- 18 ก.ค. 2560
วงการสงฆ์ถึงเวลาปฏิรูปแล้วหรือไม่!?!? หลังโดนแฉมีการ "ซื้อ - ขายตำแหน่ง" ไม่ต่างจากวงการ "ตำรวจ - ข้าราชการ"
ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสั่นสะเทือนวงการสงฆ์ไม่ใช่น้อย กับข่าวของการโกงเงินทอนวัด จนแผ่ขยายไปสู่การออกมาแฉเรื่องของการ ซื้อ - ขายตำแหน่งกันในวงการสงฆ์ ไม่น่าเชื่อว่าในชนชั้นที่จัดได้ว่าผู้คนเลื่อมใสและให้ความเคารพศรัทธานั้นแท้จริงแล้วก็ ฟอนเฟะไม่ต่างอะไรกับ วงการอื่นๆที่ถูกกล่าวหาอย่าง วงการข้าราชการ หรือตำรวจเลยเเม้แต่น้อย
สืบเนื่องจากการที่นาย ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถึงสาเหตุที่คาดว่าน่าจะเป็น ต้นตอที่ทำให้มีการทุจริตเงินทอนวัด หรือเงินอุดหนุนงบประมาณ บูรณะและปฏิสังขรณ์วัด จากภาครัฐฯ ซึ่งปะญหาเกิดจากระบบการปกครอง คณะสงฆ์ใช้มาตั้งแต่ปี 2505 ทำให้พระภิกษุผู้ใหญ่ชั้นปกครองทั้งสมเด็จ และรองสมเด็จทั้งหลายมีอำนาจเสร็จเด็ดขาด
โดยนายไพบูลย์ได้กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันมีการส่งพระภิกษุนักวิ่งเต้น ข้ามเขตเข้าไปเป็นเจ้าอาวาส รักษาการเจ้าอาวาสหาประโยชน์ในทางมิชอบ กลั่นแกล้งและมีการเรียก"เก็บส่วย" กันทั้งประเทศ
ล่าสุด เกิดขึ้นที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี จนพระชั้นผู้น้อยและเจ้าอาวาสวัดต่างจังหวัด ทนระบบการปกครองรวบอำนาจ ซื้อขายตำแหน่งกันแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป จึงมีพระภิกษุเรียกร้องให้ ตนยกร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ ให้เป็นไปตามหลัก" ธรรมาธิปไตย"
และสำหรับการออกมาเปิดเผยเรื่องการซื้อขายตำแหน่งของวงการสงฆ์ ล่าสุดเป็นทางด้านของ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ออกมากล่าวถึงกรณี พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์ว่า มีการซื้อขายตำแหน่งเจ้าคณะตำบลถึงเจ้าคณะภาค
หากจะกล่าวตามตรงแล้วนั้นการมาบวชตามหลักพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ได้ให้คำสอนไว้นั้นก็เพื่อ เผยแพร่ศาสนา และเป็นผู้ดำรงในศีลธรรม ละทิ้งแล้วซึ่งอบายมุข หรือกิเลสทั้งหลาย แต่ในทางกลับกัน ในกรณีดังกล่าวกลับกลายเป็นมีผู้ไม่หวังดี แสวงมากับการบวชนี้เล็งเห็นว่าวงการสงฆ์นั้นก็มี ยศมีตำแหน่งเข้ามาเพื่อ วิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งและพัดยศต่างๆมาในครอบครอง เพื่อจะได้มีสิทธิต่างๆ ในการปกครอง การดูแลจากการดำรงตำแหน่งทางคณะสงฆ์ กอบโกยผลประโยชน์ให้กับตน ซึ่งหากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเองก็ยังมีอีกหลายต่อหลายคดีเกี่ยวกับพระสงห์ ตัวอย่างคดีที่ เป็นกระเเสสังคมอยู่ในช่ววงต้นปีที่ผ่านมากับเรื่องราวใหญ่โต ของวัดธรรมกายที่สังคมจับตามองกันอย่างไม่ลดละ มีทั้งคดีบุกรุกพื้นที่ป่า ฟอกเงินสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น และอีกหลายต่อหลายคดี
และนับย้อนกลับไปอีกคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก สมีคำ หรือ เณรคำ อย่างเเน่นอน
เนื่องจากเป็นผู้ร้ายข้ามเเดนในข้อหาพรากผู้เยาว์, กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี, ฉ้อโกงประชาชน, ฟอกเงินฯ
ยังไม่นับรวมคดีเล็กน้อยระดับชาวบ้านอย่างเช่น พระปลอม การอนาจารสีกา หรือเสพยา-ดื่มสุราทั้งผ้าเหลือง อันมีให้เห็นอยู่เนืองๆเป็นต้น
ดังนั้นคำถามที่ว่า "ถึงเวลาเเล้วหรือยังที่จะปฏิรูปวงการสงฆ์" จึงเป็นคำถามที่ควรต้องหาคำตอบ และเก็บเอาไปทบทวนเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เป็นการดูหมิ่น ถ้าทาย แหกคอก หรือจาบจ้วงล่วงเกินแต่ประการใด แต่ก็เพื่อให้ศาสนายังคงไว้เพื่อความบริสุทธิ์ ในเนื้อเเท้อยู่ก็เท่านั้น
