แถลงการณ์ พธม. เตรียมยื่น ปปช.ขออุทธรณ์สู้คดีสลายชุมนุม!!! ยืนยันติดตามทวงความยุติธรรมให้ถึงที่สุดตามกฎหมาย ยืนยันแกนนำแน่นแฟ้นทุกคน

แถลงการณ์ พธม. เตรียมยื่น ปปช.ขออุทธรณ์สู้คดีสลายชุมนุม!!! ยืนยันติดตามทวงความยุติธรรมให้ถึงที่สุดตามกฎหมาย ยืนยันแกนนำแน่นแฟ้นทุกคน

อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายสุริยะใส กตะศิลา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายพิภพ ธงไชย  นายวีระ สมความคิด  ร้อยตรีแซมดิน เลิศบุตร ร่วมกันออกแุถลงการณ์กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อ ปี2551 ที่หน้ารัฐสภา ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ พลตำรวจโทสุชาติ เหมือนแก้วตกเป็นจำเลย 

โดยนายปานเทพ ระบุว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันว่า เคารพต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่พ้องเห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่ามียังความคาดเคลื่อนหลายประการ จึงสมควรยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต่อไป เพราะเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครอง และมติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าการชุมนุมของประชาชนเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในขณะที่การสลายการชุมนุมไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสากล เพราะเจ้าหน้าที่นำอาวุธและวัตถุระเบิดมาใช้สลายการชุมนุมเป็นจำนวนมาก ไม่ได้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก ไม่ได้ปฏิบัติตามแผนกรกฎ /48  อีกทั้งการสลายการชุมนุม เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าถึงค่ำ แม้จะประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว หรือแม้แต่สภาชิกรัฐสภาได้เดินทางออกจากรัฐสภาแล้ว ซึ่งขัดแย้งกับข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่าต้องดำเนินการสลายการชุมนุมเพราะผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตาม การทำงานของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาทนายความ และทนายความ โดยให้นายวีระ สมความคิด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งหากพบความไม่เป็นธรรมก็จะดำเนินการในทุกช่องทางทางกฏหมายเพื่อทวงคืนความยุติธรรมต่อไป โดยจะให้คณะทำงานจัดทำหนังสือเพื่อยื่นต่อ ป.ป.ช. ในวันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม นี้ เวลา 11.00 น.


ส่วนกรณีที่หนึ่งในคำพิพากษาของศาลมีประโยคจากพยานที่ระบุว่าได้ยินเสียงดังมาจากทางรถแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมตะโกนว่าฆ่ามันเอานายกรัฐมนตรีมาให้ได้ นายปานเทพ กล่าวว่าในคดีนี้ทางพันธมิตรฯไม่ได้มีโอกาสซักค้านซึ่งมองว่าในการไต่สวนพยานของศาลก็เป็นการไต่สวนพยานที่ไม่ครบถ้วนกลุ่มพันธมิตรไม่ได้มีโอกาสต่อสู้ตามขั้นตอนปกติ

ส่วนคำพิพากษาที่ออกมาจะถือเป็นแนวทางในการชุมนุมของภาคประชาชนในอนาคตหรือไม่นั้น นายประพันธ์ คูณมี กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งศาลควรเป็นผู้วางบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมเพราะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส.  ศาลก็ได้เคยวางบรรทัดฐานไปแล้ว ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่หน้าอาคารรัฐสภาไม่ได้เป็นการเผาหรือบุกเข้าไปภายในอาคาร ไม่ได้มีการทำลายทรัพย์สินของทางราชการเป็นแค่การชุมนุม แต่กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ  บช.น. ก็เอากำลังตำรวจเข้ามาสลายการชุมนุมตั้งแต่เวลา 6.15 น. ยิงตั้งแต่หน้าประตูรัฐสภาจนถึงประตูประสาทเทวฤทธิ์ เมื่อประชุมสภาเสร็จแล้วก็ยังมีการยิงเปิดทาง
มีการยิงในช่วงบ่าย และยิงช่วงเย็นตั้งแต่ช่วงเวลา 18.00 - 20.00 น. ซึ่งความวุ่นวายไม่ได้เกิดจากผู้ชุมนุม แต่เกิดจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราไม่ได้เผา ไม่ได้บุกรัฐสภาและไม่ได้มีการบุกเข้าไปภายในอาคารเหมือนการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่พัทยา โดยจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช และหากไม่มีการพูดถึงประเด็นดังกล่าวจะถือว่าป.ป.ช. ดำเนินการอย่างผิดปกติ ซึ่งยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลให้มีการยื่นอุทธรณ์ได้แน่นอน

ขณะที่นายพิภพ ธงชัย ระบุว่า กลุ่มอดีตแกนนำพันธมิตรยังคงมีความเป็นเอกภาพอยู่แน่นอนเพราะยังมีอีกหลายคดีที่ต้องต่อสู้ร่วมกันและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกันจึงจำเป็นต้องมีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง 

ส่วนที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร นั้นเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ของผู้ที่ดูแลความมั่นคง แต่พันธมิตรและประชาชนก็มีจุดยืนร่วมกันที่ต้องแสวงหาความยุติธรรม