิตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 381 ราย เสียชีวิต 2คน หนึ่งในนั้นก็คือ นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ นักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 โดยนางสาวอังคณาเป็นหนึ่งในผู้ที่ไปชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล วังปารุสกวัน ในเวลาหัวค่ำ และถูกสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา อังคณาได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยที่ซีกซ้ายของลำตัวตั้งแต่หน้าอกลงไปเหวอะหวะ กระเพาะทะลุ
หลังจากการตรวจสอบโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ข้อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา มาจากสาระเบิดแรงสูง 2 ชนิดด้วยกันคือ C4 และ R.D.X. ซื่งเมื่อเทียบปริมาณสารเหล่านี้ที่มาจาก แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีน จะมีสาร R.D.X. อยู่ 7 กรัมแต่จากสภาพศพที่มี บาดแผลขนาดใหญ่บริเวณชายโครงด้านซ้ายและใต้ท้องแขนซ้ายท่อนบน ลึกถึงกระดูก และมีรอยสะเก็ดเป็นจุดเล็กๆ ที่หลังเท้า ข้างเท้า
และบริเวณใกล้ตาตุ่มเท้าซ้ายบาดแผลดังกล่าวน่าจะเกิดจากสารระเบิดน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 200 กรัม แต่อย่างไรก็ดี สาเหตุของการเสียชืวิตครั้งนี้ ไม่สามารถสรุปได้เนื่องจากะพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุถูกทำลาย มีการเคลื่อนย้ายผู้ตายออกจากที่เกิดเหตุโดยพลการ และมีการตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้ว และไม่ได้มาตรฐานตามหลักสากล
แต่ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังกล้าบิดเบือนข้อเท็จจริง โดย พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะนั้น โดยแถลงข่าวใส่ร้ายป้ายสีผู้ตายว่า "สำหรับการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่เสียชีวิตจากใบชันสูตรพบว่าซี่โครงบริเวณด้านซ้ายหักทุกซี่ น่าจะเกิดจากการหนีบระเบิด หรือมีระเบิดอยู่ในกระเป๋าที่หนีบมา บาดแผลเกินกว่าที่อาวุธของเจ้าหน้าที่มีอยู่"
ถึงแม้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะมีการตรวจสอบการสาเหตุของการเสียชีวิตของน.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิอย่างชัดเจน แต่ในวันที่ 12 ก.พ. 53 นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีชั่วคราวของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายจตุพรอ้างว่าน้องโบว์เสียชีวิตเพราะถือระเบิดหรือสะพายระเบิดในลักษณะคล้องแขนหรือการหนีบเพราะส่วนที่ทำให้เสียชีวิตนั้นมาทางด้านข้างอยู่ระหว่างวงแขน
นายจตุพรอ้างอีกว่า ก่อนหน้านี้มารดาของ น.ส.อังคณาได้ไปฟ้อง พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน และทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าหมิ่นประมาท แต่ท้ายที่สุดต้องไปถอนคดี เพราะภาพของฝ่ายนิติเวชของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ไปชันสูตรนั้น น้องคนนี้ไม่ได้ตายเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้ถูกฆ่าโดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ (ตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด) แต่ตายเพราะระเบิดซึ่งพันธมิตรฯ ให้พกมาเอง
“คดีนี้ต้องสอบว่าใครเอาระเบิดปิงปองไปให้วีรสตรีคนนี้เขาสะพาย แล้วระเบิดเองไอ้นั่นคือฆาตกร”
จะเห็นได้ว่าการปราศรัยของนายจตุพรเหมือนจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายประเด็น โดยเฉพาะสาเหตุการเสียชีวิตของน้องโบว์ ซึ่งดูเหมือนว่าการพูดจาโกหก ใส่ร้ายป้ายสี เพื่อโยนความผิดนั้น จะกลายเป็นงานประจำของแกนนำคนเสื้อแดงไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากการเสียชีวิตของอังคณาแล้ว สังคมต่าง ๆ มีปฏิกิริยาต่อกรณีนี้อย่างรุนแรง เช่น กัปตันการบินไทยคนหนึ่งปฏิเสธที่จะไม่ให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนโดยสารไปในเที่ยวบินที่ตนขับด้วย หรือแพทย์ขึ้นป้ายว่าปฏิเสธที่จะรักษาตำรวจ เป็นต้น และในส่วนที่กล่าวขานกันถึงมากที่สุด คือ การที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพที่นำโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ออกแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ทางช่อง 3 สัมภาษณ์โดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ปีเดียวกัน โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออก
และต่อมาทางกลุ่มพันธมิตร ก็ได้เปิดสะพานไม้ไผ่ข้ามระหว่างทางเดินด้านมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร กับทำเนียบรัฐบาล โดยให้ชื่อว่า สะพานอังคณา-เมธี เพื่อเป็นการระลึกถึงอังคณา และพันตำรวจโทเมธี ชาติมนตรี อีกหนึ่งผู้เสียชีวิตในวันที่ 7 ตุลาคม นี้ด้วย
