- 02 ส.ค. 2560
ตำรวจกับทหารและท่าอากาศยานสุวรรณภูมินำกำลังบุกจับแก็งเรียกค่าไถ่ชาว"อินเดีย
“ จับกุมแก็งอินเดีย ปล้นทรัพย์และเรียกค่าไถ่ ”
กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ กองบังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 กองร้อยที่ 21 กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประชาสัมพันธ์กรณี จับกุมคนร้ายชาวอินเดีย ร่วมกันปล้นทรัพย์และเรียกค่าไถ่ผู้เสียหายชาติเดียวกัน ที่จะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2560 ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย
1. นายอาลี ไซเอ็ด อาห์สัน SYED AHSON ALI หมายเลขหนังสือเดินทาง N8121560 ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 695/2560 ลงวันที่ 1 ส.ค.2560
2.นายคาเดียร์ คาน โมฮัมเหม็ด (MR.QADEER KHAN MOHAMMED) หมายเลขหนังสือเดินทาง Z4224859 ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 696/2560 ลงวันที่ 1 ส.ค.2560
ในข้อหา ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำร้ายร่างกายโดยการทรมาน หรือทารุณโหดร้าย เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ปล้นทรัพย์ มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และซ่องโจร
ได้ออกหมายจับคนร้ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ราย
1.หมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ 697/2560 (บุคคลตามภาพถ่ายเสื้อสีส้ม)
2.หมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ 698/2560 (บุคคลตามภาพถ่ายเสื้อสีฟ้า)
อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติหมายจับ จำนวน 1 ราย คือ นายซอมาน (MR.SALMAN) หมายเลขหนังสือเดินทาง N3813713 อยู่ระหว่างขออนุมัติศาลออกหมายจับ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2560 เวลาประมาณ 20.30 น. นายมนดัล เอ็มดี จิซานุดดิน(MR. Md Jishanuddin Mondal) อายุ 29 ปี หนังสือเดินทางหมายเลข Z3864676 ได้มาแจ้งความว่านาย Shaikh Rajib อายุ 34 ปี สัญชาติอินเดีย หนังสือเดินทาง Z3212250 เป็นพี่เขย, นาย Jiaul Hossain เลขหนังสือเดินทาง H7429012 และนาย Sabbir Ahamad หนังสือเดินทาง J1001104 รวม 3 คน ได้เดินทางจากมุมไบ มาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อทำเรื่องเพื่อจะไปทำงานที่ประเทศแคนนาดา ต่อมาได้ถูกคนร้ายชาวอินเดียโทรศัพท์ไปเรียกค่าไถ่ จำนวน ราคา 1,500,000 บาท ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ตรวจสอบกล้องวงจร พบว่าผู้เสียหายทั้งสามคน เดินทางมาที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จริง โดย
มีนายหน้าชาวอินเดียจำนวน 2 คน มารับและขึ้นรถกระบะออกไป ต่อมาจากการสืบสวนทราบว่านายหน้าชาวอินเดีย คือนายอาลี ไซเอ็ด อาห์สัน และนายนายคาเดียร์ คาน โมฮัมเหม็ด
จากการตรวจสอบ รถยนต์ที่มารับพบว่า ทะเบียน กก 595 ฉะเชิงเทรา จอดอยู่ที่ร้าน จี มอเตอร์ 214/32-36 ม.6 ต.บางละมุง อ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ผู้ครอบครองคือนาย Qadeer Khan Mohammed ประกอบกิจการซื้อขายรถ และเป็นผู้อาศัยอยู่บ้านหลังดังกล่าวข้างต้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2560 ผู้เสียหายได้ติดต่อญาติ ว่าตอนนี้อยู่ที่ประเทศกัมพูชาตรงด่านอรัญประเทศ จว.สระแก้ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานญาติเพื่อไปรับตัวผู้เสียหาย จากการสอบถามทราบว่า ผู้เสียหายทั้ง 3 ถูกกลุ่มนายอาลี ไซเอ็ด อาห์สัน กับพวก จับตัวและทำร้ายร่างกาย พร้อมทั้งเรียกค่าไถ่จากญาติที่ประเทศอินเดีย ซึ่งได้ให้ถ้อยคำและชี้ยืนยันผู้กระทำความผิดในครั้งนี้ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานของอำนาจศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสิ้น 4 หมายจับ และเชิญตัวผู้ต้องสงสัยน่าเชื่อว่าจะร่วมกระทำผิดมาอีก 1 ราย ซึ่งเบื้องต้นได้ดำเนินการจับกุมตัวแล้วจำนวน 2 ราย และขออำนาจศาลตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 82/44 ม.6 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมยึดพยานหลักฐานประกอบสำนวนการสอบสวน จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมพยานหลักฐานที่ตรวจยึด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการขยายผลทราบถึงขั้นตอนวิธีการเรียกค่าไถ่ ดังนี้
1.เหตุเริ่มต้นที่ประเทศอินเดีย จะมีกลุ่มคนร้ายทำทีเป็นนายหน้ารับจัดหางานให้ไปทำงานต่างประเทศ มีรายได้สูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ ผู้เสียหายชาวอินเดียหลงเชื่อและจ่ายเงินค่าสมัคร-ค่าดำเนินการ
2.กลุ่มคนร้ายจะซื้อตั๋วเครื่องบิน จากอินเดีย เดินทางมาประเทศไทย โดยอ้างว่า การทำวีซ่าในประเทศไทยง่าย และสามารถใช้เดินทางไปทำงานในประเทศที่สามได้ ใช้เวลาน้อย
3.เหตุเริ่มที่ประเทศไทย เมื่อเดินทางถึง สนามบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมีคนร้ายชาวอินเดียทำทีเป็นนายหน้ามารับผู้เสียหาย และพาไปที่บ้านพักแถวพัทยาเพื่อรอทำเอกสารวีซ่า จากนั้นก็จะคนร้ายอีกกลุ่ม จับกุมตัวผู้เสียหาย ทำร้ายร่างกายและปลดทรัพย์สิน พร้อมโทรศัพท์เรียกค่าไถ่กับทางญาติของผู้เสียหาย ที่ประเทศอินเดีย ในส่วนการโอนเงินจะทำธุรกรรมการเงินในประเทศอินเดียทั้งหมด
4.เมื่อคนร้ายได้รับเงินค่าไถ่แล้ว (ครบหรือไม่ครบก็ได้) จะนำตัวผู้เสียหายไปปล่อยที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งในเวลานั้นกลุ่มผู้เสียหายจะเป็นผู้ที่อยู่ในประเทศไทยเกินระยะเวลากำหนด (OVER STAY) เมื่อจะออกนอกประเทศผ่านด่าน นั้นจะต้องเสียค่าปรับคนละ 4000 บาท ซึ่งกลุ่มคนร้ายได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมทำใบจองตั๋วเครื่องบินปลอม ให้ผู้เสียหายและปล่อยในประเทศกัมพูชา ถือว่าจบขั้นตอนการเรียกค่าไถ่
